29 กรกฎาคม 2552

ทองคำดำ

GOLD หรือทองคำเป็นชื่อที่ทุกคนรู้จักแต่สำหรับ BLACK GOLD หลายคนคงไม่เข้าใจหรือน้อยคนเท่านั้นที่จะรู้ความหมายของมันว่าคืออะไร น้ำมันที่เราใช้กันอยู่ในชีวิตประจำวันเป็นสิ่งที่มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจมากกว่าทั้งในด้านเงินเฟ้อและการบริโภคในชีวิตประจำวัน ทั้งทองคำและน้ำมันนับเป็นสินค้าในกลุ่มเดียวกันเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ที่นักลงทุนมักลำดับความสำคัญของสินค้าทั้งสองชนิดนี้อยู่ในอันดับต้นๆ ในปี 2551 ราคาน้ำมันในตลาดโลกได้เคยทำสถิติปรับตัวสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 140 ดอลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลและผันผวนสูงขึ้น ลดลงไปๆมาๆ ในท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจโลกและการบริโภคที่ลดน้อยลงเป็นเงาตามตัวคาดกันว่าราคาน้ำมันดิบในปี 2552 นี้จะปรับตัวเพิ่มขึ้นจากภาวะเศรษฐกิจที่เริ่มฟื้นตัวขึ้นทำให้ความต้องการบริโภคน้ำมันกลับมาอีกครั้งถึงอาจจะทำให้เกิดภาวะขาดแคลน อีกสาเหตุปัจจัยหนึ่งที่สำคัญคือคนบริโภคน้ำมันจนเสพติดไปแล้วถึงอย่างไรก็ต้องใช้อยู่ดีถึงแม้ของจะขาดปัจจัยแบบนี้เองจะส่งผลให้เป็นตัวกำหนดราคาและมูลค่าของน้ำมัน นักลงทุนทั่วโลกเพิ่มน้ำหนักการลงทุนสินทรัพย์เสี่ยงและลดน้ำหนักการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำ ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมาราคาหุ้นทั่วโลกและราคาสินค้าโภคภัณฑ์ปรับตัวเพิ่มขึ้นตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้าน้ำมันดิบที่นิวยอร์กเริ่มมีสัญญาณการเก็งกำไรจากนักลงทุน

ก่อนหน้านี้จนถึงปี 2534 เรายังไม่มีโรงกลั่นน้ำมันของตนเองมีแต่ของต่างชาติ เราจึงต้องนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปจากนอกประเทศมาโดยตลอดและสิงคโปร์ก็คือโบรกเกอร์ของเราซึ่งก็เป็นศูนย์กลางซื้อขายน้ำมันในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มาตลอดจนถึงทุกวันนี้ก็ยังเป็นอยู่ ต่อมาในสมัยรัฐบาลอานันท์เรามีโรงกลั่นของตัวเองแล้วและกลั่นได้เอง รัฐบาลได้มีนโยบายให้ราคาน้ำมันขายปลีกไม่ขึ้นกับรัฐบาลอีกต่อไปแต่ให้บริษัทผู้ค้าน้ำมันกำหนดราคากันเองตามภาวะตลาดโดยรัฐบาลเชื่อว่าการกำหนดราคาหน้าโรงกลั่นที่เป็นธรรม และการมี ปตท.เป็นส่วนหนึ่งของปั๊มรัฐบาลจะทำหน้าที่เป็นตัวถ่วงดุลผู้ค้าปลีกน้ำมันต่างชาติได้ โดยใช้ราคาอ้างอิงที่ตลาดสิงคโปร์มาจนทุกวันนี้ ปตท.จึงเป็นหน่วยงานที่เคยเป็นความหวังของคนไทยด้านพลังงาน ปตท.เป็นองค์กรที่เกิดมาจากความเป็นรัฐวิสาหกิจที่มีวัตถุประสงค์ในการนำทรัพยากรธรรมชาติในประเทศมากระจายสู่มือประชาชนแบบเป็นธรรมและให้ประชาชนไทยได้ใช้ทรัพยากรธรรมชาตินั้นๆ อย่างคุ้มค่าและมีราคาไม่แพง ก่อนการแปรรูปปตท.เข้าตลาดหลักทรัพย์ ปตท.เป็นกลไกในการตรึงราคาน้ำมันในประเทศเมื่อราคาน้ำมันของตลาดโลกพุ่งสูงขึ้นมาโดยตลาดโดยปตท.จะนำกำไรส่วนเกินจากธุรกิจฝั่งก๊าซธรรมชาติมาชดเชยราคาน้ำมันให้ผู้บริโภคเนื่องจากราคาน้ำมันจะสูงขึ้นจริงตามราคาตลาดโลกเพราะประเทศไทยต้องซื้อน้ำมันจากต่างประเทศในขณะที่ก๊าซธรรมชาติเป็นทรัพยากรด้านเชื้อเพลิงที่สามารถจัดหาได้ภายในประเทศแต่ต้องอิงตามราคาน้ำมัน เมื่อราคาน้ำมันสูงขึ้นราคาก๊าซธรรมชาติก็จะสูงขึ้นด้วย ฉะนั้นเมื่อราคาน้ำมันตลาดโลกพุ่งสูงขึ้นปตท.ก็สามารถนำกำไรจากก๊าซธรรมชาติมาเกลี่ยภาระรายจ่ายที่เกิดจากราคาน้ำมันให้สังคมและผู้บริโภคได้ตลอดมา

ในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีระยะแรก (2523 – 2532) นักลงทุนประสบสำเร็จอันงดงามทำให้เกิดโครงการพัฒนาอุตสาหกรรมปิโตรเคมีระยะที่ 2 (2532 – 2547) ตามมาอย่างรวดเร็ว การพัฒนาอุตสาหกรรมปิโตรเคมีระยะที่ 3 เกิดขึ้นต่อมารัฐวิสาหกิจแห่งนี้ได้ผูกขาดพลังงานของชาติได้ถูกนักการเมือง นักธุรกิจที่ฉาบด้วยภาพลักษณ์ธรรมาภิบาล นักวิชาการ แทคโนแครต(ผู้สนับสนุนการปกครองโดยผู้ชำนาญวิชาการ)จากหอคอยงาช้างและกลุ่มผู้ได้ประโยชน์ได้วางแผนแผนลงทุนปิโตรเคมีผนวกแผนพัฒนาพลังงาน นักธุรกิจระดับชาติ(ชั่ว)อย่างทักษิณจึงย่อมรู้ดีว่าธุรกิจพลังงานเป็นธุรกิจแห่งอนาคตที่ทำรายได้ให้มหาศาลหาใช่ธุรกิจโทรศัพท์มือถือซึ่งอยู่ในช่วงขาลงไม่ได้รุ่งเรืองเหมือนในอดีตหรือแม้แต่การซื้อธุรกิจสโมสรทีมฟุตบอลแมนเชสเตอร์ซิตี้ก็เพื่อสร้างโปรไฟล์ให้ดูดี ไม่ใช่ธุรกิจที่ทำรายได้งดงามเหมือนกับธุรกิจพลังงาน ในช่วงสมัยรัฐบาลทักษิณ 1 ต่อเนื่องมาถึงรัฐบาลทักษิณ 2 เขาจึงยกแม่น้ำทั้งห้ารองรับปฏิบัติการไล่รื้อโครงสร้างระบบราชการครั้งใหญ่ ก่อเกิดกระทรวง ทบวง กรมขึ้นมาใหม่ แต่ละกระทรวงตั้งใหม่มีเบื้องหลังแอบแฝงอยู่อย่างสำคัญ หนึ่งในนั้นก็คือกระทรวงพลังงาน การจัดทำแผนพลังงานและปิโตรเคมีแบบบูรณาการข้างต้นจะมีประโยชน์อะไรกับทักษิณและพวก หากผู้ลงทุนหลักและผูกขาดในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี น้ำมัน และก๊าซฯ คือปตท.ยังคงมีสภาพเป็นรัฐวิสาหกิจของรัฐ ดังนั้นการเร่งแปรรูปปตท.เพื่อเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ เปิดช่องให้นอมินีผู้นำและพวกพ้องเข้าถือหุ้นจึงเป็นภารกิจสำคัญที่ต้องทำให้สำเร็จควบคู่กันไปกับการเร่งทำคลอดแผนลงทุนปิโตรเคมีเฟส 3 มูลค่า 4 แสนล้าน

บริษัท ปตท. จำกัดมหาชนแปรสภาพจากรัฐวิสาหกิจ

แล้วปตท.ก็แปรสภาพจากรัฐวิสาหกิจเป็นบริษัทจำกัดมหาชนในปลายปี 2544 อนาคตด้านพลังงานของคนไทยทั้งชาติจึงขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของปตท.เป็นหลัก กระทรวงพลังงานได้รวบเอามาจัดการเองแผนลงทุนปิโตรเคมีระยะที่ 3 นี้โดยหน่วยงานเดิมที่เคยรับผิดชอบได้ยุติบทบาทลงโดยมีมีอดีตผู้บริหารจากปตท.เข้ามาเป็นรัฐมนตรีเจ้ากระทรวงมีเป้าหมายในการขยายการผลิตปิโตรเคมีในเขตมาบตาพุด ให้เกิดเป็นคลัสเตอร์ที่เข้มแข็งและพัฒนาอุตสาหกรรมบางส่วนที่อำเภอสิชล จังหวัดนครศรีธรรมราช การเลือกใช้วัตถุดิบตั้งต้นในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีด้วยก๊าซธรรมชาติซึ่งมีปตท.ผูกขาดธุรกิจนี้อยู่เป็นโอกาสสร้างรายได้และสร้างกำไรอันงดงามให้กับปตท.ที่บริษัททั่วๆไปต้องมุ่งสร้างผลกำไรให้ผู้ถือหุ้นเป็นหลักไม่ใช่ใครอื่นแต่เป็นเครือข่ายนักการเมืองทั้งนั้น

