| ||||
|
เพื่อบรรลุถึงการปกป้องชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ด้วยการเผยแพร่ให้ความรู้ที่แท้จริงแก่ส่วนรวม
| ||||
|
|
|

การเร่งทำคลอดแผนลงทุนปิโตรเคมีเฟส 3 ในแบบพิกลพิการปั่นกระแสสร้างรายได้มหาศาลให้กลุ่มปตท.รับหลายต่อเป็นการเพิ่มมูลค่าก๊าซฯที่ปตท.ผูกขาดธุรกิจกินยาวตั้งกระทรวงพลังงานรวบแผนลงทุนปิโตรเคมีผนวกแผนพัฒนาพลังงานบวกเร่งแปรรูปปตท.อย่างยอกย้อนซ่อนกลทำให้รัฐวิสาหกิจผูกขาดด้านพลังงานของชาติกลายสภาพเป็นแหล่งขุมทรัพย์สูบกินไม่มีวันหมด การปั้นแผนลงทุนปิโตรเคมีระยะที่ 3 เพื่อกระตุ้นการลงทุนสร้างเม็ดเงินมหาศาลให้ประเทศชาติแต่แฝงเร้นไปด้วยผลประโยชน์ของคนเฉพาะกลุ่ม การบิดข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมเพื่อเอื้ออำนวยประโยชน์ต่อการลงทุนเท่านั้นเพราะข้อมูลที่ปรากฎในรายงานผลการศึกษาการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมสำหรับอุตสาหกรรมปิโตรเคมีระยะที่ 3 กลับสวนทางกับสภาพความเป็นจริงของพื้นที่อย่างสิ้นเชิง พื้นที่บริเวณมาบตาพุดและใกล้เคียงยังมีศักยภาพเพียงพอในการรองรับการปล่อยของเสียได้ตามผลศึกษาด้านสิ่งแวดล้อมประกอบการจัดทำแผนแม่บทปิโตรเคมี ระยะที่ 3 เป็นผลศึกษาที่เกิดขึ้นจากฝีมือของกระทรวงพลังงานเป็นเรื่องที่กลุ่มผู้ลงทุนหลักในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีปตท.อยากจะฟังและอยากให้เป็น
แม้ว่าช่วงที่โฆษิต ปั้นเปี่ยมรัษฏ์ทำงานอยู่สภาพัฒน์มาค่อนชีวิตจะได้ชื่อว่าเป็นนักพัฒนาเพื่อคนจน อดีตแทคโนแครตจากสภาพัฒน์คนนี้เมื่อได้มานั่งในตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมในคณะรัฐบาลทหารกลับผลักดันการลงทุนอุตสาหกรรมปิโตรเคมีให้เดินหน้าไม่หยุดยั้งและยังอาศัยตำแหน่งประธานคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติอนุมัติรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ซื้อเวลาเพื่อเดินหน้าขยายการลงทุนในมรดกบาปจากสมัยรัฐบาลทักษิณที่ได้รับการสานต่อจากรัฐบาลสมัยพลเอกสุรยุทธ์ กระทรวงพลังงานและกลุ่มผู้ลงทุนหลักก็ใช้วิธีลักไก่ขยายการลงทุนด้วยการสมยอมทั้งฝ่ายรัฐในขณะนั้นและเอกชนโดยไม่รอคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบด้วยและยังมีการแปลงแผนแม่บทเพื่อนำไปสู่แผนปฏิบัติ หลังจากกระทรวงพลังงานตรวจรับแผนแม่บทอุตสาหกรรมปิโตรเคมีระยะที่ 3 เมื่อเดือนมกราคม 2548 จนกระทั่งถึงบัดนี้ก็ยังไม่มีการนำแผนดังกล่าวเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเพื่อให้ความเห็นชอบแต่อย่างใด ทางสำนักงานนโยบายแผนสิ่งแวดล้อม (สผ.