19 สิงหาคม 2554

สอดแนมการเมือง

       โดย...ชัชวาลย์ ชาติสุทธิชัย
      
       การเมืองเรื่องทักษิณ-ปู-มาร์ค-พันธมิตรฯ เป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นในประเทศไทย! 
      
       ทักษิณ-ปู-มาร์ค-พันธมิตรฯ เป็นกลุ่มคนในประวัติศาสตร์ยุคนี้ ที่ยังเคลื่อนไหวอยู่ในหน้าการเมืองไทยต่อไป โดยไม่มีใครรู้ล่างหน้าว่า..บทสุดท้ายจะจบลงเมื่อไหร่-อย่างไร?
      
       ทั้งหมดเป็นเรื่องราวคนไทย ที่อาศัยการเลือกตั้งผสานกับการใช้เงินซื้อเสียง เข้ายึดอำนาจรัฐเพื่อโกงกินบ้านเมือง ขณะที่คนไทยอีกกลุ่มที่รักชาติ กลับผนึกกำลังต่อสู้กับคนชั่วร้าย เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของชาติ และประชาชนคนไทยอย่างกล้าหาญ แม้จะต้องบาดเจ็บล้มตายก็มิได้เกรงกลัวใดๆเลย
      
        ประวัติศาสตร์“ฉบับกระเป๋า”นี้ เริ่มต้นที่คนชื่อ ทักษิณ ชินวัตร รวยแล้ว..ยังอยากรวยล้นฟ้าและอยากมีอำนาจท่วมแผ่นดินไทย
      
        ทักษิณ-เกิด-เติบโตกลางวงล้อมทางการเมือง ด้วยพ่อและญาติพี่น้องเป็นนักการเมืองทั้งระดับชาติและท้องถิ่น ทักษิณจึงรู้ว่า..ช่องทางการเมืองทำให้ผู้คนรวยได้ชั่วพริบตา
      
        ทักษิณ-จึงทำทุกวิธีการทั้งลับและเปิดเผย เพื่อสร้างความรวยให้กับตนเอง จนในที่สุด..ทักษิณก็รวยสมใจจากธุรกิจโทรคมนาคม รวยนับพันล้าน-หมื่นๆล้าน แต่ก็ยังอยากรวยมากกว่านั้นอีก ทักษิณจึงให้เงินนับร้อยๆล้านกับนักการเมือง เพื่อแลกกับการได้ธุรกิจไอทีต่างๆเพิ่มขึ้น แต่ทักษิณ..ก็ยังไม่พอใจอยู่ดี เพราะนักการเมืองที่ทักษิณให้เงินหนุน มักทำงานไม่ได้ดังใจหรือบางโครงการไม่เข้าเป้าหมาย และบางคราก็ช้าจนเสียงานไม่เหมือนทักษิณทำเอง..จริงไหม?
      
       ทักษิณ-ได้เป็นหัวหน้าพรรคพลังธรรมต่อจาก พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ทว่าทักษิณไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร อีกทั้งยังเกิดความขัดแย้งขึ้นภายในพรรค จนทักษิณต้องทิ้งพรรคพลังธรรม
      
        ทักษิณ-ลงทุนควักเงินตั้งพรรคไทยรักไทย ซื้อ ส.ส.เกรดเอเข้าพรรค พร้อมๆกับการสร้างกระแส“ทักษิณฟีเว่อร์” เข้าปะทะทางการเมืองกับ“ชวน หลีกภัย” นายกรัฐมนตรีที่บริหารชาติราว “เรือเกลือ”จนได้ฉายา“ชวน เชื่องช้า”
      
       เมื่อ“ชวน”ยุบสภา..ทักษิณก็แจกจ่าย“กระสุนพิเศษ”ให้ ส.ส.พรรคตนลงสนามเลือกตั้งทันที งานนั้น..ทักษิณจึงชนะ“ชวน”ท่วมท้นเป็นประวัติการณ์
      
       ทักษิณ-ได้เป็นนายกรัฐมนตรีสมใจ
      
       ทักษิณ-หลงในอำนาจจนเหิมเกริม
      
       ทักษิณ-ทำทุกอย่างตามใจตน ด้วยข้ออ้างว่า..รัฐบาลข้าฯ มาจากการเลือกตั้ง ประชาชนมอบอำนาจให้ทำอะไรก็ได้ตามใจฉัน
      
       ทักษิณ-ไม่สนใจเรื่องถูก-ผิด-อะไรควร-ไม่ควร-ไม่แยแสเสียงค้าน-ไม่สนใจการต่อต้าน ฯลฯ
      
       ทักษิณ-ใหญ่คับฟ้า-อยากได้ผลประโยชน์อะไร-ต้องได้ อยากทำอะไร-ทำ!
      
