18 กรกฎาคม 2554

คอยดูอัปรีสิทธิ์จะทำให้ไทยเสียดินแดนได้คามือหรือไม่


ชี้ถอนทหาร “เขาวิหาร” ตามศาลโลกไทยสูญพื้นที่อื้อ - ตะลึง! ลึกถึง “ผามออีแดง” เขตอุทยานฯ
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์18 กรกฎาคม 2554 20:09 น.

จุดตรวจการณ์ทหารพรานไทย บริเวณผามออีแดง ในเขตอุทยานแห่งชาติเขาพระวิหาร อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ และที่มองเห็นอยู่ด้านหน้าบนยอดเขาพระวิหาร เป็นตัวปราสาทพระวิหาร (แฟ้มภาพ)
คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น
ผามออีแดง จุดชมวิวยอดนิยมของนักท่องเที่ยว บนอุทยานแห่งชาติเขาพระวิหาร ของไทย

พล.ต.ต.เสริมสุข วีรวงศ์ ผบก.ภ.จว. ศรีสะเกษ ตรวจติดตามสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา เขาพระวิหาร ที่บริเวณผามออีแดง อุทยานแห่งชาติเขาพระวิหาร อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ล่าสุดวันนี้ ( 18 ก.ค.)

สถูปคู่ และเสาธงชาติไทย ด้านหน้าจุดตรวจการณ์ “ผามออีแดง”

ตัวปราสาทพระวิหาร บนยอดเขาพระวิหาร





ศรีสะเกษ - ทหารไทย “ผามออีแดง” จับตาเขมรเข้ม หลังศาลโลกสั่งคุ้มครองชั่วคราวให้ถอนทหารออกจากบริเวณเขาพระวิหาร ขณะทหารเขมรซุ่มเงียบ มีเพียงเสียงโห่ฮาดังขึ้นที่บริเวณชุมชนทางขึ้นปราสาท ขณะ ผบก.ภ.จว.ศรีสะเกษ รุดตรวจพื้นที่เชื่อเขมรไม่กล้าก่อสงครามขัดคำสั่งศาลโลก ส่วนผู้นำท้องถิ่น“กันทรลักษ์”ไม่ต้องการให้ไทยถอนกำลังพ้นเขาวิหาร ระบุไทยเสียเปรียบหนักสูญพื้นที่มหาศาลลึกเข้ามาถึง “ผามออีแดง” เขตอุทยาน ชี้ ศาลโลกวินิจฉัยไม่คำนึงถึงความเป็นจริงตามภูมิประเทศที่ต้องยึดสันปันน้ำ ระบุ ควรให้เขมรถอนทหารพร้อมพลเรือนและรื้อชุมชนสิ่งปลูกสร้างออกจากเขาวิหารด้วย
      
       วันนี้ (18 ก.ค.) เมื่อเวลา 16.15 น.ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่บริเวณผามออีแดง เขตอุทยานแห่งชาติเขาพระวิหาร ต.เสาธงชัย อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ภายหลังศาลโลกมีคำวินิจฉัยออกมาตรการคุ้มครองชั่วคราวในคดีปราสาทพระวิหาร โดยให้ทหารไทยและทหารกัมพูชาถอนกำลังทหารออกจากบริเวณเขาพระวิหาร
      
       ล่าสุด พล.ต.ต.เสริมสุข วีรวงศ์ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด (ผบก.ภ.จว.) ศรีสะเกษ พร้อมด้วย พ.ต.อ.สมพจน์ ขอมปรางค์ ผู้กำกับการ (ผกก.) สภ.กันทรลักษ์ และคณะ ได้ขึ้นไปตรวจติดตามสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา เขาพระวิหารที่บริเวณผามออีแดงดังกล่าว ซึ่งเป็นจุดตรวจการณ์ที่สามารถมองเห็นบริเวณตัวปราสาทพระวิหารได้อย่างชัดจน
      
