30 พฤษภาคม 2554

ข้อสังเกตจากการประชุมที่ยูเนสโกครั้งล่าสุด


ข้อสังเกตจากการประชุมที่ยูเนสโกครั้งล่าสุด โดย. ศ.ดร.สมปอง สุจริตกุล

ฟิฟทีนมูฟ — ศ.ดร.สมปอง สุจริตกุล ในฐานะอดีตหัวหน้าคณะผู้แทนไทยประจำ UNESCO และเป็นอดีตที่ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญของยูเนสโกเรื่องมรดกโลก ตั้งข้อสังเกตต่อการเข้าร่วมโดยไม่ได้รับเชิญในการหารือไทย-เขมร ที่ศูนย์มรดกโลกของนางโบโกวา ผู้อำนวยการยูเนสโก เมื่อ ๒๕ พ.ค. โดยมองว่าเป็นไปเพื่อรักษาผลประโยชน์ของยูเนสโกให้การขึ้นทะเบียนลุล่วง และอำพรางการกระทำการอันผิดธรรมนูญของยูเนสโก เป็นกุศโลบายที่แนบเนียนและละมุนละม่อมเพื่อให้ฝ่ายไทยตายใจ
ศาสตราจารย์ ดร.สมปอง สุจริตกุล ผู้เชี่ยวชาญกฎหมายระหว่างประเทศ อดีตหัวหน้าคณะผู้แทนไทยประจำ UNESCO และ FAO และเป็นอดีตที่ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญของยูเนสโกเรื่องมรดกโลก
แฟ้มภาพ: ศาสตราจารย์ ดร.สมปอง สุจริตกุล ผู้เชี่ยวชาญกฎหมายระหว่างประเทศ อดีตหัวหน้าคณะผู้แทนไทยประจำ UNESCO และ FAO และเป็นอดีตที่ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญของยูเนสโกเรื่องมรดกโลก
ข้อสังเกตจากการประชุมที่ยูเนสโกครั้งล่าสุด
     จากรายงานข่าวการประชุมนอกรอบเรื่องมรดกโลกระหว่างไทยกับกัมพูชาที่กรุงปารีส ข้าพเจ้าขอตั้งข้อสังเกตซึ่งอาจแตกต่างจากความเห็นของบางท่าน ดังนี้
     ท่าที นางนางอิรินา โบโกวา ผู้อำนวยการยูเนสโก ซึ่งดูเหมือนเอนเอียงมาทางฝ่ายไทยนั้น หากพิจารณาให้ลึกซึ้งแล้ว จะเห็นได้ว่าแท้ที่จริงนั้น นางโบโกวามีวัตถุประสงค์เพียงรักษาผลประโยชน์ของฝ่ายตนเพื่อให้การขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกสำเร็จลุล่วงไปในที่สุด ทั้งนี้ เนื่องจากไทยเป็นฝ่ายถอยโดยขอให้เลื่อนการพิจารณาเรื่องพื้นที่บริหารจัดการออกไป แทนที่จะโต้แย้งขั้นเด็ดขาดมิให้มีการขึ้นทะเบียนตั้งแต่แรก นางโบโกวารู้ดีว่า หากยอมให้มีการโต้เถียงยืดเยื้อถึงขั้นรุนแรงกว่านี้ ก็จะเป็นที่ประจักษ์อย่างชัดเจนว่าพื้นที่ดังกล่าวยังมีปัญหาขัดแย้งซึ่งผิดธรรมนูญของยูเนสโกว่าด้วยการรักษาสัมพันธภาพและความเข้าใจอันดีระหว่างประเทศภาคี และไม่ส่งเสริมให้มีการขัดแย้งอันอาจนำมาซึ่งการใช้กำลัง
     สรุปได้ว่า นางโบโกวาพยายามช่วยกัมพูชาให้บรรลุวัตถุประสงค์ในการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก โดยใช้กุศโลบายที่แนบเนียนและละมุนละม่อมเพื่อให้อีกฝ่ายตายใจ ท่าทีที่แสดงว่าเข้าข้างไทยน่าเป็นละครฉากหนึ่ง เพราะในส่วนลึก สิ่งที่น่าหวั่นเกรงมากที่สุดของยูเนสโกคือไทยถอนตัวจากอนุสัญญามรดกโลก เช่นเดียวกับสหรัฐอเมริกาซึ่งเคยถอนตัวจากยูเนสโกแล้วถึงสองครั้ง
     อนึ่ง การที่กัมพูชากล่าวหาว่าไทยทำความเสียหายโดยยิงปืนใส่ซากปราสาทพระวิหารนั้น ไทยควรโต้แย้งว่ากัมพูชาต่างหากเป็นฝ่ายใช้ปราสาทเป็นที่มั่นซ่องสุมกำลังทหารและสรรพาวุธรุกรานฝ่ายไทยโดยใช้อาวุธสงครามยิงบ้านเรือนและราษฎรไทยจากจุดดังกล่าว ไทยจึงไม่มีทางเลือกนอกจากใช้กำลังตอบโต้เพียงเพื่อป้องกันตัวเอง
ศาสตราจารย์ ดร.สมปอง สุจริตกุล
๒๖ พฤษภาคม ๒๕๕๔

