03 สิงหาคม 2552

ผม ทหารของชาติและทหารของพระเจ้าอยู่หัว ก๊าบ


เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขของมหาชนชาวสยาม
พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ

ธรรมะหรือความถูกต้องนั้นเป็นสิ่งที่มีความสำคัญต่อทุกๆคนในทุกๆ สังคม ถ้าหากลองขาดเสียซึ่งธรรมะเสียแล้วก็ย่อมนำมาซึ่งความสับสน ความปั่นป่วน วุ่นวาย ภายในสังคม ทำให้เกิดความทุกข์บนความเดือดร้อนต่อประชาชนด้วยกันทั้งสิ้น ประชาธิปไตยที่ถูกต้องเป็นธรรมนั้นไม่ว่าจะเรียกขานด้วยคำนิยามแบบไหนก็แล้วแต่...จะขาดเสียซึ่งธรรมะมิได้โดยเด็ดขาด...

26 กรกฎาคมที่ผ่านมาแกนนำเสื้อแดงได้จังหวะวางบิลกับคนไทยคนแรกที่มีคนร่วมอวยพรและจัดงานวันเกิดรวมถึงมหกรรมพิธีกรรมทางไสยศาสตร์ให้ทั้งประเทศในงานแซยิดที่สร้างความร่ำรวยทันตา ให้แก่แกนนำเสื้อแดง มีการเล่นของ ปักกลดขึงผ้าดำโยงสายสินธ์พันกันไปพันกันมาแล้วเกณฑ์พระสงฆ์องค์เจ้ามานั่งล้อมวงคว่ำบาตร-หงายบาตรเหลือแต่ยังไม่ได้ควักควายธนูออกมาปลุกเสก บรรยากาศมันเลยออกไปทางมนต์ดำไม่ได้มีกลิ่นอายงานบุญงานกุศลเอาเลยแม้แต่น้อย อาศัยงานแซยิดมาทำการล่ารายชื่อประชาชนเป็นล้านๆเกิดจากการยุแยงตะแคงรั่วเพื่อบีบบังคับให้อาชญากรพ้นผิดโดยไม่ได้มองประชาชนอีก 60 กว่าล้านคนที่อยู่ภายใต้กฎหมายอันเดียวกันว่าจะยอมกันไม่

แกนนำเสื้อแดงบางคนก็ได้โอกาสใครไอเดียดี ไอเดียเด็ดต้องงัดออกมาแสดงให้นายใหญ่ได้เห็นว่าฉันทำเพื่อนายจริง หลายๆคนสู้แล้วรวย ส่วนเจ้าภาพจะหมดจากงานครั้งนี้เท่าไหร่มีแต่เจ้าตัวเท่านั้นที่รู้ดีที่สุด “ข้าฯ อยู่ไม่ได้ คนอื่นก็อยู่ไม่ได้เช่นเดียวกัน”

ถ้าคิดจะขจัดความทุกข์ยากด้วยการสร้างกรรมใหม่เพื่อหวังที่จะลบล้างกรรมเก่าไม่ว่าจะโดยการไปลากเอาพระสงฆ์องค์เจ้าออกมาเสกมนต์ดำก่อให้เกิดกรรมกันเห็นๆ อาศัยความไม่รู้ของปวงชนมาใช้เป็นเกราะป้องกันการต้องโทษและยังเป็นการเบียดเบียนสถาบันสำคัญอันเป็นหลักของชาติอย่างตรงไป-ตรงมา คำว่าประชาธิปไตยในความหมายของผู้ซึ่งรักทักษิณมันจึงออกมาในแบบเลอะเทอะเละเทะสะเปะสะปะหนักขึ้นๆทุกที ยิ่งดูนักประชาธิปไตยเสื้อแดงทั้งหลายที่กรูกันเข้าไปล้อมโอ่งน้ำมนต์เพื่อหาเลขเด็ดเป็นของแถมหลังจากที่การสวดแล้วย่อมถือเป็นภาพสะท้อนการเมืองไทยภายใต้ระบอบประชาธิปไตยที่ประชาชนยังไม่ได้พัฒนาอย่างเห็นได้ชัด

D Station ทีวีดาวเทียมก็กลายเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่ระดมคนมาป่วนกรุงเทพได้ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ล่มการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนที่พัทยาจนสำเร็จหรือเล่นงานอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะนายกรัฐมนตรีและสุเทพเทือกสุบรรณเกือบเอาตัวไม่รอดที่กระทรวงมหาดไทย เมื่อถูกปิดไปก็ผุด People Channel ขึ้นมาแทนเชื่อมต่อคนเสื้อแดงที่สู้เพื่อทักษิณได้ตลอดเวลาแพร่กระจายไปทั่วทุกภูมิภาคยกเว้นภาคใต้สามารถหาดูได้อย่างง่ายดายจากเคเบิลทีวีท้องถิ่นไม่นับรวมสื่อสิ่งพิมพ์ที่ผุดขึ้นมาชนิดที่ไม่ต้องการโฆษณาก็อยู่ได้อีกหลายฉบับหรือมีทีมข่าวที่ยังคงอยู่ในสายของทักษิณไปรวมศูนย์กันที่ช่องฟรีทีวีเรตติ้งสูงอีกที่คอยสนับสนุนและวิทยุชุมชนอีกทั่วประเทศที่ผุดขึ้นราวดอกเห็ดหน้าฝน คนพวกนี้ผลิตรายการบิดเบือนข้อเท็จจริงเพื่อช่วยทักษิณคืนเมืองโดยไม่สนใจบรรทัดฐานของกฎหมายและหน้าอินทร์หน้าพรหมใดๆ ทั้งสิ้น

