25 กรกฎาคม 2552

เวลาของท่านนายกฯ เหลือน้อยแล้ว


โดย พลอากาศเอกเทอดศักดิ์ สัจจะรักษ์24 กรกฎาคม 2552 14:57 น.
หลังจาก ฯพณฯ นายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะได้บริหารประเทศผ่านพ้นไป 6 เดือน ได้มีบุคคลต่างๆ ทั้งพวกที่สนับสนุนและต่อต้านท่าน พากันออกมาวิพากษ์วิจารณ์กันมากขึ้น ไม่ว่าสื่อมวลชน คอลัมนิสต์ นักวิชาการจากสถาบัน และอิสระไม่เว้นแม้คอการเมืองทั่วไปที่เข้าไปแสดงความคิดเห็นผ่านสื่อทางอินเทอร์เน็ต สำหรับพวกที่คัดค้านหรือต่อต้านท่านนายกฯ แบบขวาตกขอบ ผมขอข้ามไปไม่ขอพูดถึงเพราะคนพวกนี้ ไม่ว่าท่านนายกฯ จะถูกหรือผิด ดีหรือเลว แม่ง.......ก็ด่าได้ทุกเรื่อง ค้านได้ทุกเรื่องไป

แต่ที่ผมอยากพูดถึงและออกจะแปลกใจเอามากๆ ก็คือ ได้มีกลุ่มคนที่ออกตัวว่าเคยรักใคร่และสนับสนุนท่านนายกฯ อยากให้อยู่นานๆ เพื่อแก้ไขปัญหาของบ้านเมือง พากันออกมาติติงในลักษณะต่างๆ กันมากขึ้น บ้างก็ติเพื่อก่อบ้างติติงการทำงานที่ไม่มีเอกภาพไปยอมพรรคร่วมรัฐบาลมากไป ติว่าไม่มีผลงานผ่านไป 6 เดือนเปรียบเทียบกับรัฐบาลสมัย คมช.ที่ว่าแย่กลับแย่กว่า ปัญหาด้านความมั่นคงใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ปัญหาชายแดนกัมพูชา ปัญหาจาบจ้วงสถาบันเบื้องสูงโดยกลุ่มผู้ไม่หวังดีและวิทยุชุมชนบางแห่งรัฐบาลยังแก้ไขไม่ได้เลย ทั้งที่มีอำนาจรัฐอยู่ในมือซ้ำร้ายสถานการณ์กลับเลวลงกว่าเก่า ขนาดนายกฯ และคณะรัฐมนตรีลงพื้นที่บางจังหวัดไม่ได้ ไม่มีความปลอดภัย และที่น่าเป็นห่วงเอามากๆ ก็เห็นจะเป็นบรรดาลูกพรรคประชาธิปัตย์และคนที่สนับสนุนพรรคพากันออกมาแสดงอาการรังเกียจ และไม่เห็นด้วยกับนโยบายของพรรคในระยะหลังๆ แบบชนิดไม่เกรงใจหัวหน้าพรรคกันอีกต่อไปแล้ว

ถ้าท่านนายกฯ เห็นว่าเป็นเรื่องธรรมดาเหมือนคำพังเพยที่ว่า คนรักเท่าผืนหนังคนชังเท่าผืนเสื่อถือเป็นเรื่องปกติทางการเมืองก็ไม่ว่ากัน แต่ผมว่าท่านอย่าใจเย็นนะครับท่าน น่าจะให้ทีมงานที่ปรึกษาวิเคราะห์ดูว่ามันเกิดอะไรขึ้นแล้วรีบหาทางแก้ไขในกรณีที่ท่านห็นว่าข้อติติงนั้นมีเหตุผลและรับฟังได้

ผมเองก็เป็นแฟนคลับของท่านคนหนึ่ง จากสถานการณ์บ้านเมืองในเวลานี้ ผมอยากให้ท่านนายกฯ มีโอกาสได้บริหารบ้านเมืองเพื่อแก้วิกฤตชาติไปนานๆ เพราะผมยังมีความเชื่อและศรัทธา ถ้าจะนำนักการเมืองที่สังกัดพรรคการเมืองทั้งซีกฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลที่มีอยู่ในเวลานี้ มาเปรียบเทียบคุณสมบัติ ความรู้ความสามารถ ความเหมาะสมในการเป็นนายกรัฐมนตรีแบบภาษานักมวยที่พูดว่า หมัดต่อหมัด น้ำหนักปอนด์ต่อปอนด์ ท่านนายกฯ อภิสิทธิ์ชนะขาดในเวลานี้ แม้จะเป็นนักมวยหน้าใหม่ โอกาสแสดงฝีมือยังน้อยแต่ก็แฝงเสน่ห์ไว้ด้วยความสุภาพเรียบร้อย ไม่ก้าวร้าวและแถมรูปหล่ออีกต่างหาก