       โดยมีเจ้าหน้าที่ทหารพรานจากหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 23 มาคอยอำนวยความสะดวกและให้การต้อนรับ ซึ่งบรรยากาศโดยทั่วไป พบว่า สถานการณ์บริเวณเขาพระวิหารยังคงปกติ โดยทหารไทยและทหารกัมพูชายังตรึงกำลังอยู่ที่บริเวณเขาพระวิหารตลอดแนวเช่นเดิม และไม่มีความเคลื่อนไหวทางทหารแต่อย่างใด มีเพียงเสียงโห่ฮาของทหารกัมพูชาอยู่ที่ชุมชนชาวกัมพูชาบริเวณเชิงบันไดทางขึ้นปราสาทพระวิหารด้านทิศตะวันตก ซึ่งทหารไทยได้เฝ้าจับตาดูความเคลื่อนไหวของทหารกัมพูชาอย่างใกล้ชิด
      
       พล.ต.ต.เสริมสุข วีรวงศ์ ผบก.ภ.จว.ศรีสะเกษ กล่าวว่า ขณะนี้สถานการณ์บริเวณชายแดนเขาพระวิหารโดยภาพรวมยังคงปกติ ไม่มีการเคลื่อนย้ายกำลังทหารของฝ่ายกัมพูชาแต่อย่างใด ซึ่งมั่นใจว่า ในห้วงระยะเวลานี้ทางฝ่ายกัมพูชาคงไม่กล้าที่จะก่อสงครามกับฝ่ายไทย เนื่องจากจะขัดต่อคำสั่งมาตรการคุ้มครองชั่วคราวของศาลโลกที่ให้ฝ่ายไทยและฝ่ายกัมพูชาถอนกำลังทหารออกจากบริเวณเขาพระวิหาร
      
       “ในวันที่ 20 ก.ค.นี้ นายสมศักดิ์ สุวรรณสุจริต ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ จะได้ร่วมกับทุกส่วนราชการที่เกี่ยวข้องทำการซักซ้อมแผนการอพยพชาวบ้านตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ด้านเขาพระวิหารไปอยู่ในที่ปลอดภัย ทั้งนี้ เพื่อเตรียมรับสถานการณ์ความรุนแรงที่อาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา” พล.ต.ต.เสริมสุข กล่าว
      
       ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ขณะเดียวกัน ที่บริเวณสามแยกบ้านภูมิซรอล ต.เสาธงชัย อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ได้มีชาวบ้านภูมิซรอลพากันมาจับกลุ่มพูดคุยกันเกี่ยวกับสถานการณ์เขาพระวิหาร ซึ่งชาวบ้านส่วนมากมีสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสมากขึ้น เนื่องจากเชื่อว่าการที่ทหารไทยและทหารกัมพูชาต่างต้องถอนกำลังออกมาจากบริเวณเขาพระวิหารตามคำสั่งของศาลโลก อย่างน้อยจะทำให้ไม่มีการปะทะกันขึ้นในห้วงระยะเวลานี้ ขณะที่เจ้าหน้าที่จากหลายส่วนราชการที่เกี่ยวข้องได้มาสังเกตการณ์ดูความเคลื่อนไหวบริเวณบ้านภูมิซรอล ซึ่งอยู่ใกล้กับบริเวณปราสาทพระวิหาร แต่สถานการณ์ยังคงปกติ
      
       นายวีระยุทธ ดวงแก้ว กำนันตำบลเสาธงชัย อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ กล่าวว่า ตนไม่อยากให้ฝ่ายไทยถอนกำลังทหารออกมาจากบริเวณเขาพระวิหาร แม้ว่าจะมีคำสั่งของศาลโลก ทั้งนี้เนื่องจากขณะนี้ฝ่ายกัมพูชารุกคืบเข้ามาในเขตแดนไทยมาก ตนอยากให้ศาลโลกพิพากษาโดยยึดความเป็นจริงของสภาพภูมิประเทศที่ขณะนี้ทหารกัมพูชาและชาวกัมพูชาขึ้นมาอยู่บนเขาพระวิหาร โดยที่ตามความเป็นจริงของการปักปันเขตแดนต้องยึดสันปันน้ำเป็นหลัก ฉะนั้นกัมพูชาจะต้องลงไปอยู่ด้านล่างของเขาพระวิหารหลังเขตสันปันน้ำเขาพระวิหารจึงจะถูกต้องตามความเป็นจริง
      