เดี๋ยวนี้มีภาพของนักโทษหนีคดีผุดขึ้นมาแทนที่ในรูปแบบเพลงและมิวสิควิดีโอที่ดูไปก็คล้าย“สรรเสริญพระบารมี”ไม่ผิดเพี้ยนไปหาดูได้จากทีวีเสื้อแดง

ท่ามกลางคำวิพากษ์วิจารณ์และอภิปรายถกเถียงทั้งที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยต่อกรณีการถวายฎีกาในครั้งนี้ นับเป็นเวรเป็นกรรมของประเทศไทยและคนไทยทั้งประเทศ ที่เรามีสุเทพ เทือกสุบรรณที่เป็นถึงคนคุมความมั่นคงภายในประเทศแต่กลับปล่อยให้เสื้อแดงและหัวหน้าของมันอาละวาดไปทั่วทั้งแผ่นดินอย่างไม่ยำเกรงตัวบทกฎหมาย ท่องแต่คำว่าไม่มีเขา เราไม่ได้เป็นรัฐบาล ปกปิดความจริงปล่อยให้ประชาชนผู้รู้ไม่เท่าทันก็ตกเป็นทาสข้อมูลข่าวสารที่บิดเบือนของทักษิณต่อไป ผู้มีอำนาจในบ้านเมืองมีความสับสน ประชาชนก็ต้องสับสน หน่วยงานต่างๆ นอนหลับไม่รู้นอนคู้ไม่เห็นหายไปไหนกันหมดนับเป็นอาเพศอย่างหนึ่งที่กำลังเกิดขึ้นในบ้านเมือง ผู้คนแตกแยกแตกสามัคคีที่มุ่งร้ายหมายขวัญต่อกันประหนึ่งว่าเป็นศัตรู แต่กลับไม่มีความรู้สึกนึกคิดร้อนหนาวประการใดตอบโต้อริราชศัตรูตัวจริงหรือกับผู้ที่เป็นศัตรูของชาติเลย ไม่เพียงแค่นั้นใครกันคือผู้อยู่เบื้องหลังความหายนะทั้งปวงของชาติบ้านเมืองในวันนี้และใครกันช่วยคนชั่วปกปิดความจริงและใครกันกำหนดท่าทีที่แข็งขืน “ปล่อยให้พวกบ้านพระอาทิตย์มันด่าต่อไปเรื่อยๆ มันจะกล้ามาทำอะไรเราได้ ไม่ต้องกลัวพวกมัน”

พอมีคดีลอบยิงนายสนธิหน้าที่ของนายกอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะคือเมื่อพนักงานสอบสวนบอกว่ามีปัญหาเกิดขึ้นในการทำคดี เรื่องมีแค่นั้นแต่ระหว่างที่ทำงานตรงนี้กลายเป็นว่าเป็นเรื่องราวใหญ่โตว่าจะปลดผบ.ตร.หรือไม่ปลด โยกย้ายหรือไม่ จะมัวเสียเวลากับเรื่องแค่นี้จนลืมไปว่าเป้าหมายสุดท้ายคือเรื่องคดี ถ้าให้บรรยากาศทุกคนไม่มีข้อครหามัวแต่พิสูจน์ว่าอันไหนจริงเท็จพอดีคนทำงานคลี่คลายคดีตรงนี้เกษียณไปเสียก่อน "เอาว่าอุปสรรคเป็นอย่างนี้ ผบ.ตร.เสนอมาเรื่องลาและเรื่องการโยกย้ายแต่งตั้ง ผมก็เห็นด้วยก็คือตกลงกันเรียบร้อยแล้ว ส่วนเรื่องจะลาเมื่อไหร่ ลาพักร้อน พักหนาว ไปเมืองนอกหรือไม่ ไม่ใช่สาระสำคัญ ตนให้ความเป็นธรรมและให้เกียรติกับทุกคน"นายกรัฐมนตรีกล่าว อาจเป็นเพราะอยู่ในภาวะกดดันจึงทำให้สุเทพเทือกต้องพูดออกมาว่าคุณพัชรวาทไม่ผิด