       ทักษิณ-ไม่สนใจมาตราฐานที่ถูกต้อง สังคมจึงเต็มไปด้วยความอยุติธรรม ใครรับใช้ทักษิณกับลูกเมียและพรรคพวก จะได้ดิบได้ดีได้เลื่อนตำแหน่งข้ามหัวข้ามกระทรวง แทบทุกเรื่องที่ทักษิณทำ-เต็มไปด้วย 2 มาตราฐานบ้าง 3 มาตราฐานบ้าง แต่ส่วนใหญ่ไร้มาตราฐานที่ดี!
      
       ยุคนั้น..มิใช่ใหญ่คับฟ้าแค่ทักษิณ-ลูก-เมียเท่านั้น แต่พรรคพวก-ลูกกะโล่-ลูกสมุน-ข้าทาสบริวารทักษิณมากหน้าหลายตา ทั้งหัวหงอก-หัวดำ-หัวเถิก-หัวล้าน-ทั้งอ้าย-ทั้งอี ก็พลอยวางก้ามใหญ่คับฟ้าไปด้วย
      
        ต่อมา..รัฐบาลทักษิณเลยโดนกล่าวหาว่า..คอร์รัปชั่นกันตรึม และมีขบวนการ“ล้มเจ้า”ทั้งลับและเปิดเผย แถมคนล้มเจ้าบางคนยังไกล้ชิดหรือทำงานกับทักษิณอีกด้วย
      
        เฮ้อ..ฟ้าให้“ทักษิณ”มาเกิด แต่โชคดีที่ฟ้าก็ให้“สนธิ-พล.ต.จำลอง-พิภพ-สมเกียรติ์-พันธมิตรฯ”ผู้กล้าหาญทั้งหลายมาเกิดด้วย
      
        พันธมิตรฯ จึงเป็น“นางเอก-พระเอก”ยกพลออกมาสู้กับ“ผู้ร้าย” ห้วงนั้น..ทักษิณปั่นป่วนกับเหตุการณ์พรรคไทยรักไทยโดนยุบ จึงตั้งพรรคพลังประชาชนมาแทนที่ แต่สุดท้าย..รัฐบาลทักษิณก็โดนคณะนายทหารรัฐประหารโค่นล้มลง
      
       ทว่า..ทักษิณโชคดี..ด้วยเป็นเกมตัดอำนาจแค่ชั่วคราว เพราะคณะทหารได้ตั้งรัฐบาลที่อ่อนแอ จึงไม่ได้“ถอนพิษ”ระบอบทักษิณโดยเบ็ดเสร็จเด็ดขาด แถมรัฐบาลทหารที่ไร้เดียงสาทางการเมือง ยังเร่งให้มีการเลือกตั้งโดยไม่มีการปฏิรูปการเมือง ทำให้ทักษิณที่เสียเปรียบพลิกกลับมาได้เปรียบทางการเมืองทันที
      
        เลือกตั้งปี 2550 สมัคร สุนทรเวช ได้ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี แต่ทักษิณยังเดินย่ำซ้ำรอยเดิม-ยังใช้อำนาจรัฐอย่างอธรรม ยังมีการคอร์รัปชั่นอย่างโจ๋งครึ่ม ที่สำคัญ..ขบวนการ“ล้มเจ้า”ยังคงขยายตัวต่อเนื่อง แม้แต่ในรัฐบาลสมัครยังบังอาจตั้ง“เจ๊เพ็ญ” ที่เป็นหนึ่งในแกนนำ“คนล้มเจ้า”ให้เป็น รมต.อีกด้วย
      