       นายโชคชัย สายแก้ว นายกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) เสาธงชัย อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ กล่าวว่า ในทางปฏิบัติหากยึดตามคำสั่งมาตรการคุ้มครองชั่วคราวของศาลโลก ดูตามความเป็นจริงแล้ว พบว่า ตามพื้นที่ที่ให้มีการถอนกำลังทหารออกมานั้น ฝ่ายไทยค่อนข้างเสียเปรียบมาก เนื่องจากต้องสูญเสียพื้นที่บริเวณอุทยานแห่งชาติเขาพระวิหาร
      
       โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ผามออีแดง ออกไปมากกว่าครึ่ง รวมทั้งบริเวณสถูปคู่ด้วย ซึ่งตามแผนที่ของกัมพูชาจะลากยาวไปถึงช่องตาเฒ่าและถึงภูมะเขือ ซึ่งทำให้ไทยเสียดินแดนไปจำนวนมาก จึงน่าจะมีการคำนึงถึงข้อเท็จจริงและอยากให้รัฐบาลไทยแย้งในส่วนของแผนที่กัมพูชาที่ให้ถอนกำลังทหารออกไป เนื่องจากไทยเสียเปรียบและเสียดินแดนหรือพื้นที่เป็นจำนวนมาก
      
       ทางด้าน นายทิวา รุ้งแก้ว ประธานคณะกรรมการเพื่อพัฒนาจังหวัดศรีสะเกษ กล่าวว่า การที่ศาลโลกให้ทหารไทย และทหารกัมพูชา ถอนกำลังออกจากบริเวณเขาพระวิหารนั้น ทหารกัมพูชาควรถอนเอาพลเรือนที่เข้ามาตั้งรกรากอยู่ที่บริเวณพื้นที่ 4.6 ตร.กม.ออกไปด้วย เนื่องจากบรรดาพลเรือนชาวกัมพูชาเข้ามาสร้างชุมชน สิ่งปลูกสร้างต่างๆ ยึดครองในพื้นที่ที่ยังไม่มีการปักปันเขตแดน
      
       โดยเฉพาะอย่างยิ่งวัดแก้วสิกขาคีรีสวาระ ถือว่าเป็นการสร้างวัดของกัมพูชา ดังนั้น จึงควรรื้อถอนออกไป พร้อมกับกำลังทหารของกัมพูชาด้วย ไม่เช่นนั้นถือว่ากัมพูชาเล่นเล่ห์ในการใช้โล่มนุษย์เข้ายึดครองเขตแดนที่บริเวณเขาพระวิหารอยู่ต่อไป
      
       ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า แม้ว่าศาลโลกจะมีคำวินิจฉัยออกมาตรการคุ้มครองชั่วคราวให้ทหารไทยและทหารกัมพูชาถอนกำลังทหารออกจากบริเวณเขาพระวิหาร แต่ปรากฏว่า ฝ่ายกัมพูชาได้มีการเสริมรถถังเข้ามาไว้ที่ตลอดแนวเขาพระวิหาร เนื่องจากฝ่ายกัมพูชาเกรงว่าอาจเกิดการปะทะกันระหว่างทหารกัมพูชาและทหารไทยได้ตลอดเวลา

17 กรกฎาคม 2554

กกต.สร้างเงื่อนไขความตึงเครียด-วุ่นวาย

       
       กลายเป็นเรื่องเกิดความตึงเครียดขึ้นมาจนได้หลังจากที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้แขวนผู้สมัคร ส.ส.ที่ได้รับการเลือกตั้งจำนวนเพียงแค่ 358 คนทำให้ไม่ครบจำนวน 95 เปอร์เซ็นต์จึงเปิดสภาเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ไม่ได้ อีกทั้งว่าที่นายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ว่าที่ผู้นำฝ่ายค้าน อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ รวมไปถึงนักการเมืองคนสำคัญอื่นๆอีกหลายคน หรือแม้แต่แกนนำคนเสื้อแดงถึง 11 คนก็ยังถูกแขวนรวมกันไปด้วย
       