แต่เมื่อปี 2544 เมื่อปตท.ถูกรัฐบาลทักษิณนำออกไปขายมีราคาหุ้นเพียง 35 บาทบรรดาญาติและพรรคพวกนักการเมืองได้รับแบ่งสรรถ้วนหน้าสูงสุดถึงครอบครัวละ 5 ล้านหุ้นขณะที่ประชาชนทั่วไปแทบหมดโอกาสจองหุ้นที่ขายเกลี้ยงในเวลาเพียง 1 นาที 17 วินาที กระทรวงการคลังถือหุ้นเกินกว่าร้อยละ 50 ซึ่งปัจจุบันถืออยู่ร้อยละ 51.69 ทำให้ปตท.มีสถานะเป็นรัฐวิสาหกิจตามคำนิยามของกฎหมายหลายฉบับ การขายหุ้นทั้งหมด 25 % ของปตท.เมื่อปี 2544 จำนวน 800 ล้านหุ้น ซึ่งควรจะทำเงินได้ประมาณ 28,000 ล้านบาท แต่การขายครั้งนั้นกลับขาดทุนเพราะการแก้ไขบัญชีย้อนหลังของปตท.ทำให้ทรัพย์สินหายไปประมาณ 36,000 ล้านบาท ทำให้มีการขาดทุนเบื้องต้น 8,000 ล้านบาท

- มีการใช้เงินจำนวน 800 ล้านบาท เพื่อจ้างบริษัทขายหุ้น

- ปตท.ขายหุ้นให้พนักงานในราคาพาร์ 10 จำนวน 48 ล้านหุ้น

- ปตท.จ่ายเงินปันผลให้ผู้ถือหุ้นหลังการขายเพียง 3 เดือน ในจำนวน 2 บาทต่อหุ้น รวมทั้งหมด 1,600 ล้านบาทแล้วหุ้นปตท.อีกร้อยละ 23.31 หายไปไหนหลังจากที่ถูกแปรรูปไปไม่กี่ปี


ความเสียหายจากการขายปตท.ขายแล้วขาดทุน ขายทำไม ในการตีมูลค่าทรัพย์สินทำให้การขายหุ้นในราคาต่ำมากได้สร้างความเสียหายต่อประเทศไม่น้อยกว่า 190,000 ล้านบาท ทุนและกำไรสะสมของปตท.จำนวน 50,121 ล้านบาทถูกลดเหลือเพียง 14,441 ล้านบาทเท่ากับมูลค่าทรัพย์สินของปตท.เมื่อเป็นรัฐวิสาหกิจหายไปถึง 36,000 ล้านบาทสินทรัพย์ที่หายไปมีมูลค่ามากกว่าเงินที่ได้จากการขายหุ้น เงินที่ได้จากการขายหุ้นปตท.ต้องจ่ายให้บริษัทผู้ขายหุ้น 800 ล้านบาท ปตท.ประกาศจ่ายเงินปันผลก่อนขายหุ้นว่าภายใน 3 เดือนจะปันผลหุ้นละ 2 บาท แม้จะยังไม่ได้คำนวณผลประกอบการเป็นเงิน 1,600 ล้านบาท ปตท.ขายหุ้นให้พนักงานและผู้บริหารในราคาพาร์ 10 บาท จำนวน 48 ล้านหุ้นถือเป็นกติกาขององค์กรแต่นี่คือการนำสมบัติชายมาแบ่งปันกันนั่นเอง การประเมินมูลค่าบริษัทในเครือปตท. ซึ่งรัฐวิสาหกิจ ปตท.เคยลงทุนบริษัทในเครือจำนวน 63,672 ล้านบาทกลับถูกตีมูลค่าติดลบ 5,190 ล้านบาทเท่ากับยกบริษัทในเครือรัฐวิสาหกิจ ปตท.ให้ฟรีแล้วยังแถมเงินให้อีก 5,190 ล้านบาทเป็นการขายรัฐวิสาหกิจปตท.แบบขาดทุน

ผลศึกษาการสร้างมูลค่าเพิ่มของปิโตรเคมีและมูลค่าการลงทุนของโครงการทั้งหมดชี้ว่าการนำก๊าซอีเทนและโพรเพนมาผลิตปิโตรเคมีตามแผนแม่บทนี้จะเพิ่มมูลค่าเฉลี่ยให้กับก๊าซธรรมชาติได้ประมาณ 4.61 เท่าในสายเอทีลีน และ 4.88 เท่าในสายโพรพิลีน บนพื้นฐานของการคาดการณ์ราคาที่ใช้ในการศึกษาที่ราคาก๊าซธรรมชาติ 159 เหรียญสหรัฐต่อตัน มูลค่าเฉลี่ยผลิตภัณฑ์ในสายเอทีลีน 733 เหรียญสหรัฐต่อตัน มูลค่าเฉลี่ยผลิตภัณฑ์ในสายโพรพิลีน 776 เหรีญสหรัฐต่อตัน เมื่อมีการพัฒนาอุตสาหกรรมปิโตรเคมีระยะที่ 3 อย่างสมบูรณ์แบบตามแผน พ.ศ. 2547 – 2561 หากหักต้นทุนวัตถุดิบนำเข้าแล้วจะมีรายได้สุทธิประมาณ 180,000 ล้านบาทต่อปีหรือคิดเป็นกำไรราว 70,000 ล้านบาทต่อปีประมาณ 22% ซึ่งเป็นตัวเลขผลตอบแทนที่นับได้ว่าสูงมากๆ