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเองก็อ้างเสมอว่าไม่สามารถระงับการพิจารณาอีไอเอได้เพราะตามกฎหมายเมื่อเอกชนเสนอเข้ามาก็ต้องตั้งคณะกรรมการผู้ชำนาญขึ้นมาพิจารณา และเสนอเรื่องเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติเพื่อพิจารณาอนุมัติ ดังนั้นแผนการลงทุนปิโตรเคมีระยะที่ 3 นี้ที่กำลังเดินหน้าต่อไปโดยไม่มีปัญหาทั้งการอนุมัติอีไอเอ อนุมัติส่งเสริมการลงทุน แถมยังมีการจัดตั้งมวลชนเพื่อสร้างความชอบธรรม
นโยบายพัฒนาอุตสาหกรรมปิโตรเคมีอย่างต่อเนื่องในพื้นที่ดังกล่าวจะก่อให้เกิดผลกระทบและความสูญเสียอย่างรุนแรงต่อทรัพยากรธรรมชาติ ชายฝั่งทะเล เกิดมลพิษที่ส่งผลให้เป็นอันตรายต่อสุขภาพของประชาชนโดยไม่ได้ตระหนักว่าประชาชนเป็นเจ้าของพื้นที่ เจ้าของทรัพยากรธรรมชาติและเป็นเจ้าของประเทศ การดำเนินนโยบายดังกล่าวขัดต่อมาตรา 67 ของรัฐธรรมนูญฯ 2550 และขัดต่อหลักการข้อ 10 ของปฏิญญาริโอว่าด้วยสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาที่ระบุว่าประชาชนต้องมีส่วนร่วมในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในทุกระดับซึ่งเป็นรากฐานของธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อม ห้วงเวลานั้นมีการสำรวจพบว่าการจัดทำแผนปฏิบัติการลดและขจัดมลพิษในพื้นที่จังหวัดระยอง พ.ศ. 2550-2554 นั้นมีประชาชนทราบข่าวสารและมีส่วนร่วมในการจัดทำแผนน้อยมาก ข้อมูลที่เผยแพร่นั้นก็ไม่น่าเชื่อถือ
ปัญหามลพิษท่วมมาบตาพุดฟ้องต่อสาธารณะอย่างชัดเจน หน่วยงานที่ควบคุมดูแลด้านมลพิษโดยตรงรายงานผลการศึกษาและผลการศึกษาของนักวิชาการ องค์กรอิสระอื่นๆ ต่างชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า ปัญหามลพิษในพื้นที่มาบตาพุดและใกล้เคียงมีแนวโน้มรุนแรงมากขึ้นจนอาจเป็นอันตรายต่อสุขอนามัยของประชาชน ส่งผลให้เกิดการสร้างเครือข่ายประชาชนที่ได้รับผลกระทบมีความเข้มแข็งขึ้น ประชาชนลุกฮือคัดค้านยืดเยื้อและคงสภาพอยู่ได้ยาวนาน พึ่งพิงกระบวนการยุติธรรมที่ดำเนินไปท่ามกลางเสียงร่ำร้องคร่ำครวญจากผู้สูญเสียญาติสนิทมิตรสหายที่เจ็บป่วยและตายไปด้วยโรคจากมลพิษ แม้จะมีเสียงคัดค้านจากชุมชนในพื้นที่ดังกรณีของนิคมฯเอเชียแต่ก็ไม่เป็นผลเพราะท้องถิ่นไม่ใช่ผู้ตัดสินใจ แต่เป็นคณะกรรมการผังเมืองซึ่งถูกตั้งคำถามเรื่องที่มาและองค์ประกอบของคณะกรรมการ