ไม่ผิดหรอกที่ใครสักคนและกระทั่งพี่ป้อมที่เป็นถึง รมว.กลาโหมคุมกองทัพมีอำนาจอยู่ในมือแล้วจะนิ่งดูดายได้อย่างไรจะคิดว่าน้องใครใครก็รัก ถึงแม้น้องป๊อดจะนั่งเอาตีนราน้ำไม่เคยคิดจะช่วยอะไรให้บ้านเมืองเลยเพราะแม้แต่จะช่วยตัวเองก็ยังแทบจะทำไม่ได้ ร้อนถึงพี่ชายต้องอุ้มเข้าเอว ออกมาอาละวาดฟาดงวงฟาดงา ถามว่าน้องผมผิดอะไร(ทำไมต้องปลด) แถมยังส่งคนใกล้ชิดออกมาพูดจาทำนองข่มขู่รัฐบาลอีกต่างหาก การที่เลขานุการของพี่ป้อมยังออกมาขู่ว่าถ้าน้องป๊อดเป็นอะไรไปพี่ป้อมจะตอบโต้ทั้งวิธีการในกฎหมายและนอกกฎหมาย ทำนอกกฎหมายคือทำอะไรหรือพี่ป้อม จะยิงใครอีก มันเป็นไปได้อย่างไรรัฐมนตรีซึ่งยืนถวายสัตย์กับองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯมีเลขานุการตัวเองบอกว่าจะสู้ในกฎหมายและนอกกฎหมายมีอย่างที่ไหน

น้องป๊อดเองก็ยังกระตุ้งกระติ้งกระดี๊กระด๊า โดยมีรายงานออกมาว่า 3 สิงหาคมนี้จะไปทำงานตามปกติที่สตช.ก่อนที่จะเดินทางไปปฏิบัติภารกิจที่ประเทศจีนในวันที่ 5 สิงหาคมนี้ เป็นเวลา 10 วันจากนั้นจะกลับมาทำงานต่อไม่มีการลาราชการตามที่นายกรัฐมนตรีออกมาระบุ คนหน้าหอออกมาขู่อีกหากมีการฟ้องและศาลสั่งให้กลับมาปฏิบัติหน้าที่คนที่หักพร้าด้วยเข่าออกคำสั่งต้องเป็นผู้ที่รับผิดชอบ วันนี้เห็นได้ชัดแล้วว่าน้องป๊อดส่งสัญญาณชัดเจนขัดขืน-แข็งข้อ ต่อผู้นำประเทศโดยไม่ลาพักทั้งสั้นทั้งยาว จะเป็น ผบ.ตร.ต่อไป แค่ข้อเสนอแนวนิ่มที่นายกฯอภิสิทธิ์แนะทางออกให้ลาราชการถูกตอกกลับหน้าหงายแบบนี้ดาบผู้นำเลยไร้ความศักดิ์สิทธิ์กลายเป็นของเล่นพลาสติกใช้จิ้มแหย่เล่นเท่านั้น
หรือน้องป๊อกแป๊กที่ได้สร้างความผิดหวังให้กับประชาชนอย่างยิ่งกับการที่ไม่ยอมออกมาแสดงจุดยืนในการปกป้องสถาบัน “ผมในฐานะทหารของชาติและทหารของพระเจ้าอยู่หัวไม่มีความเห็นครับ” ทั้งที่การเป็นทหารของชาติจะต้องมีหน้าที่หลักคือพร้อมปกป้องและพลีกายถวายชีวิตเพื่อปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ ในขณะที่ทั้งพี่ป้อม-น้องป๊อดกำลังซวนเซเจียนอยู่เจียนไปหลายรอบทว่าเมื่อพี่ป้อมหวังในตัวน้องป๊อกแป๊กอย่างมากนั้นเหลียวหากำลังใจจากน้องป๊อกแป๊กเพื่อหวังให้น้องป๊อกแป๊กมาช่วยค้ำเก้าอี้อำนาจให้น้องป๊อดอีกแรง

ด้วยที่พี่ป้อมรู้ดีว่านายกอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะนั้นเกรงใจน้องป๊อกแป๊กอย่างมากหลังจากช่วยทำให้อภิสิทธิ์ผ่านพ้นวิกฤตการเมืองช่วงสงกรานต์เลือดมาได้ แต่น้องป๊อกแป๊กกลับเลือกที่จะเล่นบทประคองตัวปล่อยให้พี่น้องเผชิญชะตากรรมกันไปเองจนต้องไปพึ่งบริการทางการเมืองจากคนเสื้อน้ำเงินให้เชื่อมต่อไปถึงตอกย้ำต่อมความทรงจำไม่มีเขาก็ไม่มีเรา พี่ป้อมฟาดงวงฟาดงาได้ร้อนเร่าเสียจนน้องป๊อกแป๊กที่กลมกลืนทุกค่าย-เข้าได้ทุกขั้วต้องเพลย์เซฟอีกครั้งด้วยเอกลักษณ์อันโดดเด่นยิ่งของนายพลผู้นี้ที่สามารถเล่นเกมกับอำนาจได้อย่างช่ำชองและมักไม่พลาด