ภายหลังการแปรรูปปตท.มีกำไรสุทธิประมาณ 100,000 ล้านบาท ไม่ผิดหากปตท.จะกำไรและมีเป้าหมายอย่างที่ ประเสริฐ บุญสัมพันธ์ซีอีโอของปตท.ตั้งเป้าหมายให้ ปตท.เป็นบริษัทข้ามชาติภายในปี 2555 มีรายได้เพิ่มขึ้นเป็น 94,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐจากปี 2550 ที่มีรายได้ 47,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐหรือเพิ่มขึ้น 15 เปอร์เซ็นต์ต่อปีและตั้งแต่ปี 2555 รายได้เพิ่มอีกปีละ 8 เปอร์เซ็นต์จนในปี 2563 มีรายได้เพิ่มขึ้นเป็น 176,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ พร้อมกับความเป็นบริษัทชั้นนำติดอันดับ 100 บริษัทของฟอร์จูนภายในปี 2555 จากเมื่อปี 2550 ปตท.อยู่ในอันดับ 207 บิ๊กปตท.รวยล้นเมื่อบริษัทร่ำรวยย่อมทำให้ผู้บริหารที่มาทำงานที่นี่ร่ำรวยไปตามกันรายงานประจำปีของ ปตท.ระบุชัดเจนถึงผลตอบแทนทั้งโบนัส เงินเดือนที่บอร์ดปตท.ได้รับและผู้บริหารที่ร่ำรวยจากหุ้น เฉพาะบอร์ดกว่า 10 คนได้เบี้ยประชุมโบนัสเฉพาะที่ทำงานให้ปตท.เท่านั้นรวมกันถึง 42 ล้านบาทโดยมี โอฬาร ไชยประวัติซึ่งปัจจุบันมีตำแหน่งกรรมการสภามหาวิทยาลัยชินวัตรและประธานกรรมการตรวจสอบบริษัทชินคอร์ปอเรชั่นจำกัด และ สุชาติ ธาดาธำรงเวชอาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหงอดีตที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิของทักษิณ ได้รับสูงสุดคนละกว่า 3 ล้านบาท

สำหรับผู้บริหารระดับสูงของปตท.ตั้งแต่ระดับกรรมการผู้จัดการใหญ่รองกรรมการผู้จัดการใหญ่และผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ได้เงินเดือนโบนัสรวมประมาณ 74 ล้านบาทซึ่งผู้บริหารที่มีหุ้นมากสุดคือจิตรพงษ์ กว้างสุขสถิตย์รองกรรมการผู้จัดการใหญ่กลุ่มธุรกิจสำรวจ ผลิต และก๊าซธรรมชาติ ณ 31 ธันวาคม 2550 มีหุ้นเหลืออยู่ 175,830 หุ้นคิดเป็นมูลค่าประมาณ 65,408,760 บาทเฉพาะประเสริฐที่วันนี้เจ้าตัวยืนยันว่าไม่มีหุ้นแล้วแต่หากย้อนหลังไปเมื่อปี 2548 เขาได้หุ้น ESOP เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2548 จำนวน 243,000 หุ้น (บันทึกราคาที่ 0.00 บาท) และ 1 ปีให้หลังได้โอนออก 60,700 หุ้น และ 29 กันยายน 2549 ได้อีก119,000 หุ้น จากนั้นตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2550 ได้ขายออกครั้งละ 5,000 หุ้นบ้าง 60,000 หุ้นบ้าง ในราคาเฉลี่ย 330-370 บาท จนล่าสุดเมื่อ วันที่ 1 พฤศจิกายน 2550 ได้ ESOP อีก 87,000 หุ้นนี่คือความร่ำรวยของปตท.ซึ่งถูกตั้งคำถามว่าเป็นธรรมหรือไม่ที่รายได้มากมายมาจากความลำบากของประชาชนคนไทยเพราะการผูกขาดและการคิดราคาน้ำมันอย่างไม่เป็นธรรม ปัจจัยบวกที่ดันราคาหุ้นปตท.พุ่งกระฉูดทะยานขึ้นไปไม่หยุดยั้งสูงสุดเป็นประวัติการณ์ถึง 400 กว่าบาทต่อหุ้น จากราคา 35 บาท/หุ้น กำไรส่วนต่างถูกผ่องถ่ายไปยังผู้ถือหุ้นอิ่มเอมกันถ้วนหน้า บรรดาญาติและพรรคพวกนักการเมืองผู้มีอำนาจได้รับการจัดสรรหุ้นสูงสุดถึงครอบครัวละ 5,106,000 หุ้นอันเป็นการจัดสรรหุ้นที่ไม่เป็นธรรมอย่างร้ายแรงโดยเฉพาะตระกูลจุฬางกูล และ มหากิจศิริ