26 พฤษภาคม 2554

10 ปี 10 วิบัติ ปท.ย่อยยับด้วยน้ำมือนักการเมือง

"รศ.ดร.พิชาย" ชี้ 10 ปี 10 วิบัติ ปท.ย่อยยับด้วยน้ำมือนักการเมือง
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์27 พฤษภาคม 2554 03:11 น.

"รศ.ดร.พิชาย" เปิดมุมมองวิบัติจากนักการเมือง ระบุใช้ประชานิยมมอมเมาปชช. เป็นบันไดสู่อำนาจ จนมีแต่คนเลวเข้ามาครองเมือง ทำให้ความยุติธรรมสูญสลาย จัดการนักการเมืองโกงไม่ได้ แพร่โรคระบาดคอร์รัปชั่นจนเป็นเรื่องปกติ เป็นตัวอย่างขายตัวขายวิญญาณให้กับเงิน เปลี่ยนจากสังคมเอื้ออารีเป็นหวาดระแวง เกลียดชั่ง ถึงขั้นปล่อยปะละเลยให้เขมรรุกล้ำดินแดนไทย จนความมั่นคงของชาติกำลังสั่นคลอน
       
       วันที่ 26 พ.ค.2554 บนเวทีปราศรัยการชุมนุมของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่บริเวณสะพานมัฆวานรังสรรค์ รศ.ดร.พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต รองคณบดีคณะพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) กล่าวถึงวิบัติ 10 อย่างในช่วงเวลา 10 ปี นับตั้งแต่พ.ศ. 2544 สมัย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ขึ้นมามีอำนาจ ประชาชนอย่างเราต้องเชิญหน้ากับการเปลี่ยนแปลงทางสังคม ที่ไม่เคยเจอมาก่อนในชีวิต จากน้ำมือของนักการเมืองที่เข้ามาบริหารประเทศ
       
       1.การเมืองล้มเหลว กล่าวคือ มีแต่คนเลวเข้ามาครองเมือง สิ่งที่บ่งชี้ให้เห็นคือ 1.ตั้งแต่ปี 2544เป็นต้นมา รัฐบาลไร้ประสิทธิภาพในการบริหารงาน ไม่สามารถแก้ปัญหาสังคม ใช้อำนาจฉ้อฉลสร้างประโยชน์แก่พวกพ้องตัวเองเป็นหลัก ทุจริตคอร์รัปชั่น 2.ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขถูกบ่อนทำลาย จนเหลือแต่ซาก ไม่ต่างจากบ้านที่โดนปลวกกัดกินเนื้อในไม้จนหมดสิ้น เหลือแต่เปลือกไม้ให้เราเห็นว่าเป็นประชาธิปไตยอยู่ 3.เกิดความขัดแย้งขึ้นอย่างมากมาย และรุนแรงจน มีคนบาดเจ็บล้มตาย ทั้งเสื้อเหลือง เสื้อแดง
       