        พันธมิตรฯ จึงออกมาต่อสู้กับทักษิณ ที่ชักใยรัฐบาล“สมัคร-สมชาย”อย่างต่อเนื่อง พันธมิตรฯ นั้น..ต่อสู้อย่างสันติอหิงสา แต่รัฐบาลนอมีนีทักษิณกลับเข่นฆ่าพันธมิตรฯ จนบาดเจ็บล้มตายไปมากมาย
      
        สุดท้ายนายทหารกลุ่มหนึ่งก็ปฏิบัติการพลิกขั้วทางการเมือง “สมชาย”น้องเขยทักษิณหลุดจากตำแหน่งนายกฯ มาร์ค-อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้เป็นนายกฯแทน แต่รัฐบาล“มาร์ค”ก็ไม่ต่างจากรัฐบาลทหาร คมช.อ่อนแอ-ขี้ขลาด-ไม่ยอมล้าง“พิษร้าย”ของระบอบทักษิณเช่นกัน
      
        ทักษิณ-จึงใช้เงินจ้าง“คนกับผี-โม่แป้ง”ทันที กองกำลังคนเสื้อแดงสู้อย่างเปิดเผย ในขณะที่กองกำลัง“ผี-เสื้อดำ”ติดอาวุธสงครามสู้แบบลับๆล่อๆ โดยมีทักษิณพูดปลุกระดมผ่านวีดีโอลิงค์อย่างเป็นระบบ
      
       ทักษิณ-บงการพลพรรคเสื้อแดงบุกล้มการประชุมอาเซี่ยน เผาบ้านเผาเมือง-ก่อจลาจลเข่นฆ่าทหาร และผู้คนจนตายและบาดเจ็บนับพันๆ คน
      
       ส่วนทางชายแดนไทย-กัมพูชา รัฐบาล“มาร์ค”ก็ปล่อยให้ทหารเขมรฮุนเซนยึดครองแผ่นดินไทย โดยรัฐบาล“มาร์ค”ทำตัวเสมือนจงใจสมยอม เสียเปรียบเขมรฮุนเซนในทุกเรื่อง-ทุกด้านไม่เคยคิดขับไล่ทหารเขมรออกจากดินแดนไทยเลย
      
        เมื่อ “มาร์ค” ยุบสภา ทักษิณ-ก็อาศัยความอ่อนแอและไร้ผลงานของรัฐบาล“มาร์ค” ช่วงชิงเอาชัยชนะอย่างท่วมท้นบนสนามเลือกตั้ง ปี 2554 ทักษิณ-ก็ยึดอำนาจรัฐได้อีกครา
      
        ปู-ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร น้องสาวคนเล็กที่อ่อนหัดทางการเมือง ได้ครองตำแหน่งนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของชาติไทย ก่อกำเนิดรัฐบาล“ปูแดง1”ที่ทักษิณเป็นคนตั้ง รมต.แทบทั้ง ครม.
      
       รัฐบาล“ปูแดง1”ยังไม่ได้แถลงนโยบายให้รัฐสภารับรอง แต่ใครบางคนในรัฐบาลปูก็ทำผิด ด้วยการชิงแซงหน้าทำงานไปก่อนเสียแล้ว
      
        สรรพากร-ประกาศคืนเงินภาษีให้ลูกชาย-ลูกสาวของทักษิณทันที โดยสรรพากรอ้างว่า..ได้แจ้งเรื่องนี้ให้รัฐบาล“มาร์ค”รู้มานานนับปี แต่รัฐบาล“มาร์ค”เอาหูไปนาเอาตาไปไร่ ไม่มีการสั่งการอะไรกับสรรพากรเลย อืม..พิลึกและทะแม่งๆยังไงพิกลนะ“มาร์ค-เทือก”!
      