"เดิมทีปั๊มมีอยู่ทั่วประเทศกว่า 3 หมื่นแห่ง ขณะนี้เจ๊งไปเกือบหมดแล้วเพราะเดิมทีเขาขายน้ำมัน 7 บาท เขาได้กำไร 2.30 บาท แต่ตอนหลังเข้ายึดครองการตลาดก็จะเห็นเพียงแต่ปั๊มใหม่ๆ ซึ่งมีทั้งปั๊มบางจาก ปั๊มเจ็ท และปั๊ม ปตท.เท่านั้น ที่กระจายกันอยู่ทั่วประเทศ .. ผมแทบน้ำตาไหล เพราะผมทำงานอยู่ที่แท่นขุดเจาะน้ำมันเพราะน้ำมันดิบที่ขึ้นมาเขาเอาใส่เรือวิ่งไปทางสิงคโปร์ และออกไปทางจีน ญี่ปุ่น และอเมริกา ซึ่งไม่เข้าระบบกลไกภาษีของเรา เพราะมีเท่าไหร่เขารับซื้อไม่อั้นตรงนี้มูลค่าความเสียหายมากมายมหาศาล นอกจากนี้แม้แต่กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติเขาก็เอาไปไว้ที่อาคารชินวัตรชั้น 26 ที่สำคัญหลังจากที่แปรรูป ปตท.ไปแล้วรัฐบาลซึ่งถือหุ้นใหญ่ 52 เปอร์เซ็นต์แต่กลับได้เปอร์เซ็นต์น้อยมากเพียง 3 หมื่นล้านบาทและภาษีน้ำมันรวมผลิตภัณฑ์ทุกอย่างได้แค่ 7.7 หมื่นล้านบาทต่อปี ทั้งๆ ที่ ปตท.บอกว่าภาษีน้ำมันประมาณ 13 บาท ส่งให้หลวงหมด ซึ่ง 1 ปี ตกอยู่ที่ประมาณ 6-7 แสนล้านบาท เงินหายไป 5-6 แสนล้านบาทต่อปี รวมทั้งสิ้นเมื่อ ปตท.แปรรูปเงินหายไป 3.5 ล้านล้านบาทแล้วใครจะรับผิดชอบ .. " พ.ต.รัฐเศรษฐ แจ้งจำรัสกล่าว

mms://tv.manager.co.th/videoclip/11News1/Footage/Ratased_280608.wmv

25 กรกฎาคม 2552

เวลาของท่านนายกฯ เหลือน้อยแล้ว


โดย พลอากาศเอกเทอดศักดิ์ สัจจะรักษ์24 กรกฎาคม 2552 14:57 น.
หลังจาก ฯพณฯ นายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะได้บริหารประเทศผ่านพ้นไป 6 เดือน ได้มีบุคคลต่างๆ ทั้งพวกที่สนับสนุนและต่อต้านท่าน พากันออกมาวิพากษ์วิจารณ์กันมากขึ้น ไม่ว่าสื่อมวลชน คอลัมนิสต์ นักวิชาการจากสถาบัน และอิสระไม่เว้นแม้คอการเมืองทั่วไปที่เข้าไปแสดงความคิดเห็นผ่านสื่อทางอินเทอร์เน็ต สำหรับพวกที่คัดค้านหรือต่อต้านท่านนายกฯ แบบขวาตกขอบ ผมขอข้ามไปไม่ขอพูดถึงเพราะคนพวกนี้ ไม่ว่าท่านนายกฯ จะถูกหรือผิด ดีหรือเลว แม่ง.......ก็ด่าได้ทุกเรื่อง ค้านได้ทุกเรื่องไป