สภาทนายความแห่งประเทศไทยได้รับมอบอำนาจจากสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อนกับพวกให้ยื่นฟ้องเลขาธิการสผ., คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ, รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม, รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน, รัฐมนนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยกระทำการไม่ถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ถูกต้องตามรูปแบบขั้นตอนหรือวิธีการอันเป็นสาระสำคัญที่รัฐธรรมนูญฯ 2550 มาตรา 67 และ พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ 2550 กำหนดไว้ ทำให้ได้รับความเดือดร้อน เสียหายหรืออาจเดือดร้อนเสียหายโดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้ พวกเขาสามารถอนุมัติอีไอเอสัปดาห์ละโครงการโดยสะดวกไม่ติดขัดปัญหาอะไรทั้งๆที่มีรายละเอียดโครงการละกว่า 1,000 หน้ากระดาษ โครงการดังกล่าวอาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง ด้วยปรากฏว่ามีข้อมูลการศึกษาวิจัยจากหลายหน่วยงาน หลายองค์กรทั้งภาครัฐ เอกชน และสถาบันการศึกษา นักวิชาการอิสระ ยืนยันสอดคล้องกันว่า โครงการที่เป็นปัจจัยหลักในการแพร่กระจายมลพิษส่งผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม เป็นโครงการในพื้นที่ทั้งในและนอกนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด, นิคมฯ บ้านฉาง, นิคมฯเอเชีย, นิคมฯเหมราชตะวันออก, นิคมฯผาแดง และนิคมฯอาร์ไอแอล สภาทนายความฯได้ขอให้ศาลสั่งเพิกถอนอีไอเอให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 เพิกถอนรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3, 4, 5 เพิกถอนใบอนุญาตรวมทั้งระงับการดำเนินกิจกรรมใดๆ เฉพาะเครือปตท.เจ้าเดียวนำโด่งถึง 8 โครงการ
การเคลื่อนไหวของเครือข่ายประชาชนภาคตะวันออกเพื่อให้หยุดการขยายการลงทุนอุตสาหกรรมปิโตรเคมี และขอให้ระงับการพิจารณาอีไอเอไว้ก่อนเพื่อแก้ไขปัญหามีมาอย่างต่อเนื่องในช่วง 2 – 3 ปีที่ผ่านมา เพราะปัญหามลพิษที่รุนแรงขึ้นในทุกด้าน ส่งผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมในวงกว้าง แต่ข้อเรียกร้องของภาคประชาชนกลับไม่ได้รับการตอบสนอง แต่ในที่สุดก็ต้องมาหยุดชะงักเมื่อกระบวนการพิจารณาคดีในศาลปกครองระยอง เปิดเผยให้เห็นความจริงว่าหน่วยงานรัฐละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ และมีผลประโยชน์ทับซ้อน เมื่อมือข้างหนึ่งเป็นผู้จัดทำแผนแต่มืออีกข้างหนึ่งก็รับแผนมาผลิตให้ได้ตามแผนโดยที่สองมือนี้เป็นของคนคนเดียวกันปัญหาก็เกิดขึ้นกับแผนพลังงานของประเทศโดยไม่ต้องสงสัย