        ทักษิณ-ส่ง“ม้าใช้-ดร.ปึ๋ง”ในฐานะ รมต.ต่างประเทศ เปลี่ยนฐานะ“นักโทษชายทักษิณ”ให้กลายเป็น“นายกรัฐมนตรีทักษิณ” เพื่อเดินทางบนโลกใบนี้ได้อย่างอิสระเสรีราวไม่มีความผิด
      
        ทักษิณ-เดินทางเข้าประเทศเยอรมันนีและญี่ปุ่น โดยรัฐบาล“ปู”พูดราวกับไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรด้วยเลย แต่ทางการญี่ปุ่นได้เปิดเผยว่า “ดร.ปึ๋ง”ของนายกฯ“ปู”นั่นแหละ ที่ติดต่อให้ทักษิณบินปร๋อเข้าประเทศญี่ปุ่นสบายบรื๋อ..
      
        “ปูจ๋า” เลยถูกจับโกหกได้คาหนังคาเขา..ก็ท่านนายกฯ หญิงโกหกไม่เนียนนี่นา..!
      
        “มาร์ค” ก็ถูกจับโกหกได้คาหนังคาเขาเช่นกัน เพราะอดีตนายกฯ เคยโม้ว่า..ได้ออกหมายจับทักษิณไปทั่วโลกแล้ว แต่“อินเตอร์โพล”ได้ฉีกหน้า“มาร์ค”ดังแคว๊ก เพราะ“ตำรวจสากล”บอกไม่เคยมีหมายจับนักโทษชายทักษิณโปรยปรายออกไปยังโลกใบนี้เลยครับ
      
       เฮ้อ..ฤาคนไทยทั้งชาติถูก“มาร์ค-เทือก”ลวงหลอกมาเป็นปี..!
      
        เรื่องนี้คงไม่จบง่ายๆ หรอก เพราะ“มาร์ค-เทือก”ยังมีเรื่องไม่ชอบมาพากลอีกมากมาย เช่น เวลา 2 ปี 8 เดือน..ไฉนใย“มาร์ค-เทือก”ถอดยศ“พ.ต.ท.”ของทักษิณไม่ได้ ซึ่ง“มาร์ค-เทือก”ให้เหตุผลกับสังคมไทยไม่ได้จนบัดนี้ เอ..ฤาทักษิณใช้อะไรอุดปาก“มาร์ค-เทือก”หรือเปล่า..หือ..?
      
       ความลับไม่มีในโลก..ยังมีเรื่องอะไรอีกไหม ที่ทั้งทักษิณ-ปู-มาร์ค-เทือก-โกหก หรือพูดอย่างทำอย่างอีกหรือเปล่า??? 

31 กรกฎาคม 2554

โถใครจะเชื่อ ว่าไทยผลิตน้ำมันเป็นอันดับที่ 33 ของโลกแล้ว!



โดย ประสาท มีแต้ม31 กรกฎาคม 2554 14:28 น.

       หลังจากได้รวบรวมความคิดและวิธีการนำเสนอแล้ว สิ่งแรกที่ผมนึกถึงคือเนื้อเพลงลูกทุ่งยอดนิยม “สามสิบยังแจ๋ว” ของ ยอดรัก สลักใจ ที่ว่า “โถใครจะเชื่อว่าแม่บุญเหลืออายุมากแล้ว สามสิบยังแจ๋ว แจ๋วเสียจนน่าจีบ”
      
       ในที่นี้ก็คือว่า “โถใครจะเชื่อว่าไทยผลิตน้ำมันเป็นอันดับที่ 33 ของโลกแล้ว ใกล้เคียงกับประเทศเอกวาดอร์ ประเทศสมาชิกกลุ่มโอเปก”
      
       ข้อมูลข้างต้นมาจากรายงานการพิจารณาศึกษา เรื่อง “ธรรมาภิบาลในระบบพลังงานของประเทศ” ของวุฒิสภาที่มี คุณรสนา โตสิตระกูล เป็นประธานคณะกรรมาธิการศึกษาฯ
      
       การส่งออกพลังงาน (ทั้งน้ำมันดิบ น้ำมันสำเร็จรูป และคอนเดนเสท-ปิโตรเลียมเหลวที่ได้จากการเจาะก๊าซธรรมชาติ) ได้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงประมาณสิบปีมานี้ โดยที่ปี 2544 เป็นปีแรกที่เราเริ่มส่งออกน้ำมันดิบ และในอีก 3 ปีต่อมาเราก็เริ่มส่งออกน้ำมันสำเร็จรูป สำหรับคอนเดนเสทนั้นมีการขนใส่เรือไปขายมาตั้งแต่เริ่มเจาะก๊าซในอ่าวไทยเมื่อ 20 กว่าปีมาแล้ว
      