แต่อย่างไรก็ตาม คนที่รักกันและมีความปรารถนาดีต่อกันใช่ว่าจะตัองชมกันทุกเรื่องไป บางครั้งก็จำเป็นต้องท้วงติงกันบ้าง เสนอแนะกันบ้างส่วนว่าจะเห็นด้วยหรือไม่ก็คงไม่ว่ากัน แต่ก็ขอกราบเรียนว่ากระทำด้วยความบริสุทธิ์ใจจริงๆ เหมือนบทความที่ผมเคยเขียนเรื่อง ต้องกล้าๆ หน่อยท่านนายกฯ ภายหลังพวก นปช.ปฏิบัติการสงกรานต์เลือดไม่กี่วัน ผมเคยเชียร์ให้ท่านนายกฯ กล้าตัดสินใจ ให้มีความเด็ดขาดในการแก้ปัญหา อย่าซื้อเวลากับเรื่องบางเรื่อง ในฐานะที่เคยเป็นทหารเก่าแม้จะเกษียณราชการมาแล้วก็ตาม ผมรู้สึกไม่สบายใจและไม่เห็นด้วยกับนโยบายด้านความมั่นคงบางเรื่องของท่านนายกฯ และบรรดาน้องๆ นายทหารที่เป็นบิ๊กๆ อยู่ขณะนี้เกี่ยวกับการซื้อเวลา

เรื่องแรก ก็คือ การปล่อยให้คนกลุ่มเสื้อแดงและคนกลุ่มที่เคยแสดงออกถึงการไม่จงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ออกมาปลุกระดมล่ารายชื่อ หนึ่งล้านชื่อเพื่อถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษให้กับ นช.ทักษิณ ชินวัตรโดยไม่แคร์ต่อความรู้สึกของประชาชนผู้มีความจงรักภักดี ได้มีบุคคลมากมายที่เป็นผู้ใหญ่ในบ้านเมือง เป็นนักวิชาการด้านกฎหมาย เป็นสื่อสารมวลชน ฯลฯ พากันออกมาทักท้วง บอกว่ามันทำไม่ได้ มันผิดขั้นตอน เพราะทักษิณยังไม่เคยรับโทษในคุก มันไม่ถูกขั้นตอนตามกฎหมาย

ไม่ว่าจะล่ารายชื่อได้ครบหรือไม่ จะได้มีโอกาสถวายฎีกาหรือไม่ก็ตาม การที่นายกฯ ปล่อยเวลาให้ยาวนานออกไป โดยที่กลุ่มผู้ดำเนินการยังไม่ยอมยุติได้สร้างความเสียหายต่อสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างไม่อาจจะปฏิเสธได้ เป็นการยอมให้คนผู้ไม่หวังดีแต่ประสงค์ร้ายดึงสถาบันลงมายุ่งเกี่ยวกับการเมือง ทุกวันนี้เพื่อชักชวนประชาชนให้มาลงชื่อร่วมด้วย ได้มีสถานีวิทยุชุมชนบางแห่งปลุกระดมข้อความอันเป็นเท็จรวมถึงใบปลิวเถื่อนโจมตีสถาบันว่อนไปทั่วทั้งภาคเหนือและภาคอีสาน ผมมีความเชื่อโดยไม่มีความสงสัยว่าท่านนายกฯ ก็ทราบเรื่องนี้ รองนายกฯ สุเทพก็ทราบหน่วยงานความมั่นคงก็ทราบ แต่ทำไมไม่ดำเนินการยุติเรื่องนี้โดยเร็วจะรอให้เกิดความเสียหายมากไปถึงไหน ท่านเป็นผู้บริหารสูงสุดของชาติจะรอให้ใครมาสั่ง คงไม่มีแล้วท่านต้องกล้าตัดสินใจเองเพื่อรักษาสถาบันเอาไว้

กลุ่มบุคคลต่อไปที่ผมเห็นสมควรถูกตำหนิในเรื่องเดียวกันนี้ ก็คือบรรดาบิ๊กๆทหารของกองทัพและและรมว.กห.ซึ่งเป็นอดีตทหารเก่าเช่นเดียวกับผม ตลอดเวลาที่เกิดเรื่องนี้ ผมไม่เห็นบิ๊กทหารคนไหนออกมากล่าวปกป้องสถาบันในฐานะที่ดำรงตำแหน่งนายทหารราชวัลลภรักษาพระองค์ ท่านทั้งหลายล้วนเคยกล่าวคำปฏิญาณตนต่อหน้าพระพักตร์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาแล้วทั้งนั้นว่า ข้าฯ จะยอมตายเพื่อรักษาไว้ซึ่งพระบรมเดชานุภาพแห่งพระมหากษัตริย์เจ้า แล้วทำไมเมื่อถึงเวลาและโอกาสที่สมควรพูดหรือแสดงออกกลับไม่มีเหมือนกลัวดอกพิกุลจะหลุดจากปาก