ทุกสิ่งอย่างที่เกิดขึ้นสะท้อนพฤติกรรมหน่วยงานที่รับผิดชอบเรื่องนี้ว่าชอบทำตัวเป็นคุณพ่อรู้ดีกำหนด ตัดสินใจ และผลักดันทุกอย่างให้เดินหน้าไป จากนั้นก็ทำทีเรียกประชาชนมารับฟังสิ่งที่ตนกำหนดไปแล้วเพื่อที่จะสรุปว่าทุกฝ่ายเห็นดีเห็นงามด้วยแค่เป็นพิธี เป็นพื้นฐานของผู้คนในหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยเฉพาะคนจากหน่วยงานวางแผนการพัฒนาของประเทศอย่างเช่นสภาพัฒน์ บทเรียนความผิดพลาดที่ผ่านมาถึงเวลาต้องทบทวนแก้ไขไม่ใช่ปล่อยให้พื้นที่แห่งนี้เป็นสวรรค์ของนักลงทุนแต่เป็นขุมนรกสำหรับประชาชน
จากประกาศให้พื้นที่มาบตาพุดเป็นเขตควบคุมมลพิษส่งผลกระทบทำให้ปตท.ต้องประสบปัญหา ต่อการลงทุนทันทีกว่า 2.8 แสนล้านบาทจากเม็ดเงินลงทุนรวมทั้งสิ้นกว่า 4 แสนล้านบาทเป็นผลพวงมาจากความย่ามใจในอำนาจและอิทธิพลของฝ่ายรัฐและเอกชนที่มักพากันอาศัยช่องโหว่และละเมิดกฎหมายกันเสียเองจนเคยชิน โฆษิต ปั้นเปี่ยมรัษฏ์ต้องหารือกับประเสริฐ บุญสัมพันธ์กรรมการผู้จัดการใหญ่เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2550 เพื่อย้ายโครงการปิโตรเคมีระยะที่ 3 จากที่มาบตาพุดแค่ต่อยอดก็มีอันต้องย้ายไปยังพื้นที่ชายฝั่งภาคใต้แทน
นอกจากนี้จากรายงานประจำปี 2551 ของบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) พบว่าในปี 2551 ปตท.ต้องจ่ายค่า “ไม่ซื้อก็ต้องจ่าย” ก๊าซจากโครงการไทย-มาเลเซีย (ซึ่งเป็นโครงการสร้างความขัดแย้งมาตั้งแต่รัฐบาลชวน หลีกภัย และทักษิณจนถึงปัจจุบัน) และจากโครงการท่อก๊าซไทย-พม่า (ที่คาราคาซังกันกันมาตั้งแต่ปี 2541) เงินจำนวนนี้ก็ค่อยๆ ลดลงเมื่อมีการใช้มากกว่าจำนวนที่ได้ระบุไว้ในสัญญาก็ยังเรียกคืนได้ไม่หมด อาการแบบนี้เกิดจากการทำสัญญาการซื้อขายก๊าซระหว่างผู้ผลิต (ผู้ขุดในทะเล) กับผู้ซื้อมาขายต่อบังคับไว้ล่วงหน้าว่าในแต่ละปีผู้ซื้อจะต้องซื้อก๊าซจำนวนเท่าใด ถ้าหากผู้ซื้อมีความจำเป็นที่ไม่สามารถรับซื้อได้ครบตามสัญญาผู้ซื้อก็ต้องจ่ายเงินให้ครบตามจำนวนที่ได้ระบุไว้ เมื่อใดก็ตามที่ผู้ซื้อมีความจำเป็นมากขึ้น (เกินกว่าที่ระบุในสัญญา) ส่วนที่เกินก็ไม่ต้องจ่ายเงินเพิ่มเพราะถือว่าได้จ่ายไปแล้ว เรียกเงินค่าใช้จ่ายนี้ให้ฟังดูดีว่า “เงินจ่ายล่วงหน้าซื้อก๊าซ” ค่าดอกเบี้ยและค่าเสียโอกาสเป็นสิ่งที่เราต้องเสียไปไม่ใช่น้อยเลยเมื่อเทียบกับกำไรหลังการแปรรูปปีละ 1 แสนล้านบาทของปตท.ทั้งหมด