       มูลค่าการส่งออกพลังงานในปี 2551 เท่ากับ 9,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นเงินไทยในขณะนั้นก็ประมาณ 3.2 แสนล้านบาท (ตอนนั้น 33 บาทต่อดอลลาร์) ในขณะที่ประเทศเอกวาดอร์ซึ่งเป็นสมาชิกกลุ่มโอเปก (กลุ่มที่มีสมาชิก 12 ประเทศ ซึ่งมีแหล่งน้ำมันดิบรวมกันเท่ากับ 79% ของโลก) มีการส่งออกพลังงานมากกว่าไทยเราเพียงนิดเดียวเท่านั้น
      
       ถ้าพูดถึงการผลิตก๊าซธรรมชาติที่เราถูกโฆษณาว่าจะ “โชติช่วงชัชวาล” ตั้งแต่สมัยพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี เอกสารของวุฒิสภาชิ้นนี้ระบุว่า ประเทศไทยเราผลิตก๊าซธรรมชาติได้เป็นอันดับที่ 27 ของโลก มากกว่า 2 ประเทศของสมาชิกกลุ่มโอเปก คือ ลิเบีย (ซึ่งสหรัฐอเมริกาเข้าไปแทรกแซงในสงครามกลางเหมือง) และคูเวต (ซึ่งสหรัฐอเมริกาหวงยิ่งนัก) เสียด้วยซ้ำ ถ้าเทียบกับมูลค่าการส่งออกข้าวหรือยางพารา (ในปี 2551) พบว่าเราส่งน้ำมันมากกว่าครับ
      
       ผมถามจริงๆ นะครับว่า มีท่านผู้อ่านสักกี่เปอร์เซ็นต์ที่ได้ทราบความจริงเรื่องนี้มาก่อน ถ้าอย่างนั้นคงเห็นด้วยกับผมนะครับว่าเราต้องร้อง โถใครจะเชื่อ …
      
       อย่างไรก็ตาม มูลค่าในการส่งออกพลังงานดังกล่าว ไม่ได้หมายความว่าเป็นพลังงานที่ผลิตได้ในประเทศไทยทั้งหมด เรื่องนี้ค่อนข้างซับซ้อนสักนิดครับ ผมขออธิบายโดยย่อดังนี้ (1) มูลค่าพลังงานที่ส่งออก 90% เป็นน้ำมันสำเร็จรูป อีก 10% เป็นน้ำมันดิบที่ขุดในประเทศไทย (2) น้ำมันสำเร็จรูปส่วนใหญ่ใช้น้ำมันดิบจากการนำเข้า มีบางส่วนเป็นน้ำมันดิบที่ขุดในบ้านเราเอง
      
       อย่างไรก็ตาม ขอย้ำว่า ยอดการส่งออกพลังงานเป็นการนับรวมทั้งน้ำมันสำเร็จรูปที่ใช้น้ำมันดิบทั้งจากการนำเข้าและจากการขุดในประเทศ รวมทั้งการส่งออกน้ำมันดิบที่เจาะจากประเทศไทยด้วย
      
       ดังนั้น เมื่อพูดถึงมูลค่าการส่งออกสินค้าของประเทศ (ที่มีมูลค่าประมาณถึง 70% ของจีดีพี) แท้ที่จริงแล้วเป็นการส่งออกสินค้าที่ใช้วัตถุดิบจากนำเข้า มูลค่าการส่งออกจึงไม่ได้สะท้อนความมั่งคั่งของคนในประเทศ เราจึงอย่าไปหลงดีใจกับตัวเลขหลอกๆ รวมทั้งแนวคิดลวงโลกเรื่องจีดีพีหรือผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติด้วย
      
       ถ้าเราอยากจะทราบว่า ประเทศไทยเราผลิตน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติ (ที่ใช้ผลิตไฟฟ้า ก๊าซหุงต้ม และใช้ในอุตสาหกรรมรวมทั้งรถยนต์) ว่ามีมูลค่าปีละเท่าใด ก็ต้องสืบค้น แต่เนื่องจากผมไม่ทราบข้อมูลจึงขอคิดย้อนกลับจากข้อมูลในตารางที่ 6.1-6 ของกระทรวงพลังงาน เรื่องรายได้ของรัฐบาลจากค่าภาคหลวง
      