เรื่องการจาบจ้วงสถาบันมีมานานและหนักขึ้นเรื่อยๆ ผ่านมาถึงรัฐบาลปัจจุบันนึกว่าจะเบาลงก็เหลว มันเป็นหน้าที่ของพวกท่านแล้วที่จะต้องบอกรัฐบาลว่าเรื่องนี้ทหารรับไม่ได้ ถ้าท่านได้พูดด้วยเหตุผลและความบริสุทธิ์ใจแล้วรัฐบาลยังเฉยหรือเข้าเกียร์ว่าง ก็คงตัองจับเข่าคุยกันระหว่างพี่ๆ น้องๆ ในฐานะทหารรักษาพระองค์ว่าจะทำอย่างไรดี เพื่อรักษาคำปฏิญาณนั้นไว้ให้ศักดิ์สิทธิ์ ถ้าไม่ทำอะไรเลยแล้ว วันที่ 3 ธันวาคมที่จะถึงนี้พวกท่านจะกล่าวคำปฏิญาณว่าอย่างไร

อีกเรื่องหนึ่งที่ผมขอแสดงความเห็นต่างมุมกับท่านนายกฯ กรณีตำรวจตั้งข้อหาแกนนำ พธม.และคณะว่าเป็นผู้ก่อการร้ายสากล ท่านนายกฯ ได้แสดงจุดยืนว่าท่านจะไม่เข้าไปแทรกแซงการทำงานของเจ้าหน้าที่ ในเรื่องนี้ได้มีผู้รู้ออกมาแสดงความคิดเห็นประเด็นของข้อหาว่าน่าจะไม่ถูกต้องและไม่เข้าหลักเกณฑ์ และเรื่องนี้มีการเมืองเข้ามาชี้นำอย่างแน่นอน พธม.ไปรายงานตัวแต่ไม่ยอมรับข้อกล่าวหาแถมมีการฟ้องกลับเรื่องจึงทำท่าจะบานปลายและผลเสียของเรื่องนี้จะกระทบต่อท่านนายกฯ และพรรคประชาธิปัตย์อย่างไม่ต้องสงสัย ข้อหานี้แม้จะมีโทษหนักถึงประหารชีวิต แต่คนเหล่านั้นเขาไม่เคยกลัวเพราะข้อหากบฏก็โดนมาแล้ว เพราะตั้งตามใบสั่งทางการเมืองท้ายสุดศาลท่านก็ไม่รับฟ้อง แต่ที่เขาโกรธก็เพราะข้อหานี้มีเจตนาจะกำจัด รัฐมนตรี กษิต ภิรมย์แต่เพียงผู้เดียว โดยฝีมือคนในพรรคประชาธิปัตย์บางคนร่วมกับพรรคร่วมรัฐบาลและการร่วมกระทืบซ้ำโดยพรรคฝ่ายค้าน เพราะเรื่องนี้มันเป็นผลประโยชน์ร่วมกัน เพราะรัฐมนตรีกษิตเป็นคนที่รู้ทันทักษิณ เกาะติด กัดไม่ปล่อยเป็นมวยที่ถูกคู่ที่สุดและเป็นคนที่ทำให้ทักษิณเหลือที่ยืนในต่างประเทศน้อยลงเรื่อยๆ

ท่านกษิตแม้จะเป็นคนของพรรคประชาธิปัตย์แต่ก็เป็นฮีโร่ในดวงใจของ พธม.จึงไม่ต้องแปลกใจ ถ้ากษิตถูกต้อนจนตกเวทีเมื่อไร ท่านนายกฯ และพรรคการเมืองของท่านก็จะถูกบรรดา พธม.ทำให้เวทีทางการเมืองของประชาธิปัตย์เล็กลงอย่างไม่มีข้อสงสัย เพราะเพียงท่านอยากจะบอกว่าท่านเป็นกลางแม้ข้อหาจะไม่ถูกต้องและเป็นธรรม จะทำอะไรก็ต้องรีบแล้วละครับ ผมเดาว่าท่านนายกฯ ก็คงรู้ข้อหาการเมืองเรื่องนี้จะจบลงอย่างไร ถึงวันนี้คนตั้งข้อหาเขาพูดว่าผู้ก่อการดี แล้วทำไมท่านปล่อยบรรดาคนรอบข้างและพรรคฝ่ายค้านละเลงสีจนเลอะ ท่านนายกฯ เองก็เปลืองตัวเอาเวลาเรื่องนี้ไปใช้แก้ปัญหาบ้านเมืองดีกว่า