โครงการท่อส่งก๊าซและโรงแยกก๊าซไทย-มาเลเซียได้รับการคัดค้านทั้งจากชาวบ้านในพื้นที่ กรรมาธิการสิ่งแวดล้อมของวุฒิสภา นักวิชาการกว่า 1,300 คนทั่วประเทศ ขณะเดียวกันผู้คัดค้านบางส่วนก็ได้รับการประณามจากสื่อมวลชนบางส่วนและสังคมว่า “ผู้คัดค้านเป็นพวกขัดขวางการพัฒนา พวกรับเงินต่างชาติ” สิ่งที่นักวิชาการฝ่ายคัดค้านได้เตือนไว้สำหรับโครงการท่อส่งก๊าซไทย-พม่าและไทย-มาเลเซียก็เป็นจริงตามที่กล่าวแล้ว ตลอดเวลาสังคมไทยถูกทำให้เชื่อโดยเจ้าของโครงการและหน่วยงานของรัฐว่าโครงการท่อก๊าซและโรงแยกก๊าซไทย-มาเลเซียเป็นการนำก๊าซในพื้นที่ทับซ้อนระหว่างสองประเทศมาใช้ประโยชน์ในการพัฒนาประเทศและพัฒนาภาคใต้โดยมีการลงทุนกันฝ่ายละครึ่งและใช้ประโยชน์กันฝ่ายละครึ่งแต่ในความเป็นจริงหาได้เป็นเช่นนั้นไม่ ความจริงเอาก๊าซในทะเลที่เป็นส่วนของไทยให้นำไปใช้ที่มาบตาพุด ส่วนก๊าซของมาเลเซียให้นำมาแยกที่ประเทศไทยแล้วนำไปใช้ที่มาเลเซียผ่านแผ่นดินประเทศไทย นอกจากนั้นยังมีการมีการอ้างกันว่าก๊าซของไทยส่วนหนึ่งถูกนำมาใช้ที่โรงไฟฟ้าสงขลา แผนสร้างโรงไฟฟ้าที่ร่างมาทีหลังนั้นมีผลกระทบตามมาอีก ทั้งๆที่ในแผนเดิมในขณะที่มีการดำเนินการสร้างท่อก๊าซนั้นไม่ได้พูดถึงโรงงานแต่ประการใด ก๊าซที่นำมาใช้กับโรงไฟฟ้าเป็นก๊าซของไทยที่ไม่ได้ผ่านโรงแยกก๊าซแต่ต่อท่อตรงมาจากแหล่งในทะเลไม่ใช่ท่อที่ผ่านไปมาเลเซียอีกด้วย
สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) เปิดเผยภายหลังประชุมร่วมกับผู้ค้าน้ำมันว่าสนพ.ได้กำชับให้ผู้ค้าน้ำมันทุกรายปรับลดราคาให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงเพราะขณะนี้ค่าการตลาดอยู่ในเกณฑ์สูงซึ่งจากการหารือผู้ค้าน้ำมันยืนยันว่าที่ผ่านมาได้ดูแลผู้บริโภคและสถานีบริการให้อยู่ได้ในระยะยาวควบคู่กันไปในสถานการณ์ราคาที่ผันผวน ในกรณีที่ราคาน้ำมันโลกลดลงผู้ค้าน้ำมันก็ไม่สามารถปรับลดทุกวันได้เพราะจะกระทบกับผู้ประกอบการได้เนื่องจากสถานีบริการขาดทุนและในสถานีบริการพื้นที่ห่างไกลจะไม่กล้าซื้อน้ำมันไปขายหากสะสมไว้เพื่อขายในปริมาณมาก แต่สามารถจะขึ้นทุกวันเว้นวันได้ตราบเท่าที่ตนต้องการ ทุกวันนี้สถานีบริการหลายแห่งได้ชะลอการขายลงหรือปิดตัวไปมากต่อมาก ปตท.เตรียมทบทวนนโยบายส่งเสริมการใช้พลังงานทางเลือกโดยเฉพาะน้ำมันแก๊สโซฮอล์เนื่องจากมีภาระต้นทุนสูงไม่คุ้มค่าการลงทุนขณะที่ปัจจุบันยังมีความต้องการใช้เบนซินอยู่มากเพราะมีราคาต่ำ และแนวโน้มราคายังคงลดลงต่อเนื่อง หากรัฐบาลต้องการส่งเสริมพลังงานทางเลือกหรือพลังงานทดแทนก็ต้องประกาศยกเลิกขายเบนซิน 91 หรือเบนซิน 95 ออกมาให้ชัดเจนเพื่อให้ผู้ค้าน้ำมันสามารถวางแผนการตลาดได้ง่ายขึ้น
