19 ธันวาคม 2554

พระสงฆ์ นักวิชาการ อาจารย์ เคยเป็นที่พึ่งพิงด้านปัญญา ...


คำถามที่ชาวบ้านอยากรู้คำตอบคือ อะไรจะเกิดขึ้นในปี 2555 ทั้งเรื่องความพยายามของกลุ่มก๊วนต่างๆ ในพรรคเพื่อเหลี่ยมร้าย แดงอำมาตย์ แดงไพร่ แดงซ้ายหลงยุค แดงสู้แล้วรวย ในขบวนการตีกิน ล้วนแต่มุ่งเอาประโยชน์ส่วนตัว เฉพาะกลุ่ม มีจุดศูนย์รวมคุมโดยเหลี่ยมร้ายเร่ร่อน ขบวนการเหล่านี้ดำเนินการทั้งแยก และร่วมกันเดินหน้าตามแผนช่วยเหลือเหลี่ยมร้ายอย่างผยองลำพองอำนาจ ไม่แยแสต่อความรู้สึกของประชาชน ย่ำยีกฎหมาย และกลไกของความเป็นนิติรัฐ  ภายใต้ แผนล้มปืน ล้มทุน ล้มเจ้า”    ความพยายามแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา 112 กรณีหมิ่นสถาบัน แก้ไข พ.ร.บ.กลาโหม การนิรโทษกรรม เป็นจุดเปราะบางสำหรับชนวนเหตุร้าย ทั้งความเคลื่อนไหวตั้งหมู่บ้านคนเสื้อแดง การหมิ่นสถาบัน  บ้านเมือง ไม่มีอะไรดีขึ้น วิกฤตอภิมหาอุทกภัยสร้างความเสียหายยังประเมินไม่ได้ นอกจากยังไม่แก้ปัญหาสำเร็จ ยังมีภัยแล้ง ภัยหนาว ภัยมรสุมในภาคใต้

o ผีโม่แป้ง ทำงานเข้าตา ย่อมมีอำนาจ วาสนา เงินตรา ลาภ ยศ ไม่สนใจว่าชาวบ้านจะดูหมิ่น เหยียบหยามว่า เป็นคนละเมิดกฎหมาย             ไร้เกียรติภูมิ ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ทำลายอำนาจศาล

o ข้าราชการแบ่งเป็นประเภทผีโม่แป้ง ก้มหัวยอมกราบกราน รับใช้เครือข่ายเหลี่ยมร้าย ทุ่มเททั้งกายใจ ไม่สนใจกฎหมาย ศีลธรรม คุณธรรม ตราบใดที่ได้รับผลตอบแทนในตำแหน่งงาน และรายได้   อีกพวกยอมหลบ ต้องอยู่กับความอัปยศอดสู ไม่กล้าสู้กับความไม่ถูกต้อง เมื่อเป็นตัวอย่างไม่ดี หน่วยงานอื่นก็เอาเยี่ยง สังคมข้าราชการอยู่ในสภาพการแข่งขันเพื่อรับใช้คนชั่วให้ได้ดี สยบไม่มีปากเสียง ขอให้เอาตัวรอด ไม่โดนรังควาญ ไม่ห่วงผลกระทบต่อชาติ ความเป็นอยู่ของชาวบ้าน ความสงบในบ้านเมือง

                เงื่อนไขกำหนดโดยเหลี่ยมร้ายเป็นตัวเร่งการเกิดวิกฤตการเมือง การเผชิญหน้ารอบใหม่ เมื่อตัวเองดิ้นรนต้องการอิสรภาพ แต่อยู่ในภาวะจำยอม ทำให้ต้องหาทางพ้นโทษโดยเร็ว แม้โอกาสจะกลับมาบ้านเกิดไม่ง่ายนัก จะกลับประเทศไทยเดือนมีนาคม หลังจากการปรับคณะรัฐมนตรี หลังจากหลายคนสอบตก ไร้ปัญญา ฝีมือ  ยอมถูกขังในคุกพิเศษสั้นๆ แล้วขอพระราชทานอภัยโทษ ปรับสภาพให้เป็นคนไร้มลทิน