ท่านนายกฯ อภิสิทธิ์มีประวัติในอดีตที่งดงาม มีความใฝ่ฝันที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีมาตั้งแต่วัยเด็ก วันนี้ความฝันของท่านก็เป็นจริงแล้ว ท่านเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 27 ของประเทศไทย แต่ผมไม่ทราบว่าท่านฝันจะเป็นนายกฯ ที่ประชาชนคนไทยจดจำและยกย่องเชิดชูในคุณงามความดี หรือสักแต่ได้ชื่อว่าเป็นนายกฯ เหมือนอดีตนายกฯ คนก่อนๆ ก็พอแล้ว ท่านอาสาเข้ามาบริหารประเทศในเวลาที่บ้านเมืองอยู่ในภาวะวิกฤต ประชาชนต้องการผู้นำที่กล้าหาญ เด็ดขาดและมือสะอาด ท่านต้องไม่ลืมธรรมะของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเรื่องมงคลชีวิต 38 ข้อแรกเลยคือ การไม่คบคนชั่วเป็นมิตร

ผมขอเรียนว่าคนรอบข้างท่านช่วยเหลืองานท่านมีทั้งคนดี คนไม่หวังดีและคนชั่ว ถ้าท่านยังแยกแยะไม่ออก หรือมัวแต่เกรงใจ เวลาในการบริหารบ้านเมืองที่ดูเหมือนว่ามันเหลือน้อยอยู่แล้วจะยิ่งน้อยไปอีก มิตรเทียมของท่านกำลังทำลายท่านตลอดเวลา และคนที่เคยรักและชอบท่านกำลังจะลดน้อยลงและทิ้งท่านไปเรื่อยๆ เพราะท่านไม่ได้ทำตามที่ท่านเคยเขียนไว้ในหนังสือของท่านเลย

และสุดท้ายอยากกราบเรียนว่า คดีลอบสังหารนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำมวลชนและสื่อมวลชนอย่างโหดเหี้ยมและอุกอาจ เป็นเสมือนฝีร้ายในตัวรัฐบาลที่กำลังอักเสบและรอเวลาที่จะแตก ความลับมันไม่มีในโลก ใครเกี่ยวข้องบ้าง ท่านนายกฯ ก็คงทราบนานแล้วจากการรายงานของตำรวจ แต่การไม่รีบเร่งดำเนินการเพราะคิดว่ายังเก็บความลับไว้ได้หรือเกรงใจคนบางกลุ่ม จนคนร้ายหลบหนีทำลายหลักฐาน ท่านให้สัมภาษณ์ว่าเจอแต่ตอ ถ้าไม่รีบผ่าตัดเอาฝีร้ายออกก่อนที่มันจะแตกหนทางที่จะรอดก็เหลือน้อยแล้วละครับ

24 กรกฎาคม 2552

ตัดกรรม มันยาก กรรมออนไลน์ตามตัวได้ทุกหนแห่ง

คนคนหนึ่งอาจถูกมองถูกวิเคราะห์ได้หลายมุม ทักษิณ ชินวัตรก็เช่นกัน ถ้ามองที่การทำงานบางคนก็บอกว่าทักษิณไว ทักษิณตัดสินใจเด็ดขาด อีกคนกลับบอกว่าทักษิณทำงานเอาหน้า จับจด ครั้นมองที่การชี้นำเสียงหนึ่งก็ว่าทักษิณมีวิสัยทัศน์ รู้ปัญหาปัจจุบันและเล็งเห็นอนาคตชัดเจน อีกเสียงหนึ่งกลับแย้งออกมาว่าทักษิณน่าจะเป็นคนไม่สบาย คิดเห็นอะไรวุ่นวายไปหมดจนทำอะไรไม่เห็นสำเร็จเป็นการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงได้ฯ ถ้าถามกันว่า ทักษิณเป็นคนดีไหม?ขี้โกงจริงหรือไม่ด้วยข้อเท็จจริงและหลักแห่งความถูกผิดที่อธิบายได้กลุ่มคน Thaksin Watchจึงได้ทุ่มเทขุดคุ้ยและขบคิดจนสามารถตัดสินใจได้ด้วยตนเองแล้วว่าทักษิณ..คือคนขี้โกงอย่างมหาวายร้ายเลยทีเดียว (..โกงบ้าง..แต่ทำงานดีก็ไม่เห็นจะเป็นอะไร..ใครมันก็โกงกันทั้งนั้นแหละคุณ..) คดโกงถึงกระดูกและถึงระดับสร้างสรรค์ ทั้งชง ทั้งฉวย แล้วคาบวิ่ง ซุกซ่อน แพรวพราวทุกจังหวะ กินได้ทั้งลึกทั้งตื้น ทุกกิจการ ทุกเวลา เมื่อได้ขึ้นเป็นนายกฯแล้วเขาก็ลงมือโกงกินบ้านเมืองราวกับตะกวดที่หลุดเข้าไปในเล้าไก่เลยทีเดียว ดังจะขอรายงานให้เหยื่อหรือไก่ที่ยังไม่รู้ตัวทั้งหลายได้ทราบและร่วมตัดสินด้วยดังสมการความคิดโกงที่กลายเป็นความร่ำรวยดังต่อไปนี้