แต่ที่ผมอยากพูดถึงและออกจะแปลกใจเอามากๆ ก็คือ ได้มีกลุ่มคนที่ออกตัวว่าเคยรักใคร่และสนับสนุนท่านนายกฯ อยากให้อยู่นานๆ เพื่อแก้ไขปัญหาของบ้านเมือง พากันออกมาติติงในลักษณะต่างๆ กันมากขึ้น บ้างก็ติเพื่อก่อบ้างติติงการทำงานที่ไม่มีเอกภาพไปยอมพรรคร่วมรัฐบาลมากไป ติว่าไม่มีผลงานผ่านไป 6 เดือนเปรียบเทียบกับรัฐบาลสมัย คมช.ที่ว่าแย่กลับแย่กว่า ปัญหาด้านความมั่นคงใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ปัญหาชายแดนกัมพูชา ปัญหาจาบจ้วงสถาบันเบื้องสูงโดยกลุ่มผู้ไม่หวังดีและวิทยุชุมชนบางแห่งรัฐบาลยังแก้ไขไม่ได้เลย ทั้งที่มีอำนาจรัฐอยู่ในมือซ้ำร้ายสถานการณ์กลับเลวลงกว่าเก่า ขนาดนายกฯ และคณะรัฐมนตรีลงพื้นที่บางจังหวัดไม่ได้ ไม่มีความปลอดภัย และที่น่าเป็นห่วงเอามากๆ ก็เห็นจะเป็นบรรดาลูกพรรคประชาธิปัตย์และคนที่สนับสนุนพรรคพากันออกมาแสดงอาการรังเกียจ และไม่เห็นด้วยกับนโยบายของพรรคในระยะหลังๆ แบบชนิดไม่เกรงใจหัวหน้าพรรคกันอีกต่อไปแล้ว

ถ้าท่านนายกฯ เห็นว่าเป็นเรื่องธรรมดาเหมือนคำพังเพยที่ว่า คนรักเท่าผืนหนังคนชังเท่าผืนเสื่อถือเป็นเรื่องปกติทางการเมืองก็ไม่ว่ากัน แต่ผมว่าท่านอย่าใจเย็นนะครับท่าน น่าจะให้ทีมงานที่ปรึกษาวิเคราะห์ดูว่ามันเกิดอะไรขึ้นแล้วรีบหาทางแก้ไขในกรณีที่ท่านห็นว่าข้อติติงนั้นมีเหตุผลและรับฟังได้

ผมเองก็เป็นแฟนคลับของท่านคนหนึ่ง จากสถานการณ์บ้านเมืองในเวลานี้ ผมอยากให้ท่านนายกฯ มีโอกาสได้บริหารบ้านเมืองเพื่อแก้วิกฤตชาติไปนานๆ เพราะผมยังมีความเชื่อและศรัทธา ถ้าจะนำนักการเมืองที่สังกัดพรรคการเมืองทั้งซีกฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลที่มีอยู่ในเวลานี้ มาเปรียบเทียบคุณสมบัติ ความรู้ความสามารถ ความเหมาะสมในการเป็นนายกรัฐมนตรีแบบภาษานักมวยที่พูดว่า หมัดต่อหมัด น้ำหนักปอนด์ต่อปอนด์ ท่านนายกฯ อภิสิทธิ์ชนะขาดในเวลานี้ แม้จะเป็นนักมวยหน้าใหม่ โอกาสแสดงฝีมือยังน้อยแต่ก็แฝงเสน่ห์ไว้ด้วยความสุภาพเรียบร้อย ไม่ก้าวร้าวและแถมรูปหล่ออีกต่างหาก

แต่อย่างไรก็ตาม คนที่รักกันและมีความปรารถนาดีต่อกันใช่ว่าจะตัองชมกันทุกเรื่องไป บางครั้งก็จำเป็นต้องท้วงติงกันบ้าง เสนอแนะกันบ้างส่วนว่าจะเห็นด้วยหรือไม่ก็คงไม่ว่ากัน แต่ก็ขอกราบเรียนว่ากระทำด้วยความบริสุทธิ์ใจจริงๆ เหมือนบทความที่ผมเคยเขียนเรื่อง ต้องกล้าๆ หน่อยท่านนายกฯ ภายหลังพวก นปช.ปฏิบัติการสงกรานต์เลือดไม่กี่วัน ผมเคยเชียร์ให้ท่านนายกฯ กล้าตัดสินใจ ให้มีความเด็ดขาดในการแก้ปัญหา อย่าซื้อเวลากับเรื่องบางเรื่อง ในฐานะที่เคยเป็นทหารเก่าแม้จะเกษียณราชการมาแล้วก็ตาม ผมรู้สึกไม่สบายใจและไม่เห็นด้วยกับนโยบายด้านความมั่นคงบางเรื่องของท่านนายกฯ และบรรดาน้องๆ นายทหารที่เป็นบิ๊กๆ อยู่ขณะนี้เกี่ยวกับการซื้อเวลา

เรื่องแรก ก็คือ การปล่อยให้คนกลุ่มเสื้อแดงและคนกลุ่มที่เคยแสดงออกถึงการไม่จงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ออกมาปลุกระดมล่ารายชื่อ หนึ่งล้านชื่อเพื่อถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษให้กับ นช.ทักษิณ ชินวัตรโดยไม่แคร์ต่อความรู้สึกของประชาชนผู้มีความจงรักภักดี ได้มีบุคคลมากมายที่เป็นผู้ใหญ่ในบ้านเมือง เป็นนักวิชาการด้านกฎหมาย เป็นสื่อสารมวลชน ฯลฯ พากันออกมาทักท้วง บอกว่ามันทำไม่ได้ มันผิดขั้นตอน เพราะทักษิณยังไม่เคยรับโทษในคุก มันไม่ถูกขั้นตอนตามกฎหมาย