แต่เมื่อพี่ป้อมยังไม่รู้ว่า “น้องผมผิดอะไร” ก็จะตอบให้ตาสว่าง เอาไอ้ที่ความผิดที่มีผลสำเร็จแล้วก่อน ส่วนความผิดวินัยและอาญาตามมาตรา 157 นั้นให้อดใจรอผลการชี้มูลของป.ป.ช.ชี้มูลในราวกลางเดือนสิงหาคมนี้ก่อนก็ได้

1) เริ่มจากมีความผิดฐานปฏิบัติหน้าที่โดย “มิชอบ” ทำให้ราชการเสียหายกรณีเป็นประธานคณะกรรมการจัดซื้อจัดจ้างบริษัทผลิตรายการโฆษณาและเผยแพร่ประชาสัมพันธ์สำนักงานตำรวจแห่งชาติ 18.766 ล้านบาท เข้าข่าย “ฮั้ว” กับเอกชน ซึ่งพล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวสอดีตผบ.ตร.เคยตั้งคณะกรรมการสอบสวน เมื่อวันที่ 17 ม.ค.51 แล้วพบว่ามีความผิดจริง
2) จากนั้นจึงได้ทำหนังสือถึงสมัคร สุนทรราชให้ย้ายน้องป๊อดมาช่วยราชการสำนักนายกฯ แต่เรื่องก็ถูกดองไว้จนกระทั่งในยุคของสมชายวงศ์ชายกระโปรงเป็นนายกฯ
ก็ได้ใช้เป็นเหตุผลลงนามย้ายมาช่วยราชการที่สำนักนายกฯ เมื่อ 28 พ.ย.51 แม้ว่าลึกๆแล้วจะมีเรื่องอื่นอีกหลายอย่างก็ตาม แต่นี่คือเครื่องยืนยันความผิดของน้องป๊อด แม้ว่าต่อมา ชวรัตน์ ชาญวีรกูลที่รักษาการรองนายกฯปฏิบัติราชการแทนนายกฯขณะนั้นจะลงนามโยกให้มานั่งเก้าอี้ ผบ.ตร.ดังเดิมแบบมีเงื่อนงำก็ตาม
3) เรื่องที่ปล่อยให้คนเสื้อแดงไม่กี่ร้อยคนทำลายการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนกับประเทศคู่เจรจาเมื่อเดือนเมษายนที่พัทยาหรือปล่อยให้มีการทุบรถนายกฯ มุ่งหมายเอาชีวิตกันกลางเมือง อย่างนี้น้องป๊อดในฐานะผบ.ตร.ไม่ต้องรับผิดชอบอะไรเลยหรือ การประชุมสุดยอดผู้นำไม่ใช่ประชุมสุดยอดผู้นำท้องถิ่นแถวบุรีรัมย์นะ
4) เหตุการณ์ที่พัทยาทั้งพี่ป้อมและสุเทพเทือกต่างก็มีความผิดและจะต้องร่วมรับผิดชอบในฐานะผู้นำกองทัพและมีกำลังทหารไปรักษาความสงบด้วย นี่ยังไม่นับเหตุร้ายที่กระทรวงมหาดไทยชาวบ้านร้านช่องเห็นภาพพี่ป้อมสติแตกสั่งให้ทหารติดตามและพลทหารออกไปรับหน้าพวกเสื้อแดงว่า “มึงออกไปๆ” เพื่อป้องกันตัวเองเท่านั้น

5) น้องป๊อดได้มอบหมายสั่งการให้ลูกน้องเป็นผู้รับผิดชอบและปฏิบัติการสลายการชุมนุมในเหตุการณ์ 7 ต.ค. 2551 ที่ก่อให้เกิดความสูญเสียแก่ประชาชนอย่างร้ายแรง เสียชีวิต พิการ ขาขาด แขนขาด ลูกตาหลุด เนื้อสมองเสียหาย และบาดเจ็บอีกจำนวนหลายร้อยคน
นี่ไงความผิดของน้องป๊อดในต่างกรรมต่างวาระและยังมีกรณีถูกสงสัยว่าเป็นตอใหญ่ขัดขวางคดีลอบยิง สนธิ ลิ้มทองกุล โดยไม่ได้ทำหน้าที่เป็นผู้พิทักษ์ฯ ฯลฯ แค่นี้ผิดพอหรือยัง นายกฯอภิสิทธิ์ต้องกล้าหาญ อย่าไปกลัวคำขู่รีบร่างหนังสือแล้วเข้าเฝ้าฯ เลย จะปลดใครก็ปลดเลย คนบางคนนั้นเวลาใหญ่และดูเป็นนักเลงเที่ยวข่มขู่คนโน้นคนนี้เพราะตัวเองมีตำแหน่ง แต่เมื่อใดหลุดจากตำแหน่งเมื่อไม่มีลูกน้องที่คุมกำลังก็หมดความหมาย