ตัวแทนเชิด + กองทุนลับ + ข้อมูลภายใน + ยักยอกอำนาจรัฐ = ความร่ำรวยของทักษิณ

ทักษิณเป็นนักเชิดหุ่นที่มีหุ่นหลายตัวเต็มไม้เต็มมือไปหมด
1-หุ้นชินคอร์ป 49.6% ทักษิณเชิดหุ่นบริษัทแอมเพิลริช 11.2%, พานทองแท้ 10.49%, พินทองทา 15%, บรรณพจน์ 12.7% และยิ่งลักษณ์ 0.7% แก้ไขกฎหมายโทรคมนาคมให้ต่างด้าวแล้วจึงรวมหุ้นขายให้ทุนสิงคโปร์ 7.3 หมื่นล้านในที่สุดและไม่เสียภาษีโดยคนเซ็นโอนหุ้นโยกย้ายหุ้นชินฯของแอมเพิลริชชื่อทักษิณ ชินวัตร
2-หุ้นเอสซี แอสเสท ที่มีบริษัทวินมาร์คเป็นผู้ถือหุ้นร่วมกับนางสาวพินทองทา แต่ดีเอสไอก็ตามค้นจนได้หลักฐานจากธนาคารว่าผู้มีอำนาจลงนามในวินมาร์คก็คือทักษิณ ชินวัตร อีกเช่นกัน
3-ใช้ชื่อโอ๊คเอาเงินปันผลชินฯไปช้อนหุ้นธนาคารทหารไทยและไอเอฟซีทีแล้วขายออกตัวได้กำไรส่งเงินคืนให้มารดา มารดาก็ซื้อตึกไอเอฟซีทีในราคาถูก นอกจากนี้บริษัทประไหมสุหรีของพจมาร (ชื่อประไหมสุหรีนี้แปลว่ามเหสีเอก!), บริษัท เอสซี แมนเนจเมนท์, บริษัท บีโอที อินเวสเมนต์, บริษัทยูเคสปอร์ตอินเวสท์เมนต์ที่ถือหุ้นแมนซิตีทั้งหมดนี้ล้วนเรียงรายอยู่ในเส้นทางฟอกเงินของทักษิณทั้งสิ้น
4-กองทุนลับ ทักษิณเอาเงินที่ได้จากการแอบขายบาทซื้อดอลลาร์เมื่อวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540, เงินที่แอบปั่นหุ้นหรือใช้ข้อมูลภายในเล่นหุ้นโดยผิดกฎหมายเป็นต้น เงินเหล่านี้ต้องถือครองโดยนิติบุคคลต่างประเทศและให้เล่นหุ้นหรือถือเงินไว้ในธนาคารสิงคโปร์เพื่อให้พ้นการตรวจสอบของกฎหมายไทย บริษัทวินมาร์คคือคำตอบ คำถามต่อมาคือเงินเพิ่มทุนหุ้นชินคอร์ป 2 พันล้านบาทซึ่งไม่มีที่มาที่ไป เงินซื้อหุ้นเอสซีแอสเสท 1.5 พันล้านบาทนอกจากจะซุกหุ้นชินคอร์ปวินมาร์คนำเงินลับมาซื้อหุ้นกลุ่มบริษัทบริษัท เอสซี แอสเสท กับบริษัทในกลุ่มอีก 4 บริษัทไป
5-หุ้นชินทักษิณให้แอมเพิลริชถือไว้ให้ โดยมีการตรวจสอบพบว่าคนคนหนึ่งถือหุ้นชินเพิ่มขึ้นถึงเกณฑ์ 5% ซึ่งก็คงจะเป็นตัวทักษิณนั่นเอง ทักษิณใช้เงินผ่านวินมาร์คเล่นหุ้นชินในตลาดและมีการใช้ข้อมูลภายในในการซื้อขายต่อไปอีกจนมีการซื้อขายฟันกำไรโดยมิชอบไปกว่า 400 ล้านในที่สุด ตรงจุดนี้ก็น่าเสียดายที่ก.ล.ต.ไทยไม่ใช้ความสัมพันธ์ตามข้อตกลงกับก.ล.ต.สิงคโปร์ให้ช่วยตรวจสอบว่าบุคคลนี้คือใคร? ใช่ทักษิณหรือไม่