       2.สังคมแตกสลาย ทั้งนี้สังคมไทยในอดีตเป็นสังคมที่เอื้ออารี ไว้วางใจกันสูง ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน แต่หลังจาก ปี 2544 ความไว้วางใจระหว่างคนในสังคมสูญสลาย มีแต่ความหวาดระแวง ความเกลียดชั่งค่อยๆก่อตัวมากขึ้นทุกวัน มีอาชญากรรมแปลกๆ เกิดขึ้นจำนวนมาก เช่นอาชญากรต่อเนื่องที่ฆ่าโสเภนีหลายราย เด็กอายุ 13 ข่มขืนฆ่าเด็ก 9 ขวบ วัยรุ่นใจแตกจนกระทั่งเกิดสถิติใหม่วัยรุ่นติดเอดส์จำนวนมาก ทำแท้งมากอย่างน่าใจหาย ซึ่งสิ่งต่างๆเหล่านี่นับวันจะมีมากขึ้นเรื่อยๆ
       
       3.ประชาชนถูกมอมเมาจนงมงาย แบ่งออกเป็น 1.ถูกนักการเมืองมอมเมาด้วยประชานิยม ใช้ประชาชนเป็นบันไดสู่อำนาจ ถือได้ว่าเป็นโรคชนิดหนึ่งเป็นยาเสตพติดที่ติดเชื้อ กำเนิดจากไทยรักไทย แล้วแพร่ระบาดไปทุกพรรค 2.ถูกมอมเมาด้วยละครน้ำเน่า ทำให้คนตกอยู่ในโลกความฝัน เรียนแบบละครจนทำให้เด็กบางคนเปลี่ยนนิสัยกลายเป็นเด็กขี้อิจฉา ริษยา 3. ถูกมอมเมาด้วยลัทธิความเชื่อแบบแก้กรรม เพราะเขาไมมีความมั่นคงในชีวิต เครียด อันเป็นสาเหตุมาจากเพราะนักการเมือง ที่ไม่สามรถทำให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีความมั่นคง เลยทำให้คนไปหาไสยศาสตร์ ความงมงายมากขึ้น
       
       4.สิ่งแวดล้อมย่อยยับ ใน 10 ปีที่ผ่านมาทรัพย์ยากรถูกทำลายล้างอย่างไม่เคยมีมาก่อน ป่าไม้ถูกบุกรุก จนเกิดภาพที่เราเห็นภูเขาถล่มทำให้ทั้งตำบลจมหาย หรือกรณีมาบตาพุด คนเจ็บ ตายมากมาย จากสิ่งแวดล้อมเป็นพิษ ต้องถามว่าการปล่อยให้สิ่งแวดล้อมเป็นพิษ เป็นฝีมือใคร ก็นักการเมืองนั่นแหละ มีอำนาจอยู่ในมือไม่เข้าไปจัดการ รับประโยชน์จากนายทุนแล้วปล่อยปะละเลย ขืนปล่อยให้นักการเมองชั่วอยู่ต่อไปจะวิบัติมากกว่านี้
       
       5.เศรษฐกิจคลอนแคลน ที่ผ่านมาระบบเศรฐกิจของเราเหมือนอยู่บนเส้นด้าย ข้าวของแพง มีช่วงหนึ่งคนว่างงานจำนวนมาก จนรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ นี่แหละต้องออกเช็กช่วยชาติแจกคนละ 2,000 บาท ซึ่งทำเป็นอยู่เรื่องเดียวแจกเงิน นโยบายไหนที่อาศัยปัญญาความกล้าหาญแก้ไข แกทำไม่ได้สักอย่าง ไม่ว่าเขาวิหาร คอร์รัปชั่นจัดการไม่ได้เลย ที่สำคัญหนี้สินเพิ่มขึ้นตอนนี้พวกเรามีหนี้สาธารณะเฉลี่ย ครัวเรือนละ 100,000 บาท เกิดตั้งแต่สมัยพ.ต.ท.ทักษิณสะสมมาถึงปัจจุบัน เถ้าคนพวกนี้ข้ามาบริหารประเทศอีก หนี้สินก็จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆจน ประเทศล้มละลายในที่สุด
       