พี่น้องทหาร ตำรวจ และประชาชนถูกฆ่าฟันบาดเจ็บล้มตายลงเป็นเบือทุกวันใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ก็ไม่มีใครรู้สึกรู้สา เขมรเหยียดหยามเกียรติศักดิ์ของกองทัพไทยต่อให้สามต่อหนึ่งเลยเอา เขมรส่งกำลังทหารเข้าไปยึดที่ดินรอบปราสาทเขาพระวิหารเพิ่มเติมไปอีก 4.6 กิโลเมตร ขับไล่ทหารไทยออกนอกพื้นที่แล้วยึดครองอย่างสมบูรณ์ก็ไม่มีใครพูดจาว่ากล่าว เขมรแย่งยึดดินแดนอันเป็นอธิปไตยในอ่าวไทยเอาไปให้ชาติอื่นสัมปทานสำรวจขุดเจาะก๊าซและน้ำมันก็ไม่มีใครรู้สึกรู้สา พวกอริราชศัตรูจาบจ้วงล่วงละเมิดพระมหากษัตริย์ก็ไม่รู้ร้อนรู้หนาว ไม่รู้สึกนึกคิดใดๆ ขอเชิญชวนพี่น้องประชาชน ทหาร ตำรวจ ข้าราชการและชาวบ้านตาสี ตาสา ยายมา ยายมีอย่างเราๆท่านๆให้ช่วยกันเตรียมปี๊บไว้สำหรับคลุมหัวจะได้ไม่ต้องคิดคำนึงถึงศักดิ์ศรีเกียรติภูมิใดๆ อีกต่อไป

02 สิงหาคม 2552

การต่อสู้ภาคประชาชนกรณีทองคำดำและผลกระทบที่ได้รับ

การต่อสู้ภาคประชาชน

ประชาธิปไตย ไม่ใช่การไปหย่อนบัตรเลือกตั้งเท่านั้นแต่ประชาชนทุกคนมีหน้าที่ติดตาม ตั้งคำถามต่อความไม่ถูกต้อง และหาผู้รับผิดชอบที่ไม่ปฏิบัติหน้าที่ตลอดจนทำให้เกิดความเสียหายต่อสาธารณะ เศรษฐกิจ สังคม การดำเนินการแปรรูปรัฐวิสาหกิจต่างๆที่ผ่านมาเป็นเพียงการแปรทรัพย์สมบัติสาธารณะให้กลายเป็นทรัพย์สินเอกชนที่ยังคงอำนาจผูกขาด หากเป็นประเทศอื่นๆ คงได้เห็นความรับผิดชอบด้วยการลาออกของนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องโดยไม่ต้องให้ทหารมาทำการรัฐประหารรวมถึงการแก้ไขปัญหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนของกลุ่มบุคคลที่เกี่ยวข้องกับรัฐบาลและครอบครัวในหลายรัฐวิสาหกิจรวมทั้งการปรับโครงสร้างถาวรในคณะกรรมการของรัฐวิสาหกิจทั้งหลายที่ควรมีตัวแทนของนักวิชาการและตัวแทนผู้บริโภคเข้าร่วมด้วยเสมอ

ที่ผ่านมาในฐานะรัฐวิสาหกิจเงินภาษีจึงถูกผันเข้าสู่การบริหารทรัพยากรธรรมชาติของปตท.ไม่ว่าจะเป็นการสร้างท่อส่งก๊าซ การสร้างโรงแยกก๊าซ (ก่อนเข้าตลาดมี 5 โรงแยกก๊าซ) งบประมาณขุดเจาะ สำรวจ ฯลฯ อีกมากมายซึ่งต้องใช้เงินลงทุนมหาศาลเพื่อเป็นโครงสร้างพื้นฐานให้กับประเทศไทย ที่น่าสังเกตคือในช่วงที่ปตท.กำลังจะแปรรูปเข้าตลาดหลักทรัพย์ ปตท.และบริษัทลูกซึ่งถือเป็นสมบัติของประชาชน แต่ปตท.ก็มีการกระทำที่ตรงข้ามและไม่ได้พิทักษ์ผลประโยชน์ของประชาชนเห็นได้ชัดจากกรณีการตีราคาบริษัทลูกต่างๆ ของ ปตท. ปตท.ได้ทำการจ้างบริษัทที่ปรึกษาทางการเงินให้ตีราคาบริษัทลูกต่ำๆ โดยใช้วิธีส่วนได้ส่วนเสีย แทนที่จะใช้วิธีราคาทุน เช่นโรงกลั่นน้ำมันระยอง จำกัด หรือ RRC มีราคาทุนอยู่ที่ 12,591.24 ล้านบาทจากการลงทุนของโรงกลั่นน้ำมันระยอง ช่วงนั้นอัตราแลกเปลี่ยนจาก 25 บาท เปลี่ยนเป็น 50 บาท เขาไปตีว่า RRC ขาดทุน จึงมีมูลค่าเท่ากับ 0 บาท แต่ที่จริงแล้ว RRC ไม่ได้อยู่ในฐานะที่เจ๊งจนมีมูลค่าเท่ากับ 0 บาทเพราะทุกวันนี้ก็ยังกลั่นน้ำมันได้ ดังนั้นวิธีคิดตามวิธีส่วนได้ส่วนเสียที่ถูกต้องถ้า RRC มีมูลค่า 1 หมื่นล้านบาทก็ต้องตีราคาให้ RRC ที่ 2 หมื่นล้านบาทถึงจะถูกต้องเพราะอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราที่เพิ่มไปจาก 25 บาทต่อเหรียญสหรัฐ เป็น 50 บาทต่อเหรียญสหรัฐก็ต้องคิดราคาทุนของบริษัทลูกเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า แต่กลับไปคิดให้มูลค่าเป็น 0 เท่ากับ RRC เจ๊งเช่นเดียวกับบริษัท บางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือบริษัทท่อส่งปิโตรเลียมไทย จำกัด หรื อ THAPPLINE บางแห่งมีการคิดราคาวิธีส่วนได้ส่วนเสียให้แต่ก็น้อยมากถ้าเทียบกับวิธีราคาทุน เช่น บริษัท ไทยออยล์ จำกัด มีวิธีราคาทุน 9,480.74 ล้านบาทมีการคิดวิธีส่วนได้ส่วนเสียเพียง 395.51 ล้านบาทหรือบริษัท สตาร์ปิโตรเลียมรีไฟน์นิ่ง จำกัด หรือ SPRC มีวิธีราคาทุนอยู่ที่ 14,378.41 ล้านบาทแต่มีการคิดวิธีส่วนได้ส่วนเสียเพียง 1,325.58 ล้านบาท