ทักษิณเกิดมาโกงมหาชนโดยเฉพาะทั้งบริษัทมหาชนและรัฐของมหาชน ในยามที่ยังไม่ถืออำนาจรัฐความเสียหายจะไม่มาก แต่เมื่อเขาครองตำแหน่งนายกรัฐมนตรีมือหนึ่งก็ถืออำนาจเหนือหน่วยงานรัฐทั้งปวง อีกมือหนึ่งก็เชิดหุ่นเป็นสิบๆ ตัวพร้อมกองทุนลับนับพันล้านแล้วเมื่อนั้นหายนะของชาติก็มาถึง การถือประโยชน์ทับซ้อนโดยในด้านหนึ่งนั้นทักษิณต้องควบคุมดูแลสัมปทานชินคอร์ปให้ซื่อตรงต่อมหาชนหรือประโยชน์สาธารณะในขณะเดียวกันก็ต้องการหาประโยชน์จากธุรกิจชินคอร์ปให้มากเข้าไว้

การใช้อำนาจรัฐเอื้อประโยชน์ต่อธุรกิจของทักษิณที่เกิดขึ้นใน 6 ปีที่ผ่านมาและเขาพยายามดันทุรังยังไม่ยอมให้ผ่านไป ถ้าเอไอเอสได้ 1 บาททักษิณจะได้ 1 สลึง ทักษิณระดมทุนชาวบ้านมาขุนเอไอเอสของตนเองให้อ้วนท้วนแล้วคอยหาจังหวะขายฟันกำไรเข้ากระเป๋าเป็นหมื่นๆ ล้านจนได้ ทักษิณยักยอกอำนาจรัฐไปเลี้ยงชินคอร์ปจนอ้วนท้วนด้วยยุทธศาสตร์ผูกขาด 4 ขนานคือแทรกซึม เอาเปรียบ สกัดกั้น แล้วทำลาย อำนาจรัฐจึงเป็นปัจจัยสำคัญยิ่งที่จะเกื้อหนุนหรือทำลายอำนาจเหนือตลาดของเอไอเอสที่ยึดครองมาตลอด การปล่อยให้หัวหน้าชินคอร์ปขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีจึงมีค่าเท่ากับยกหน่วยงานของรัฐ ทั้ง กสท, ทศท. และกระทรวงไอซีทีให้กลายมาเป็นแผนกการตลาดภาครัฐของชินคอร์ปเลยทีเดียว ผู้บริหารหน่วยงานรัฐทำงานให้แผนกนี้ได้ดิบได้ดีเกษียณแล้วก็ไปนั่งเป็นผู้บริหารเอไอเอสกับผู้บริหารยูคอมของเจ๊แดง มีการลดค่าสัมปทานโทรศัพท์เคลื่อนที่ในระบบเติมเงินล่วงหน้าจึงเป็นเรื่องที่ทำให้เอไอเอสได้ 2 เด้งคือคงความได้เปรียบอันไม่เป็นธรรมที่มีเหนือดีแทคไว้ได้เหมือนเดิม การแข่งขันที่แท้จริงจึงไม่เกิดขึ้น เด้งที่ 2 คือด้วยตลาดมือถือแบบเติมเงินที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว หมอเลี๊ยบทำการแปลงค่าสัมปทานเป็นภาษีสรรพสามิตที่คิดขึ้นมาเพื่อทำลายระบบโทรคมนาคมเสรีเป็นสำคัญ หากปล่อยให้ผู้ประกอบการรายใหม่เข้ามาแข่งขันโดยแบกรับเฉพาะค่าธรรมเนียมราคาถูก (5%) ไม่ต้องแบกค่าสัมปทาน 20% เหมือนเอไอเอสแล้วบริษัทเหล่านี้จะตีตลาดเขาได้อย่างถนัดมือและยังเป็นการตัดรายได้ของกสทและทศท.ที่จะไปเข้ากระเป๋ารัฐโดยตรงอีก

ที่สุดเทมาเส็กเข้ามาจับมือร่วมลงทุนในไทยแลนด์อิงก์ของทักษิณและมีเงินจากกองทุนลับของทักษิณปนอยู่ในบริษัทกุหลาบแก้วด้วย สิงคโปร์จะโง่เข้ามาฮุบกิจการในไทยโดยไม่มีนายกรัฐมนตรีร่วมให้ความคุ้มครองอยู่ด้วยนั้นคงเป็นไปไม่ได้แน่ จากหนังสือแจกฟรีที่ประเทืองปัญญาชื่อ “ทักษิณ...Who are you?” รวบรวมกรณีทักษิณโดย Thanksin watch กลุ่มคนที่ประกาศไม่ยอมอยู่ในสวนสัตว์ของใครทั้งสิ้นโดยเฉพาะไม่ยอมเป็นสัตว์ในกรงทักษิณ หนังสือเล่มเล็กๆ เล่มนี้เขียนง่ายเข้าใจเร็วนำเสนอเพื่อการเรียนรู้ของคนไทยโดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่ยังรู้จักถูก-ผิดเท่านั้น