บ้านเมืองจะเป็นรัฐล้มเหลว เกิดมิคสัญญีเพราะคนชั่วกุมอำนาจ จะมีความขัดแย้งรุนแรง ใช้กำลังตัดสินกันหรือไม่      ด้วยมีพวกแดงคอมมิวนิสต์หลงยุค ต้องการเปลี่ยนแปลง ล้มสถาบัน อาศัยเงินและตัวของเหลี่ยมร้ายเป็นเครื่องมือให้บรรลุเป้าหมาย หลังจากต่างฝ่ายหลอกใช้กัน ทำให้บ้านเมืองมีปัญหาความมั่นคงเริ่มในยุคเหลี่ยมร้ายเป็นใหญ่ ถ้าคนดีเพิกเฉย นารีหน้าขาวมีโอกาสได้อยู่ยาวเกินคาด อาศัยความไม่รู้ปูทางเสริมฐาน เอาบ้านเมืองฝึกงาน ให้รู้ว่าตระกูลเหลี่ยมเป็นผู้นำ 2 รุ่นแล้ว    พระสงฆ์ นักวิชาการ อาจารย์ เคยเป็นที่พึ่งพิงด้านปัญญา ทุกวันนี้ยินยอมเต็มใจแปรสภาพเป็นผีโม่แป้ง เพราะสยบต่ออำนาจเงินเหลี่ยมร้าย
      
                เมืองไทยเคยสุขสงบร่มเย็นมายาวนาน ตกอยู่ในสภาวะแปรปรวน เสื่อมโทรม อำนาจอธรรมครองเมือง! รัตนโกสินทร์จะสิ้นคนดีจริงๆ หรือนี่!

อ่านบทความนี้เต็มๆได้ที่นี่

05 ธันวาคม 2554

การทุจริตโกงกินยังเป็นเสมือนมะเร็งร้ายที่สังคมไทยยังหาทางรักษาไม่ได้


มะเร็งร้ายคอร์รัปชันกับยาขนานเดิมๆ...สังคมไทยตายลูกเดียว
โดย บรรจง นะแส5 ธันวาคม 2554 14:19 น.

เดวิด โรเซนบลูม และ เดอโบราห์ โกลด์แมน (David Rosenbloom and Deborah Goldman) กล่าว ว่า “การคอร์รัปชัน เป็นการทรยศต่อความไว้วางใจสาธารณะ” เมื่อสาธารณะขาดความมั่นใจต่อกลไกของรัฐหรือระแวงสงสัยต่อการดำเนินการของภาคธุรกิจในการดำเนินการพัฒนาประเทศให้ไปข้างหน้าในมิติต่างๆ แล้ว เราจะเอาพลังที่ไหนมาขับเคลื่อน เพราะมันจะเต็มไปด้วยความขัดแย้ง เต็มไปด้วยจิตใจของผู้คนในสังคมที่ปราศจากความเชื่อมั่นและไร้ซึ่งศรัทธา ไม่ต่างกับร่างกายที่เผชิญกับมะเร็งร้ายในร่างกายและจิตใจที่อ่อนแอ ซึ่งก็จะนำไปสู่ความตายสถานเดียว ไม่มีทางเลือกอื่นอีกต่อไป
      
       ภาพที่ตำรวจนำโจรบุกปล้นบ้านปลัดกระทรวงคมนาคม นำเงินเป็นมัดๆ มากองให้นักข่าวได้ถ่ายภาพทำให้ผู้คนในสังคมคิดเห็นไปต่างๆ นานา แต่ที่คนส่วนใหญ่เห็นร่วมกันก็คือว่า ประเทศชาติของเรายังเต็มไปด้วยปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันกันอย่างมโหฬาร การทุจริตโกงกินยังเป็นเสมือนมะเร็งร้ายที่สังคมไทยยังหาทางรักษาไม่ได้ และถูกตอกย้ำอีกครั้งด้วยข้อมูลในการจัดอันดับภาพลักษณ์คอร์รัปชันโลกประจำปี 2554 โดย ดร.จุรี วิจิตรวาทการ ในฐานะเลขาธิการองค์กรฯ ระบุว่า ผลการจัดอันดับดัชนีชี้วัดภาพลักษณ์คอร์รัปชันประจำปี พ.ศ. 2554 พบว่า ประเทศไทยได้ 3.4 คะแนน จากคะแนนเต็ม 10 คะแนน อยู่อันดับที่ 80 จากการจัดอันดับทั้งหมด 183 ประเทศทั่วโลก และอยู่อันดับที่ 10 จาก 26 ประเทศในภูมิภาคเอเชีย มันเป็นเรื่องใหญ่ที่สังคมไทยไม่ควรมองข้ามและปล่อยให้เป็นไปตามยถากรรมเช่นนี้กันอีกต่อไป
      