ภายหลังการแปรรูปปตท.ผู้บริโภคได้เห็นชัดเจนแล้วว่าเป็นการเปิดทางการคอร์รัปชั่นให้ขยายรูปแบบและทวีความรุนแรงมากขึ้นและยังได้กลายเป็นเครื่องมือในการสร้างความร่ำรวยให้กับนักการเมือง บมจ.ปตท.จึงกลายเป็นบริษัทที่ทำให้รูปแบบการกระจายผลประโยชน์ของบริษัทธุรกิจพลังานไปสู่นักการเมืองและข้าราชการระดับสูงอย่างกว้างขวางและมูลค่ามหาศาลเพื่อหวังผลตอบแทนจากราคาหุ้นมากกว่าการรักษาผลประโยชน์ประเทศชาติ สาธารณะ และประชาชน ทั้งนี้กรณีการแปรรูปปตท.ซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับผู้บริโภคทั้งระบบสาธารณูปโภคของประเทศ ระบบเศรษฐกิจ สายพานการผลิต ราคาสินค้า ฯลฯ เมื่อพบว่ามีข้อเท็จจริงที่ไม่ถูกต้อง การใช้สิทธิในกระบวนการศาลเพื่อการคุ้มครองประโยชน์สาธารณะเป็นสิ่งที่องค์กรและพลเมืองประชาชนคนเล็กคนน้อยพึงมีสำนึกเข้าร่วมกระทำอย่างเต็มความสามารถเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมทางกฎหมายซึ่งเป็นความมั่นคงที่แท้จริงต่อสังคมทั้งในระยะสั้นและระยะยาว

การออกนโยบายกฎหมายแต่ละอย่างมีเป้าประสงค์เพื่อรักษาผลประโยชน์ของบมจ.ปตท.เป็นที่ตั้ง ทำให้มูลค่ากิจการและผลประโยชน์อื่นๆของปตท.เพิ่มขึ้นท่ามกลางความทุกข์ยากของประชาชนและผลกระทบของภาคธุรกิจมีผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น 45 – 55% หรือค้าขายโดยคืนทุนในเวลาเพียง 2 ปี มีอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานนายปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์มีบทบาทเป็นตัวเชื่อมที่สำคัญในการผลักดันการแปรรูปปตท. ในช่วงรัฐบาลทักษิณ และสานต่อปกป้องผลประโยชน์ของคนเฉพาะกลุ่มในช่วงรัฐบาลคมช.และภรรยาถือหุ้นอยู่ในกิจการพลังงานถือเป็นผลประโยชน์ทับซ้อนของรัฐมนตรีที่ดูแลนโยบายพลังงานที่ได้หุ้นมาในราคาต่ำกว่าจองหลายตัว ขณะเดียวกันก็มีเรื่องส่วนต่างราคาหุ้นในกระดานโดยการให้ข่าวด้านนโยบายที่ส่งผลต่อราคาหุ้นในกระดานโดยเฉพาะหุ้นกลุ่มปตท.ซึ่งราคาได้ปรับสูงหลายร้อยเปอร์เซนต์จากการให้ข่าวของรัฐมนตรี รวมไปถึงมีตัวแทนถือหุ้นอยู่ด้วย ซึ่งตามข้อเท็จจริงหลังคำพิพากษาของศาลทำให้สังคมตั้งข้อสงสัยว่าเป็นการการกระทำที่ไม่ชอบโดยกฎหมายใช่หรือไม่หวังว่าเรื่องนี้จะเป็นอีกคดีที่ถึงมือศาลฏีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