ทักษิณ ชินวัตรเกิดวันที่ 26 กรกฎาคม 2492 ที่อำเภอสันกำแพง จ.เชียงใหม่เป็นลูกคนหัวปีของครอบครัวพ่อค้าท้องถิ่นที่ขยับขยายไต่เต้าขึ้นมาเป็นนักธุรกิจบันเทิงและนักการเมืองในที่สุดนามของบิดาคือ เลิศ และมารดาคือ ยินดี โดยมีพี่น้องคลานตามกันมาอีก 8 คน ประวัติทักษิณ อ่านต่อได้ที่นี่ ไม่แปลกที่คุณทักษิณจะรวยเป็นมหาเศรษฐีได้ อ่านต่อได้ที่นี่ เศรษฐีหมื่นล้าน อ่านต่อได้ที่นี่ ก่อนจะถวายฎีกาก่อนจะจัดงานวันเกิดอันยิ่งใหญ่ปรากฏว่าเมื่อวันที่ 20 ที่ผ่านเวลา 15.15 น. ดีเจคลื่น 95.25 เอฟเอ็มได้ประกาศเชิญชวนให้พี่น้องเสื้อแดงอวยพรวันเกิดให้นายใหญ่ผ่านทางโฟนอินโดยใช้คำว่า “เนื่องในโอกาสครบรอบ 60 พรรษา” ดีเจไม่มีร้องอุ๊ย หรือโอ๊ย หรือขอโทษว่าพูดผิดไป แต่เขาพูดคำนี้ซ้ำๆเหมือนย้ำว่าถูกแล้ว ทักษิณอาจไม่ต้องเผชิญชะตาไม่ต้องสูญเสียทรัพย์สินลูกเมียและชื่อเสียงเพียงแค่ทักษิณรู้จักคำว่าพอเพียง ซื่อสัตย์และกตัญญู

“พี่ทักษิณตั้งใจรับใช้ชาติทำการเมืองเต็มที่ในฐานะน้องก็ให้กำลังใจเสมอ แม้ไม่เคยสนใจเข้าสู่การเมืองเลยก็ตามแต่วันนี้ครอบครัวประสบปัญหาไม่ได้รับความเป็นธรรม ก็อดห่วงใยพี่ชายไม่ได้ แต่ไม่ย่อท้อเพราะรู้ว่าพี่ชายตั้งใจรับใช้ชาติ สักวันหนึ่งต้องมีคนเห็นใจและเข้าใจ แม้ว่าจะนานแค่ไหนก็ตาม เป็นเวลา 3 ปีแล้วที่ครอบครัวไม่ได้เจอกันพร้อมหน้าพร้อมตาและอบอุ่นเหมือนเคย แต่เราจะอดทนและให้กำลังใจเสมอ ในวันที่ 26 ก.ค.นี้จะเป็นวันเกิดพี่ทักษิณ หวังว่าหลังจากนี้จะมีสิ่งดีๆ เข้ามาในชีวิตพี่บ้าง” ไม่น่าเชื่อว่าคนอายุจะ 50 อย่างยิ่งลักษณ์นั้นไม่สามารถ ไม่รู้ ไม่มีความคิดได้เพียงนี้เกือบ 10 ปีที่ผ่านมานี้ยิ่งลักษณ์ไปอยู่เสียที่ไหนมา อีกคนหนึ่งก็จักรภพ อีเพ็ญผู้มีทัศนคติอันตรายสร้างความเชื่อแปลกๆจากบทความที่ลากโยงเข้าสู่การว่ายน้ำข้ามทะเลแทนที่จะบอกให้อดทนว่ายน้ำให้ถึงฝั่งกลับแนะให้คอยวันที่น้ำทะเลเหือด "หากรู้สึกว่าถ้าคุณทักษิณว่ายน้ำข้ามทะเลไม่ไหว ก็อย่าถอดใจปล่อยตัวให้จมน้ำเพราะวันหนึ่งน้ำทะเลก็แห้งได้เหมือนกัน”