หน่วยงานที่รับผิดชอบในเรื่องพลังงานนี้ได้มีการประชุมหารือร่วมกับผู้ค้าน้ำมันในเรื่องทิศทางการค้าน้ำมันเพราะในขณะนี้มีน้ำมันหลากหลายชนิดในขณะที่มีข้อจำกัดเรื่องหัวจ่ายโดยจะขอให้มีการจำหน่ายแก๊สโซฮอล์เพิ่มขึ้นโดยเฉพาะแก๊สโซฮอล์ 91 อี 20 และอี 85 แต่เมื่อดูแนวโน้มแล้วคาดว่าในที่สุดเบนซิน 91 และ 95 คงจะหายไปจากตลาดตามกลไกด้านราคาและค่าการตลาดที่เปลี่ยนแปลงไป ผู้ค้าน้ำมันข้ามชาติหลายรายได้ลดการจำหน่ายเบนซิน 91 และหันมาจำหน่ายเบนซิน 95 แทนเพราะได้ค่าการตลาดที่สูง แต่เชื่อได้ว่าในล่าสุดคงจะมีการประกาศยกเลิกการจำหน่ายทั้งเบนซิน 91 และเบนซิน 95 ทุกวันนี้ทั้งปตท.-บางจากฯ ผลัดกันนำร่องประกาศปรับขึ้นราคาขายปลีกน้ำมันเป็นว่าเล่น แต่ราคาขายปลีกน้ำมันไม่ค่อยจะได้ถูกประกาศปรับลงสักเท่าไรนัก
ณ วันนี้เค้าลางที่คนไทยจะต้องลำบากต่อไปกับราคาพลังงานที่แพงขึ้นกำลังชัดขึ้นเพราะไม่ว่าจะเป็นก๊าซ แอลพีจี เอ็นจีวีและแม้แต่อี 85 ก็กำลังถูกครอบงำด้วยกลุ่มทุนที่มีรากฐานมาจากธุรกิจที่ต้องการกำไรเป็นที่ตั้งทั้งสิ้นและที่สำคัญคือการผูกขาดโดยปตท. กลุ่มทุนฮุบ E85-แอลพีจี-NGV ไม่ว่าจะเป็น E20 หรือ E85 คือหนทางทำให้คนไทยได้ใช้น้ำมันถูกลงเพราะมันเป็นน้ำมันแก๊สโซฮอล์ที่นำเอทานอลมาผสมน้ำมันเบนซินซึ่งเอทานอลมาจากพืชและมันสำปะหลัง แต่กระนั้นโรงงานเอทานอลขนาดใหญ่ล้วนมาจากทุนระดับบิ๊กไม่ว่าจะเป็นของค่ายเบียร์ช้างที่เปิดเผยตัวชัดเจนและยังมีเครือข่ายที่ไม่เปิดเผยตัวชัดเจนทั้งกลุ่มเบียร์สิงห์ กลุ่มคอมลิงค์ ตัวแทนและกลุ่มของ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุลอดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยจนมาถึงกลุ่มเทมาเส็กที่ยอมจ่ายเงินให้ทักษิณ 73,000 ล้านบาท เพื่อซื้อหุ้นชินคอร์ป
เช่นเดียวกับธุรกิจก๊าซที่ต้องยกให้ว่าเป็นลับ-ลวง-พรางฉบับปตท.และเครือข่ายทักษิณที่แนบเนียน เพราะผู้เล่นในตลาดก๊าซแอลพีจีที่รับช่วงจากปตท.ไม่ว่าจะเป็นสยามแก๊สหรือเวิลด์แก๊สล้วนก๊วนเดียวกัน สยามแก๊สหรือสยามแก๊สแอนด์ปิโตรเคมีคัลส์ที่กำลังเข้าตลาดหุ้นในเร็ววันก็พบชื่อพลเอกชัยสิทธิ์ ชินวัตรอดีตผู้บัญชาการทหารบกลูกพี่ลูกน้องของอดีตนายกฯทักษิณเป็นประธานกรรมการ ส่วนเวิลด์แก๊สนั้นถือหุ้นเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์โดยปิคนิคคอร์ปอเรชั่นที่รุ่งเรืองจากธุรกิจก๊าซและถังก๊าซจนเข้าตลาดหุ้นได้ในช่วงรัฐบาลทักษิณมีผู้ถือหุ้นใหญ่คือคนในตระกูลลาภวิสุทธิสินอดีตนายทุนของพรรคไทยรักไทย