ไม่ว่าจะล่ารายชื่อได้ครบหรือไม่ จะได้มีโอกาสถวายฎีกาหรือไม่ก็ตาม การที่นายกฯ ปล่อยเวลาให้ยาวนานออกไป โดยที่กลุ่มผู้ดำเนินการยังไม่ยอมยุติได้สร้างความเสียหายต่อสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างไม่อาจจะปฏิเสธได้ เป็นการยอมให้คนผู้ไม่หวังดีแต่ประสงค์ร้ายดึงสถาบันลงมายุ่งเกี่ยวกับการเมือง ทุกวันนี้เพื่อชักชวนประชาชนให้มาลงชื่อร่วมด้วย ได้มีสถานีวิทยุชุมชนบางแห่งปลุกระดมข้อความอันเป็นเท็จรวมถึงใบปลิวเถื่อนโจมตีสถาบันว่อนไปทั่วทั้งภาคเหนือและภาคอีสาน ผมมีความเชื่อโดยไม่มีความสงสัยว่าท่านนายกฯ ก็ทราบเรื่องนี้ รองนายกฯ สุเทพก็ทราบหน่วยงานความมั่นคงก็ทราบ แต่ทำไมไม่ดำเนินการยุติเรื่องนี้โดยเร็วจะรอให้เกิดความเสียหายมากไปถึงไหน ท่านเป็นผู้บริหารสูงสุดของชาติจะรอให้ใครมาสั่ง คงไม่มีแล้วท่านต้องกล้าตัดสินใจเองเพื่อรักษาสถาบันเอาไว้

กลุ่มบุคคลต่อไปที่ผมเห็นสมควรถูกตำหนิในเรื่องเดียวกันนี้ ก็คือบรรดาบิ๊กๆทหารของกองทัพและและรมว.กห.ซึ่งเป็นอดีตทหารเก่าเช่นเดียวกับผม ตลอดเวลาที่เกิดเรื่องนี้ ผมไม่เห็นบิ๊กทหารคนไหนออกมากล่าวปกป้องสถาบันในฐานะที่ดำรงตำแหน่งนายทหารราชวัลลภรักษาพระองค์ ท่านทั้งหลายล้วนเคยกล่าวคำปฏิญาณตนต่อหน้าพระพักตร์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาแล้วทั้งนั้นว่า ข้าฯ จะยอมตายเพื่อรักษาไว้ซึ่งพระบรมเดชานุภาพแห่งพระมหากษัตริย์เจ้า แล้วทำไมเมื่อถึงเวลาและโอกาสที่สมควรพูดหรือแสดงออกกลับไม่มีเหมือนกลัวดอกพิกุลจะหลุดจากปาก

เรื่องการจาบจ้วงสถาบันมีมานานและหนักขึ้นเรื่อยๆ ผ่านมาถึงรัฐบาลปัจจุบันนึกว่าจะเบาลงก็เหลว มันเป็นหน้าที่ของพวกท่านแล้วที่จะต้องบอกรัฐบาลว่าเรื่องนี้ทหารรับไม่ได้ ถ้าท่านได้พูดด้วยเหตุผลและความบริสุทธิ์ใจแล้วรัฐบาลยังเฉยหรือเข้าเกียร์ว่าง ก็คงตัองจับเข่าคุยกันระหว่างพี่ๆ น้องๆ ในฐานะทหารรักษาพระองค์ว่าจะทำอย่างไรดี เพื่อรักษาคำปฏิญาณนั้นไว้ให้ศักดิ์สิทธิ์ ถ้าไม่ทำอะไรเลยแล้ว วันที่ 3 ธันวาคมที่จะถึงนี้พวกท่านจะกล่าวคำปฏิญาณว่าอย่างไร

อีกเรื่องหนึ่งที่ผมขอแสดงความเห็นต่างมุมกับท่านนายกฯ กรณีตำรวจตั้งข้อหาแกนนำ พธม.และคณะว่าเป็นผู้ก่อการร้ายสากล ท่านนายกฯ ได้แสดงจุดยืนว่าท่านจะไม่เข้าไปแทรกแซงการทำงานของเจ้าหน้าที่ ในเรื่องนี้ได้มีผู้รู้ออกมาแสดงความคิดเห็นประเด็นของข้อหาว่าน่าจะไม่ถูกต้องและไม่เข้าหลักเกณฑ์ และเรื่องนี้มีการเมืองเข้ามาชี้นำอย่างแน่นอน พธม.ไปรายงานตัวแต่ไม่ยอมรับข้อกล่าวหาแถมมีการฟ้องกลับเรื่องจึงทำท่าจะบานปลายและผลเสียของเรื่องนี้จะกระทบต่อท่านนายกฯ และพรรคประชาธิปัตย์อย่างไม่ต้องสงสัย ข้อหานี้แม้จะมีโทษหนักถึงประหารชีวิต แต่คนเหล่านั้นเขาไม่เคยกลัวเพราะข้อหากบฏก็โดนมาแล้ว เพราะตั้งตามใบสั่งทางการเมืองท้ายสุดศาลท่านก็ไม่รับฟ้อง แต่ที่เขาโกรธก็เพราะข้อหานี้มีเจตนาจะกำจัด รัฐมนตรี กษิต ภิรมย์แต่เพียงผู้เดียว โดยฝีมือคนในพรรคประชาธิปัตย์บางคนร่วมกับพรรคร่วมรัฐบาลและการร่วมกระทืบซ้ำโดยพรรคฝ่ายค้าน เพราะเรื่องนี้มันเป็นผลประโยชน์ร่วมกัน เพราะรัฐมนตรีกษิตเป็นคนที่รู้ทันทักษิณ เกาะติด กัดไม่ปล่อยเป็นมวยที่ถูกคู่ที่สุดและเป็นคนที่ทำให้ทักษิณเหลือที่ยืนในต่างประเทศน้อยลงเรื่อยๆ