รัฐบาลทักษิณได้ใช้วิธีแยบยลในการฮุบสมบัติชาติคือจัดการให้ท่อส่งก๊าซกลายเป็นสมบัติของปตท.ด้วยการเปลี่ยนนโยบายด้านการจัดการพลังงานเป็นระบบผูกขาดเจ้าเดียว ทำให้ท่อส่งก๊าซซึ่งเป็นสมบัติของชาติกลายเป็นทรัพย์สินของบริษัทปตท. การแปลงสภาพและแปรรูปการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทยเป็นบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย มีกระบวนการทำให้หุ้นของปตท.มีมูลค่าเพิ่มขึ้นอย่างมากมายมหาศาลซึ่งเป็นประจักษ์พยานถึงการคอร์รัปชั่นทางนโยบายในยุครัฐบาลทักษิณดังนั้นจึงต้องมีการแก้ไขในภายหลัง ด้วยเหตุนี้ยิ่งมีเหตุผลความถูกต้องตามกฎหมายและความชอบธรรมที่ทรัพย์สิน สิทธิ และประโยชน์ของระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติจะต้องกลับคืนสู่รัฐโดยผู้ถือหุ้นไม่สามารถโต้แย้งใดๆ ได้ ก่อนหน้านี้อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานได้ออกมาให้สัมภาษณ์กับสื่อสาธารณะว่าได้ออกพ.ร.บ.ประกอบกิจการพลังงานเพื่อมาแก้ไขคดีความของปตท.แล้วยิ่งเป็นการชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่าการออกนโยบายกฎหมายดังกล่าวมีขึ้นเพื่อล้มล้างความผิดเพิมที่ไม่ถูกต้องและตนเองมีส่วนเกี่ยวข้องอยู่ด้วย

มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค, สหพันธ์องค์กรผู้บริโภคและผู้ฟ้องคดี 4 รายในนามภาคประชาชนจึงได้ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองสูงสุดเพื่อให้เพิกถอนการแปรสภาพการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทยเป็นบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เมื่อวันที่ 31 ส.ค. 2549 ในขณะที่ผลคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดในคดีนี้ออกมาในวันที่ 14 ธ.ค. 2550 คำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดได้พิพากษาให้ปตท.ต้องดำเนินการคืนทรัพย์สินที่เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินซึ่งบมจ. ปตท.ได้มาจากการใช้อำนาจมหาชนของรัฐและเงินลงทุนของรัฐที่มาจากภาษีของประชาชนคืนให้กับกระทรวงการคลังทั้งหมดทั้งนี้รวมถึงระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติทั้งหมด การฟ้องครั้งนี้ไม่ใช่เจตนาดีที่บ้าคลั่งของผู้ฟ้องและมูลนิธิเพื่อผู้บริโภคไม่เช่นนั้นแล้วคนมีอำนาจทางเศรษฐกิจโดยผู้กระทำการทั้งหลายที่สร้างความเสียหายต่อประเทศไม่ต้องมีความรับผิดชอบใดๆ วันที่ 31 ส.ค.2549 ซึ่งเป็นวันที่มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคและพวก 4 คนฟ้องคดี หุ้นปตท.มีราคา 236 บาทต่อหุ้น วันที่ 16 ก.ค. 2551 มีราคาปิดตลาดอยู่ที่ 250 บาทต่อหุ้น ส่วนเมื่อวันที่ 30 พ.ย. 2550 ซึ่งเป็นวันฟังผลคำพิพากษาของตุลาการ หุ้นปตท.มีราคาปิดตลาดที่ 380 บาทต่อหุ้น