       6.การศึกษาตกต่ำ ตั้งแต่มีการปฏิรูปการศึกษาทำให้ครูดีๆ เก่งๆ ออกเกือบหมด เหลือแต่ครูที่ไม่รู้จะไปไหนอยู่ แล้วครูพวกนี้ยังไม่มีเวลาสอนเด็กอีก ต้องเอาเวลามาทำผลงานทางวิชาการเพื่อแสวงหาความก้าวหน้า หรือไม่ก็ไปทำอาชีพเสริม ระบบประกันคุณภาพ ไม่ได้ช่วยทำให้นักศึกษาเก่ง เห็นได้จากนักเรียนสอบโอเน็ตตกเกือบทั้งประเทศ ซ้ำร้ายสภาบันที่สอนปริญญาโท แข่งกันเปิด คนจบเต็มไปหมดแต่มีความรู้จริงๆไม่ถึงครึ่ง ร้ายกว่านั้นบางที่เปิดปริญญาเอกไปเชิญนักการเมืองมาเรียน เพื่อให้นักการเมืองเอาทำโก้ ไปอวด ทั้งที่ปัญญามีเท่าหางอึ่ง
       
       7.คุณธรรมเสื่อมทราม แบ่งเป็น 1.เกิดการแพร่ระบาดของการคอรัปชั่น จนคนมองเป็นเรื่องปกติหากได้ผลประโยชน์ด้วย 2.มีคนในหลากหลายอาชีพ ขายตัว ขายวิญญาณให้กับเงิน โดยไม่คำนึงความเป็นศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ตั้งแต่ในสภาจนถึงหมู่บ้าน 3.เกิดลัทธิบูชาคนชั่วเป็นพระเจ้าอย่างไม่ลืมหูลืมตา 4.โกหกตอแหลแพร่ระบาด คนที่เราเคยคิดว่าดีๆ ก็ติดเชื้อไปด้วย
       
       8.ยาเสพติดและคอร์รัปชั่นเกลื่อนเมือง เห็นได้จากช่วง 3 ปีที่ผ่านมาเยาวชนติดยาเพิ่มขึ้น ปี 51เยาวชนติดยาเสตติดไม่ถึง 1% ปี52 เพิ่มเป็น 4% ปี53 7% และปี45เพิ่มเป็น 12% โดยที่รัฐบาลไม่ทำอะไรเลยไม่ทำอะไรเลย ส่วนคอร์รัปชั่นเห็นๆกันอยู่โกงกินอย่ามโหฬาร ในทุกระดับทุกองค์กร
       
       9.กฎหมายหมดสภาพ ความยุติธรรมสูญสลาย ทั้งนี้หากจำได้ตอนเสื้อแดงประท้วง ละเมิดกฎหมาย ละเมิดสิทธิมนุษย์ กฎหมายจัดการไม่ได้ แถมผู้รักษากฎหมายจำนวนหนึ่งยังให้ท้ายอีกต่างหาก และตลอดตั้งแต่ปี 50 นอกจากกรณีพ.ต.ท.ทัก โดนคดีไป 2 ปี ก็ไม่เคยมีนักการเมืองรายอื่นโดนคดีทุจริต ซึ่งไม่รู้ว่า ป.ป.ช. หลับอยู่หรือไม่
       
       10.ความมั่นคงของชาติกำลังสั่นคลอน รัฐบาลปล่อยปะละเลยให้กัมพูชาเข้ามาอยู่ในดินแดนไทย ปัญหาอธิปไตยของชาติไม่เคยอยู่ในสายตา ในภาวะหาเสียงเลือกตั้งเช่นนี้ ก็ไม่เห็นมีพรรคการเมืองไหนใช้ประเด็นเกี่ยวกับเรื่องดินแดนหาเสียง ฉะนั้นเราจะเอามันเข้ามาอีกหรือ หากไม่เอาต้องไปโหวตโน