ท่านกษิตแม้จะเป็นคนของพรรคประชาธิปัตย์แต่ก็เป็นฮีโร่ในดวงใจของ พธม.จึงไม่ต้องแปลกใจ ถ้ากษิตถูกต้อนจนตกเวทีเมื่อไร ท่านนายกฯ และพรรคการเมืองของท่านก็จะถูกบรรดา พธม.ทำให้เวทีทางการเมืองของประชาธิปัตย์เล็กลงอย่างไม่มีข้อสงสัย เพราะเพียงท่านอยากจะบอกว่าท่านเป็นกลางแม้ข้อหาจะไม่ถูกต้องและเป็นธรรม จะทำอะไรก็ต้องรีบแล้วละครับ ผมเดาว่าท่านนายกฯ ก็คงรู้ข้อหาการเมืองเรื่องนี้จะจบลงอย่างไร ถึงวันนี้คนตั้งข้อหาเขาพูดว่าผู้ก่อการดี แล้วทำไมท่านปล่อยบรรดาคนรอบข้างและพรรคฝ่ายค้านละเลงสีจนเลอะ ท่านนายกฯ เองก็เปลืองตัวเอาเวลาเรื่องนี้ไปใช้แก้ปัญหาบ้านเมืองดีกว่า

ท่านนายกฯ อภิสิทธิ์มีประวัติในอดีตที่งดงาม มีความใฝ่ฝันที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีมาตั้งแต่วัยเด็ก วันนี้ความฝันของท่านก็เป็นจริงแล้ว ท่านเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 27 ของประเทศไทย แต่ผมไม่ทราบว่าท่านฝันจะเป็นนายกฯ ที่ประชาชนคนไทยจดจำและยกย่องเชิดชูในคุณงามความดี หรือสักแต่ได้ชื่อว่าเป็นนายกฯ เหมือนอดีตนายกฯ คนก่อนๆ ก็พอแล้ว ท่านอาสาเข้ามาบริหารประเทศในเวลาที่บ้านเมืองอยู่ในภาวะวิกฤต ประชาชนต้องการผู้นำที่กล้าหาญ เด็ดขาดและมือสะอาด ท่านต้องไม่ลืมธรรมะของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเรื่องมงคลชีวิต 38 ข้อแรกเลยคือ การไม่คบคนชั่วเป็นมิตร

ผมขอเรียนว่าคนรอบข้างท่านช่วยเหลืองานท่านมีทั้งคนดี คนไม่หวังดีและคนชั่ว ถ้าท่านยังแยกแยะไม่ออก หรือมัวแต่เกรงใจ เวลาในการบริหารบ้านเมืองที่ดูเหมือนว่ามันเหลือน้อยอยู่แล้วจะยิ่งน้อยไปอีก มิตรเทียมของท่านกำลังทำลายท่านตลอดเวลา และคนที่เคยรักและชอบท่านกำลังจะลดน้อยลงและทิ้งท่านไปเรื่อยๆ เพราะท่านไม่ได้ทำตามที่ท่านเคยเขียนไว้ในหนังสือของท่านเลย

และสุดท้ายอยากกราบเรียนว่า คดีลอบสังหารนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำมวลชนและสื่อมวลชนอย่างโหดเหี้ยมและอุกอาจ เป็นเสมือนฝีร้ายในตัวรัฐบาลที่กำลังอักเสบและรอเวลาที่จะแตก ความลับมันไม่มีในโลก ใครเกี่ยวข้องบ้าง ท่านนายกฯ ก็คงทราบนานแล้วจากการรายงานของตำรวจ แต่การไม่รีบเร่งดำเนินการเพราะคิดว่ายังเก็บความลับไว้ได้หรือเกรงใจคนบางกลุ่ม จนคนร้ายหลบหนีทำลายหลักฐาน ท่านให้สัมภาษณ์ว่าเจอแต่ตอ ถ้าไม่รีบผ่าตัดเอาฝีร้ายออกก่อนที่มันจะแตกหนทางที่จะรอดก็เหลือน้อยแล้วละครับ