นี่คือเครือข่ายที่น่าสะพรึงกลัวเพราะก่อนแปรรูปปตท.รัฐบาลใช้นโยบายตรึงราคาก๊าซหุงต้มขายถังละ 160 บาทหลังเข้าตลาดฯ ราคาเพิ่มมาเป็นถังละ 290-300 บาทจึงไม่แปลกหากปตท.จะเดินหน้าแยกแอลพีจีเป็น 2 ราคาเพราะบรรดาโบรกเกอร์ทั้งหลายต่างวิเคราะห์หุ้นปตท.ว่า ราคาต่ำของแอลพีจีเป็นปัจจัยกดดันปตท.ในเชิงสร้างกำไร เนื่องจากปัจจุบันรัฐมีการควบคุมราคาขายแอลพีจีในประเทศ 315 เหรียญต่อตันขณะที่ราคาส่งออกในตลาดโลกสูงถึง 800 - 900 เหรียญต่อตันซึ่งเมื่อปีที่แล้ว 2550ปตท.มียอดส่งออกแอลพีจี8.9 พันบาร์เรลต่อวัน ลดลงจากปี 2549 ถึง -51.8 เปอร์เซ็นต์เพราะมีการใช้ภายในประเทศเพิ่มขึ้น

นี่จึงเป็นนัยสำคัญว่าทำไมจึงต้องดันราคาแอลพีจีในประเทศให้สูงโดยตั้งราคา 2 มาตรฐานเพื่อตรึงราคาภาคครัวเรือนเพื่อรักษาความนิยมของรัฐบาลต่อไปขณะที่ลอยตัวราคาภาคขนส่งและอุตสาหกรรมจะช่วยลด Demand ของแอลพีจีในตลาดรถเพื่อให้ปริมาณแอลพีจีเหลือมากพอให้ปตท.ส่งออกทำกำไรได้มากยิ่งขึ้นกว่าเงินที่ได้รับจากการชดเชยกองทุนน้ำมันและยังเป็นเครื่องมือช่วยปตท.ครองตลาดก๊าซเพื่อยานยนต์ด้วย NGV แต่เพียงผู้เดียวไม่ต่างจากการ“ยิงกระสุนนัดเดียวได้นกสองตัว” ตราบเท่าที่ปตท.ยังสามารถซื้อสื่อและสร้างภาพด้วยงบโฆษณาพีอาร์และซีเอสอาร์ปีหนึ่งหลักพันล้านบาทผนวกเข้ากับเชื้อทักษิณและการผูกขาดของปตท.และกลุ่มทุนที่เหนียวแน่น คนไทยคงต้องลำบากกับน้ำมันและก๊าซที่ถูกปั่นราคาไปอีกนาน
ไทยสามารถผลิตก๊าซแอลพีจีได้ถึงปีละ 4.05 ล้านตันซึ่งแบ่งได้เป็นการใช้ของภาคครัวเรือนและยานยนต์ประมาณปีละ 2.66 ล้านตันและลดการใช้ลงทุกปีแปลว่ามีแอลพีจีเหลือเฟือสำหรับการใช้ในครัวเรือนของไทย ในขณะที่ในครัวเรือนลดการใช้ก๊าซแอลพีจีลงทุกปีแต่ในอุตสาหกรรมปิโตรฯกลับมียอดการใช้พุ่งสูงขึ้นมหาศาลมีอัตราส่วนในการใช้แอลพีจีในประเทศสูงถึง 40.3 % สูงเกือบครึ่งหนึ่งของทั้งหมดที่มีแปลว่าที่แอลพีจีขาดแคลนในปีที่แล้วส่วนหนึ่งก็มาจากกลุ่มอุตสาหกรรมและปิโตรเคมีที่ส่วนใหญ่เป็นบริษัทลูกของเครือปตท.เอง เมื่อปตท.รู้ว่าก๊าซธรรมชาติมีเพียงพอแต่ไม่ยอมสร้างโรงแยกก๊าซเพิ่มนั่นเป็นสาเหตุให้ก๊าซขาดแคลน ปตท.