การเพิ่มขึ้นของทรัพย์สิน 500,000 ล้านบาทของปตท.เป็นทรัพย์สินของประเทศที่สูญหายไป หลังจากการแปรรูปบริษัทปตท.ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2544 นั้นปตท.ไม่เคยมีการโอนคืนทรัพย์สินที่เกิดขึ้นก่อนและหลังการแปรรูปแก่รัฐแต่อย่างใด ซึ่งมีมูลค่าสูงถึง 157,102 ล้านบาทซึ่งทรัพย์สินทั้งหมดนี้ทั้งได้มาด้วยการใช้อำนาจมหาชนซึ่งบริษัท ปตท.จะต้องคืนให้แก่รัฐตามคำพิพากษาของศาลให้แบ่งแยกทรัพย์สินของบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ในส่วนสาธารณสมบัติของแผ่นดิน สิทธิการใช้ที่ดินเพื่อวางระบบการขนส่งปิโตรเลียมและอำนาจมหาชนของรัฐจากปตท. คืนให้แก่รัฐ ทั้งนี้ปตท.ได้แบ่งแยกทรัพย์สินคืนให้แก่รัฐในช่วงเดือนธ.ค.51ที่ผ่านมารวมทั้งสิ้นเพียง 16,176.22 ล้านบาท ซึ่งประกอบด้วย ที่ดินเวนคืน1.42 ล้านบาท สิทธิในการใช้ที่ดิน 1,124.11 ล้านบาท และระบบท่อก๊าซธรรมชาติในที่ดินเวนคืนและที่ดินรอนสิทธิ 3 โครงการอีก 15,050.69 ล้านบาท ซึ่งทั้งหมดเป็นทรัพย์ก่อนการแปรรูปเข้าตลาดหลักทรัพย์ของปตท.เมื่อวันที่ 1 ต.ค.44 จากข้อมูลของการตรวจสอบของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) นั้น พบว่าปตท.ยังต้องคืนทรัพย์สินอีกว่า 32,613 ล้านบาท นอกจากนี้ยังมีทรัพย์สินที่ปตท.จะต้องคืนให้แก่รัฐภายหลังการแปรรูป ณ วันที่ 1 ต.ค.44 อีกกว่า 157,102 ล้านบาทเนื่องจากเป็นทรัพย์สินที่ได้มาจากการใช้สิทธิของรัฐและประชาชนจึงจำเป็นต้องคืนให้แก่รัฐตามคำวินิจฉัยของศาลด้วย

แม้ว่ารัฐบาลชุดนั้นได้ใช้เทคนิคทางกฎหมายเพื่ออ้างต่อศาลว่าเหตุแห่งการฟ้องคดีตามคำฟ้อง ได้ระงับสิ้นไปและทำให้การฟ้องคดีไม่มีมูลไม่ว่าจะเป็น หนึ่ง การแก้ไขเพิ่มเติมพระราชกฤษฎีกากำหนดอำนาจ สิทธิ และประโยชน์ของบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) พ.ศ. 2544 โดยการตราพระราชกฤษฎีกา กำหนดอำนาจ สิทธิ และประโยชน์ของบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2550 สอง การแสดงเจตจำนงคืนที่ดินที่ได้มาจากการเวนคืนที่ปตท.ได้รับโอนมาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายให้กับกระทรวงการคลัง สามการออกกฎหมาย พ.ร.บ.ประกอบกิจการพลังงาน แต่การกระทำดังกล่าวไม่สามารถทำให้การกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายกลายเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมายได้

ที่ดินที่ได้มากจาการเวนคืนที่ดินของประชาชนรวมทั้งท่อส่งก๊าซธรรมชาติอันเป็นอสังหาริมทรัพย์ติดอยู่กับที่ดิน สิทธิที่ไปรอนสิทธิที่ดินของประชาชน รวมทั้งท่อส่งก๊าซธรรมชาติอันเป็นทรัพยสิทธิติดอยู่กับที่ดิน ทรัพย์สินและทรัพยสิทธิเหล่านี้จะต้องกลับคืนสู่รัฐทั้งสิ้น แม้ว่าในวันนี้การส่งมอบทรัพย์สินจากบมจ. ปตท.คืนให้รัฐตามคำสั่งของศาลปกครองสูงสุดยังไม่ครบถ้วนโดยพิจารณาจากมูลค่าทางบัญชีสุทธิของระบบท่อก๊าซก่อนการแปรรูปปตท. (30 ก.ย. 2544 ) มูลค่า 42,664 ล้านบาทและบมจ.ปตท.ส่งคืนตามคำพิพากษาเพียง 15,050.69 ล้านบาท ยังขาดอีก 32,613.45 ล้านบาทและจนถึงบัดนี้กระทรวงการคลังยังไม่ดำเนินการใดๆเพิ่มเติม ภายหลังที่ศาลปกครองสูงสุดได้มีคำสั่งยกคำร้องของมูลนิธิเพื่อผู้บริโภคในกรณีไต่สวนกรณีที่บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) แบ่งแยกทรัพย์สินคืนแก่แผ่นดินไม่ครบถ้วนจึงไปยื่นคำร้องให้ศาลไต่สวน ศาลปกครองสูงสุดได้มีคำสั่งยกคำร้องของมูลนิธิเพื่อผู้บริโภคซึ่งเป็นผู้ฟ้องคดีเนื่องจากมิใช่เจ้าหนี้ที่แท้จริง เป็นเรื่องที่น่าเสียดายเพราะอย่างน้อยข้อมูลตรวจพบและสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ตรวจสอบ พบว่าทรัพย์สินของปตท.ก่อนการแปรรูป มีจำนวน 32,000 ล้านส่วนทรัพย์สินหลังการแปรรูปไม่ถูกพิจารณาเลย ดังนั้นภาคประชาชนจึงจะต้องมีความพยายามผลักดันให้กระทรวงการคลังเข้ามาทำหน้าที่เพื่อรักษาผลประโยชน์ของชาติโดยเร็วที่สุด