       ในปีนี้ประเทศไทยมีคะแนนเท่ากับประเทศโคลัมเบีย เอลซัลวาดอร์ กรีซ โมร็อกโก และเปรู โดย 5 ปีที่แล้วไทยอยู่ในอันดับ 63 ของโลก ผลการจัดอันดับประจำปีนี้ประเทศส่วนใหญ่ยังคงมีคะแนนต่ำกว่าครึ่งหนึ่ง มีเพียง 49 ประเทศเท่านั้นที่ได้คะแนนตั้งแต่ 5 คะแนนขึ้นไป การลดลงจากอันดับที่ 63 จาก 163 ประเทศในปี 2549 และสุดท้ายลงมาอยู่ในอันดับที่ 80 จาก 180 ประเทศในปีนี้ บ่งบอกหายนะอะไรแก่สังคมไทย ที่เราควรจะนิ่งเฉยกันต่อไปละหรือ???
      
       สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) วิทยากร เชียงกูล (2549: 7-8) ได้กล่าวสรุปว่า การคอร์รัปชันของนักการเมือง และเจ้าหน้าที่ของรัฐก่อให้เกิดผลเสียหายต่อปัจจุบันและอนาคตของประเทศไทยอย่างน้อย 4 ข้อ คือ
      
       1) ทำให้คนกลุ่มน้อยคดโกงทรัพยากรของส่วนรวมไปเป็นของตนเองอย่างผิดกฎหมายและจริยธรรม การเมืองไม่ได้พัฒนาเป็นประชาธิปไตยแบบที่ประชาชนมีสิทธิเสรีภาพ และความเสมอภาคอย่างแท้จริง
      
       2) ทำให้เกิดการบิดเบือนการใช้ทรัพยากรของประเทศที่ทำให้ประชาชนส่วนใหญ่ไม่ได้รับประโยชน์สูงสุด เช่น มีงบเพื่อพัฒนาการศึกษาและสาธารณสุขน้อยลง การก่อสร้างถนนหรือถาวรวัตถุต่างๆ มีคุณภาพต่ำ ต้องซ่อมแซมบ่อย อายุใช้งานน้อยกว่าที่ควรเป็น ประชาชนได้บริการคุณภาพต่ำ ฯลฯ
      
       3) ทำให้เกิดการผูกขาดโดยนักธุรกิจการเมืองขนาดใหญ่ ไม่ส่งเสริมการแข่งขันที่เป็นธรรม และมีประสิทธิภาพนำไปสู่ความอ่อนแอ ความด้อยพัฒนาล้าหลังขององค์กรทั้งภาครัฐและธุรกิจเอกชน
      
       4) ทำให้เยาวชนและประชาชนมีค่านิยมแบบยกย่องความร่ำรวย ความสำเร็จ โดยถือว่าการโกงเพื่อให้ตนเองได้ประโยชน์ เช่น การโกงข้อสอบ การใช้อภิสิทธิ์ เล่นพวก โกงเล็กโกงน้อยต่างๆ เป็นเรื่องปกติที่ใครๆ ก็ทำกัน ทำให้ประชาชนขาดจริยธรรม ศีลธรรม คิดแต่ในเชิงแก่งแย่ง แข่งขัน เอาเปรียบกันอย่างไม่เคารพกติกา ไม่มีวินัย ไม่มีจิตสำนึกที่จะทำงานร่วมกันเพื่อหมู่คณะ กลายเป็นคนเห็นแก่ได้ที่อ่อนแอ ไร้ความภาคภูมิใจ ไร้ศักดิ์ศรี ดังนั้น การจะพัฒนาคน ชุมชน และประเทศชาติ เพื่อจะร่วมมือและแข่งขันกับประเทศอื่นๆ เป็นไปได้ยาก
      