       พบว่าในปี 2553 รัฐบาลได้ค่าภาคหลวงจากกิจการปิโตรเลียมจำนวน 44,713 ล้านบาท ซึ่งค่าภาคหลวงหรือค่าสัมปทานนี้มีอัตราประมาณ 12.5% ของมูลค่าปิโตรเลียมที่ผลิตได้ทั้งหมด ดังนั้นเราสามารถคำนวณได้ว่า มูลค่าปิโตรเลียมที่ผลิตได้จากเขตประเทศไทยมีมูลค่าประมาณ 3.13 แสนล้านบาท
      
       สิ่งที่เราสนใจก็คือ ผลผลิตปิโตรเลียมที่สะสมมานับล้านปีจากบรรพชนรุ่นแล้วรุ่นเล่าจนมาถึงคนรุ่นเราที่มีมูลค่า 3.13 แสนล้านนั้น ถ้าแหล่งปิโตรเลียมนี้ตั้งอยู่ในประเทศอื่นๆ คนในประเทศนั้นควรจะได้รับส่วนแบ่งไปเท่าใด มากหรือน้อยกว่าที่ประเทศไทยเราได้รับคือ 12.5% หรือไม่ นี่คือคำถามที่บทความนี้จะต้องตอบครับ
      
       รายงานของคณะกรรมาธิการวุฒิสภาชิ้นเดิมระบุว่า ประเทศโบลิเวีย รัฐได้รับจากค่าภาคหลวงสูงถึง 82% ของยอดการผลิตก๊าซธรรมชาติ ประเทศในภูมิภาคเดียวกันอย่างอินโดนีเซีย ก็ได้รับส่วนแบ่งผลประโยชน์จากน้ำมันดิบที่ 85% และก๊าซธรรมชาติที่ 70%
      
       จากการศึกษาค้นคว้าของผมเอง พบสหรัฐอเมริกาได้ค่าภาคหลวงอยู่ในอันดับที่ 93 จากทั้งหมด 104 ระบบ โดยได้รับในช่วง 12.5 ถึง 16.6%(มากกว่าไทย) และต่อมาได้ปรับเพิ่มเป็น 18.75% ซึ่งเขายังถือว่าต่ำเกินไป (ข้อมูลจาก United States Government Accountability Office หรือ GAO)
      
       ที่น่าสนใจคือการคิดค่าภาคหลวงน้ำมันดิบของเมือง Alberta ประเทศแคนาดา โดยคิดอัตราค่าภาคหลวงตามราคาน้ำมันดิบ โดยที่เพดานได้กระโดดไปจาก 30% ไปอยู่ที่ 40% เมื่อราคาน้ำมันดิบเกิน $70 ต่อบาร์เรล
      
       โดยสรุป ค่าภาคหลวงปิโตรเลียมของประเทศไทยน่าจะอยู่ในกลุ่มที่มีอัตราต่ำที่สุดในโลก ถ้าเราใช้อัตรา ที่ 30% รัฐบาลก็จะได้ค่าภาคหลวงประมาณ 107,300 ล้านบาท ไม่ใช่ 44,713 ล้านบาทอย่างที่เป็นอยู่
      
       โถใครจะเชื่อ…ในชื่อบทความนี้ถือว่าเป็นข่าวดีของประเทศ แต่เมื่อสาวลึกถึงผลประโยชน์ที่คนไทยได้รับค่าภาคหลวงที่ต่ำที่สุดก็ถือเป็นเรื่องร้าย เรื่องเศร้าที่ไม่น่าเชื่อ มันชุ่ยและแสนทรามถึงเพียงนี้เชียวหรือ? มิน่าละ บริษัทยูโนแคล ที่ขุดเจาะก๊าซในหลายประเทศทั่วโลก แต่เกินกว่าครึ่งของกำไรของบริษัทแม่ มาจากประเทศไทยประเทศเดียวครับ!