ในสายตาของทักษิณยังมองเก้าอี้นายกฯ ซึ่งเป็นผู้นำสูงสุดในการบริหารราชการบ้านเมืองของประเทศเป็นสิ่งที่อยู่ในกำมือที่จะยกให้กับใครก็ได้ที่อยู่ในคอนโทรล แล้วประเทศชาติในสายตาเขาเล่า จะมองอย่างไร งานคล้ายวันเกิด 60 พรรษาของเจ้ามูลแม้วที่วัดแก้วฟ้าเป็นการนำไปสู่การรวบรวมรายชื่อ 1 ล้านคนเพื่อถวายฎีกา แก้กรรมที่สิ่งที่ทักษิณกำลังประสบอยู่นี้น่าจะเป็นจากกรรมเกิดขึ้นในชาตินี้และเป็นกรรมออนไลน์ที่สามารถติดตามตัวไปได้ทุกหนแห่งแม้กระทั่งข้ามน้ำข้ามทะเลไปถึงเมืองดูไบได้ จะมีบิ๊กเซอร์ไพรส์โลกเห็นแล้วต้องตะลึง สร้างความแตกแยกในวงการสงฆ์สายธรรมยุตกับมหานิกายอีกคำรบหนึ่งภายหลังจากที่ได้ตั้งสมเด็จพระพุฒาจารย์ เจ้าอาวาสวัดสระเกศเป็นพระสังฆราชองค์ใหม่มาแล้ว

ทางพระครูปลัดไพศาล กิตฺติภทฺโทเจ้าอาวาสวัดแก้วฟ้าได้กล่าวถึงพิธีหงายบาตร-ตัดกรรมที่จะมีขึ้นเป็นการจัดงานตามปกติไม่มีอะไรพิเศษ เป็นพิธีซึ่งจัดเป็นประจำเพียงแต่ในครั้งนี้จะทำพิธิ “หงายบาตร-ตัดกรรม” ให้ทักษิณ พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธีผู้ก่อตั้งสถาบันวิมุตตยาลัยและพระนักเทศน์ชื่อดังได้อธิบายเรื่องการคว่ำบาตร-หงายบาตรตามหลักวิชาการว่าการคว่ำบาตรเป็นมาตรการหนึ่งของคณะสงฆ์ที่ใช้กับคฤหัสถ์ที่มุ่งติเตียนว่าร้ายภิกษุสงฆ์ด้วยจิตไม่ดี วิธีการคว่ำบาตรก็คือคณะสงฆ์จะไม่คบค้าสมาคมคฤหัสถ์ผู้นั้น ไม่รับบาตรตลอดจนไม่รับกิจนิมนต์ การคว่ำบาตรไม่ใช่การกระทำเพื่อประสงค์ร้าย เตือนสติคนผู้นั้นให้สำนึกว่าทำไม่ถูกต้อง ซึ่งเมื่อหากคนผู้นั้นสำนึกผิดและรู้ว่าสิ่งที่ทำลงไปนั้นผิด ยอมรับผิดและขอโทษ ทางคณะสงฆ์ก็จะหงายบาตร คือกลับมาคบค้าสมาคม รับบาตร และรับกิจนิมนต์เหมือนเดิม การคว่ำบาตรนี้ เป็นประเด็นทางธรรม ไม่ใช่ประเด็นทางการเมือง ในขณะที่กลุ่มคนเสื้อแดงได้มาติดต่อขออนุญาตขอใช้สถานที่วัดใหญ่เพื่อจัดงานนั้นพระธรรมเสนานุวัตร เจ้าอาวาสวัดใหญ่พิษณุโลกและรองเจ้าคณะภาค 5 ฉันเพลที่ศาลาพิบูลธรรมเรียบร้อยแล้วจึงเทศน์ในตอนหนึ่งว่า “ขณะนี้บ้านเมืองแบ่งเป็นฝักเป็นฝ่าย ขาดความสามัคคี กลุ่มที่เรียกว่าเสื้อแดงจะมาขอวัดใหญ่จัดงาน แต่อาตมาไม่ต้องการให้สังคมแตกแยกไปกว่านี้ บ้านเมืองจะแย่อยู่แล้ว ทำอะไรให้ถึงนึกพ่อของแผ่นดินบ้าง อีกทั้งวัดใหญ่เป็นวัดอารามหลวง จัดงานเฉพาะงานพิธีสำคัญเท่านั้น ไม่สามารถจัดงานให้คนใดคนหนึ่ง อาตมาไม่อนุญาต”

ในวันเดียวกันนั้นเองก็จะมีขี้ข้า ทาสน้ำเงิน และคนเสื้อแดงหลายกลุ่มหลายก้อนกระจายตัวกันไปทำกิจกรรมบัดสีบัดเถลิงอ้างทักษิณในพื้นที่ต่างๆ กันทั่วประเทศ การจัดงานพวกนี้เป็นการยิงปืนนัดเดียวได้นก 3 ตัว คือ หนึ่ง สร้างแรงกดดันไปที่สถาบันเบื้องสูง สอง สร้างภาพลวงยุติการเคลื่อนไหวเพื่อความสมานฉันท์ และสาม ใช้ล้านรายชื่อเป็นฐานมวลชนเพื่อกระชับกำลังในการเปิดศึก