       แม้ว่าเป็นเรื่องปกติของการเลือกตั้งที่ต้องมีการทุจริต ซื้อเสียง ทำผิดกฎหมายสารพัด มีทั้งการร้องเรียนการจับได้คาหนังคาเขา ก็ต้องดำเนินการกันไป แต่กรณีที่เกิดขึ้นกับ กกต.เที่ยวนี้มันคนละเรื่องและต้องบอกว่า กกต.นี่แหละที่เป็นต้นเหตุของการสร้างปัญหาทำให้เกิดความวุ่นวายตามมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการไม่ทำหน้าที่รักษากฎเกณฑ์อย่างเคร่งครัดนั่นเอง
       
       หากพิจารณาเริ่มตั้งแต่วันที่รับสมัคร ส.ส. กกต.ก็ได้รับรองคุณสมบัติของผู้สมัครที่มีปัญหาไปก่อน แม้ว่าจะอ้างว่าเป็นช่วงฉุกละหุกมีงานอื่นที่ต้องทำ ยุ่งจน “มือเป็นระวิง” ต้องปล่อยไปก่อนเพื่อให้ทันเปิดประชุมสภาภายใน 30 วัน แต่ระหว่างการหาเสียงที่มีเวลาเป็นเดือนก็ไม่ทำอะไรจนกระทั่งมีการประกาศผลคะแนนจึงค่อยมีการประกาศ “แขวน”
       
       นี่ไม่ได้พูดถึงกรณีสำคัญทั้งที่เป็นกรณีของว่าที่นายกฯ ยิ่งลักษณ์ และว่าที่ผู้นำฝ่ายค้าน อภิสิทธิ์ รวมไปถึงพวกแกนนำคนเสื้อแดงอีก 11 คนที่ถูกแขวนพร้อมกันอันเป็นผลมาจากเรื่องการถูกร้องเรียน ทำผิดกฎหมายเลือกตั้งสารพัด ซึ่งมาประกาศเอาในช่วงเข้าได้เข้าเข็ม เป็นอีกอารมณ์หนึ่งไปแล้ว กลายเป็นว่า กกต.กำลังตกเป็นเครื่องมือของ “อำนาจภายนอก” เพื่อขัดขวางไม่ให้พรรคเพื่อไทยเข้ามาเป็นรัฐบาล ทั้งที่ได้รับเลือกจากชาวบ้านอย่างท่วมท้น ซึ่งจริงหรือไม่จริงไม่รู้ แต่เป็นการสร้างเงื่อนไขให้เกิดความตึงเครียดโดยไม่จำเป็น
       
       การที่บอกว่าจะมีการประกาศชี้ขาดในรอบต่อไปวันที่ 19 กรกฎาคม หรือรอบที่ 3 ในเดือนสิงหาคม มองอีกมุมหนึ่งมันก็เหมือนกับการแก้เกี้ยวเท่านั้น เพราะหลายคนมองออกว่าพวกที่ถูกแขวนก็จะได้รับการรับรองจนกระทั่งสามารถเปิดสภาได้ตามกฎหมาย กลายเป็นถูกมองว่านี่คือ “การยื้อ” สร้างความรำคาญให้กับชาวบ้านโดยไม่จำเป็น เพราะหากพิจารณาอีกมุมหนึ่งในเมื่อพิจารณาไม่ทัน อ้างว่ามีหลักฐานต้องพิจารณาให้รอบคอบรัดกุม แต่คำถามก็คือทำไมไม่ปล่อยไปก่อนทั้ง 500 คนแล้วค่อยมาสอยกันภายหลัง เพราะไหนๆ ก็ทำอะไรไม่ทันอยู่แล้ว ที่สำคัญเป็นการถูกด่าว่า “ห่วยแตก” พร้อมกันรอบเดียว
       
       นอกจากนี้ สิ่งที่เป็นการพิสูจน์ให้เห็นว่าการทำงานของ กกต.เข้าข่ายไร้มาตรฐาน ไม่รับผิดชอบใดๆ ทั้งสิ้นก็เห็นจะได้แก่การ “ตัดสิทธิ” ชาวบ้านกว่า 2 ล้านคนกรณีเคยลงทะเบียนใช้สิทธินอกเขตเมื่อปี 2550 แต่ที่ผ่านคนเหล่านั้นก็ไม่ได้ไปแจ้งเปลี่ยนแปลงแก้ไข ขณะที่ กกต.ก็ไม่ได้ประชาสัมพันธ์ให้ทราบเป็นที่เข้าใจ กลายเป็นว่าเมื่อถึงวันเลือกตั้งเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2554 พวกเขาก็ใช้สิทธิ์เลือกตั้งไม่ได้ ซึ่งจำนวนกว่า 2 ล้านคนมันก็มีจำนวนไม่น้อยสามารถเปลี่ยนแปลงผลการเลือกตั้งได้อย่างมีนัยสำคัญ
       