       และจากการศึกษารูปแบบการคอร์รัปชันตามทัศนะของประชาชน ที่จัดโดยสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ร่วมกับสาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ระหว่างวันที่ 1-31 พฤษภาคม 2547 ได้ข้อสรุปว่า การทุจริตที่ประชาชนพบเห็นมากที่สุด 6 รูปแบบที่สำคัญ เรียงตามลำดับคือ
      
       การรับสินบนและการรับของขวัญ (40.94%)
      
       การวิ่งเต้นขอตำแหน่งในวงการราชการ (43.94%)
      
       การรับส่วย รีดไถ (40.94%)
      
       คอร์รัปชันเชิงนโยบาย (40.43%)
      
       การแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ (37.99%) (วิทยากร เชียงกูล, 2549 : 48)
      
       จากปัญหาอุทกภัยที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ได้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจรุนแรงมากที่สุด กระทรวงการคลังคาดว่าเศรษฐกิจทั้งปี 2554 จะขยายตัวร้อยละ 1.7-2 จากเดิมที่คาดไว้ร้อยละ 2.6 แม้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) จะประกาศตัวเลขไปแล้วว่าจีดีพีขยายตัวร้อยละ 1.5 จากนี้ไปหลายส่วนจะเริ่มดีขึ้น ขณะที่เศรษฐกิจในปี 2555 ยังคาดว่าจะขยายตัวได้ร้อยละ 5 และยังมีปัจจัยขับเคลื่อนเศรษฐกิจหลายด้าน ผ่านการอัดฉีดเงินออกสู่ระบบของรัฐบาลในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อป้องกันปัญหาน้ำท่วม ทั้งการปล่อยสินเชื่อให้กับผู้ประกอบการและประชาชน 3.2 แสนล้านบาท
      
       รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง มอบหมายให้ยึดปีหน้าเป็นปีแห่งการลงทุน เพราะการฟื้นเศรษฐกิจจะต้องใช้นโยบายการคลังเป็นหลักในการฟื้นเศรษฐกิจ โดยทำงบประมาณขาดดุลไปแล้ว 4 แสนล้านบาท แต่กฎหมายให้กรอบขาดดุลไว้ 5 แสนล้านบาท ยังกู้ได้อีก 1 แสนล้านบาท การกู้เงินต่างประเทศ พ.ร.บ.การก่อหนี้สาธารณะยังให้กรอบไว้ 2 แสนล้านบาท ขณะที่ พ.ร.บ.การค้ำประกันการกู้เงินรัฐวิสาหกิจอีกร้อยละ 10 ทำให้กู้เงินได้อีกถึง 1 แสนล้านบาท ซึ่งจะทำให้รัฐบาลมีช่องว่างสามารถกู้เงินมาใช้ในโครงการต่างๆ ได้อีกถึง 4 แสนล้านบาท ก้อนเงินจำนวนมากที่จะถมลงมาหลังสถานการณ์วิกฤตจากน้ำท่วม ไม่ได้ช่วยให้การพัฒนาประเทศดีขึ้น หากประเทศนี้ยังเต็มไปด้วยปัญหาการทุจริต การคอร์รัปชันโกงกินที่เต็มบ้านเต็มเมืองอย่างในปัจจุบัน
      
       เมื่อการคอร์รัปชันคือการทรยศต่อความไว้วางใจสาธารณะ สิ่งที่รัฐบาลจะต้องรีบทำเร่งด่วนก็คือสร้างความไว้วางใจให้เกิดขึ้น หามาตรการป้องกันและกำจัดปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันอย่างเร่งด่วน และควรเป็นมาตรการใหม่ๆ ที่ไม่ใช่รูปแบบที่มีอยู่เดิมๆ อีกต่อไป เพราะถ้ารูปแบบเดิมที่มีอยู่ทรงประสิทธิภาพ ภาพเงินก้อนโตจากบ้านปลัดกระทรวงคมนาคมก็จะไม่เกิดขึ้นและอันดับความเชื่อมั่นในความโปร่งใสของสังคมไทยก็จะไม่ลดจากอันดับที่ 63 มาอยู่ที่อันดับ 80 ให้อับอายกันทั้งสังคม หรือพวกท่านผู้มีส่วนในการปกครองบ้านเมืองทั้งหลายหน้าด้าน หน้าหนาเกินกว่าที่จะรักษากันอีกแล้ว.