       นี่คือปัญหาที่หากมีการบริหารจัดการที่ดีก็น่าจะสามารถแก้ไขปัญหาได้ทันท่วงที อย่างไรก็ดีเรื่องดังกล่าวน่าจะเป็นปัญหาตามมา อาจส่งผลถึงสถานะของ กกต.รวมไปถึงมีผลต่อการเลือกตั้งที่มีปัญหาตามมาก็เป็นได้
       
       เมื่อกล่าวถึงการจัดการเลือกตั้งก็ต้องบอกว่าในครั้งนี้ถือว่า “ห่วยแตก” ขาดความน่าเชื่อถือเท่าที่ควรจะเป็น แม้ว่าภาพโดยรวมจะออกมาในทางสงบเรียบร้อยก็ตาม แต่เท่าที่เห็นปรากฎว่าเต็มไปด้วยการทุจริตซื้อเสียงกันอย่างมโหฬาร แต่กลายเป็นว่าไม่มีผู้สมัครที่ซื้อเสียง หรือคนที่ถูกร้องเรียนว่าทุจริตการเลือกตั้งสักคนเดียวที่ถูก กกต.ชูใบเหลืองและใบแดงสักคนเดียว มันเป็นไปได้อย่างไร (เพิ่งมาชูใบเหลืองให้กับผู้สมัคร ส.ส.หนองคาย พรรคเพื่อไทย)
       
       ทั้งที่น่าจะตัดไฟเสียแต่ต้นลม แม้ว่าอาจเป็นการทำลายบรรยากาศไปบ้าง แต่ถ้ามีหลักฐานการทุจริตอยู่ในมืออย่างพร้อมมูลอยู่แล้วมันก็สามารถ “ตัดเกม” ไปก่อนล่วงหน้า เพราะในเวลานั้นยังไม่รู้ผลคะแนนเลือกตั้ง ข้อกล่าวหาทำนองว่าเป็นการ “ขัดขวาง” ของพวก “อำนาจภายนอก” จะมีน้ำหนักน้อยลงไป 
       
       การประกาศแขวนว่าที่ ส.ส.อีก 142 คน ซึ่งในจำนวนมีบุคคลที่สำคัญเป็นที่จับตามอง ที่สำคัญเป็นการสร้างเงื่อนไขจนทำให้เกิดความวุ่นวายตามมาได้ทุกเมื่อ ทำนองว่า “ถูกกลั่นแกล้ง” แม้ว่าคนพวกนี้จะมีความผิดชัดเจน แต่กลายเป็นผิดเพี้ยนไปอีกอารมณ์หนึ่งกันไปแล้ว ซึ่งมันก็ช่วยไม่ได้ที่คนไม่น้อยต้องมองออกมาแบบนั้นจริงๆ ซึ่งสาเหตุสำคัญที่เป็นแบบนี้มันก็โทษใครไม่ได้นอกจาก กกต.เท่านั้น
       
       เพราะในที่สุดแล้วคนที่ถูกแขวนพวกนี้ในที่สุดก็ต้องปล่อยไป แต่ก็จะถูกมองอีกว่าเป็นเพราะถูกกดดันจากภายนอก เท่าที่เห็นก็เริ่มมีการข่มขู่จากคนเสื้อแดงออกมาแล้วทำนองว่าถ้ายังยื้ออีกก็มีเรื่องแน่ ซึ่งมันก็เป็นไปได้ เพราะเป็นการทำงานที่ไร้มาตรฐานของ กกต.ที่ไม่กล้าตัดสินใจมาตั้งแต่แรก ปล่อยให้เวลาล่วงเลยจนกระทั่งเกิดความตึงเครียดรวมไปถึงอาจก่อให้เกิดความวุ่นวายตามมาภายหลัง!!