กลับจะโยนภาระให้ประชาชนต้องรับในส่วนต่างด้านราคาพร้อมอ้างว่านำเข้า 10% ปีก่อนๆด้วยยอดที่สูงถึง 8,020 ล้าน เหตุผลทุกครั้งที่ปตท.อ้างในการขอขึ้นคือไทยต้องนำเข้าก๊าซแอลพีจีจากต่างประเทศและราคาในตลาดโลกก็สูงขึ้นแต่คนไทยยังใช้ในราคาที่ต่ำกว่าความเป็นจริง ปตท.แอบอ้างเสมอๆว่าเป็นผู้แบกรับสำรองเงินจ่ายไปก่อน เวลานี้ปตท.พยายามกระทุ้งรัฐขอขึ้นราคาก๊าซแอลพีจีแต่รัฐเกรงกระทบกับประชาชนดังนั้นรัฐจึงต้องใช้กองทุนฯ เข้ามาอุ้มราคาก๊าซแทนหรือออกนโยบายให้ชะลอการขึ้นราคาก๊าซหุงต้มเพื่อแบ่งเบาภาระค่าครองชีพประชาชน รัฐบาลเองก็ยอมรับโครงสร้างราคาถูกบิดเบือนโดยปตท.มาตลอดหลังถูกรัฐบาลทักษิณจับแปรรูปเข้าตลาดหุ้นเพราะถูกมองว่าเป็นธุรกิจผูกขาดสามารถสร้างผลกำไรที่งดงาม แต่ถ้ารัฐบาลใช้วิธีให้กองทุนน้ำมันฯเข้าไปอุดหนุนต่อก็สามารถทำได้เหมือนในอดีตจนเป็นหนี้ 8-9 หมื่นล้านบาทสุดท้ายก็ไม่ไหวจึงควรพิจารณาโครงสร้างราคาให้เหมาะสมมากกว่า ปตท.สมอ้างว่าถ้าราคาก๊าซหุงต้มต่ำเกินไปคนจะใช้มากขึ้นโดยปตท.จะอุดหนุนภาระส่วนต่างการนำเข้าก๊าซหุงต้มแค่ 10,000 ล้านบาท มากกว่านี้ให้เป็นภาระของรัฐปตท.จะต้องดูแลผู้ถือหุ้นในโครงสร้างราคาที่ผ่านมาผิดเพี้ยนไปมาก แม้ว่าในความเป็นจริงก๊าซหุงต้มที่ต้องนำเข้าจริงๆเอาจากในประเทศส่งออกทางเรือไปวนในทะเล 1 รอบแล้ววนกลับมาขายในประเทศในราคาตลาดโลก
แอลพีจี หรือก๊าซปิโตรเลียมเหลวมาจาก 2 แหล่งคือการกลั่นน้ำมันดิบในโรงกลั่นน้ำมันและการแยกก๊าซธรรมชาติจึงถือเป็นผลพลอยได้สุดๆโดยมีต้นทางมาจากปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม (ปตท.สผ.) บริษัทในกลุ่มปตท. นอกจากนี้ยังให้สัมปทานขุดเจาะ 30 ปีในอ่าวไทยและบางแปลงมีพื้นที่คาบเกี่ยวไทย-กัมพูชาแก่บริษัทเชฟรอนสำรวจและผลิตปิโตรเลียมรวมทั้งร่วมทุน 16 เปอร์เซ็นต์ในโครงการอาทิตย์ของ ปตท.สผ.อีกด้วยโดยเชฟรอนผลิตก๊าซธรรมชาติเหลวได้ 47,147 บาร์เรลต่อวัน นอกเหนือจากผลิตก๊าซธรรมชาติ 1,668 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน และน้ำมันดิบ 85, 387 บาร์เรลต่อวัน โดยส่งต่อก๊าซธรรมชาติทั้งหมดให้ปตท.ที่เชฟรอนแจ้งว่า 75 เปอร์เซ็นต์นำไปผลิตกระแสไฟฟ้า 25 เปอร์เซ็นต์เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมเคมี ดังนั้นเมื่อแยกก๊าซเรียบร้อยแล้วส่วนหนึ่งจะใช้เป็นวัตถุดิบผลิตกระแสไฟฟ้าขณะที่ปตท.ครองตลาดก๊าซธรรมชาติ NGV แต่เพียงผู้เดียวและใช้กับตลาดยานยนต์เท่านั้น โดยปตท.ใช้เงินลงทุนไปแล้ว 60,000 ล้านบาทแต่ยังอยู่ในภาวะขาดทุนสะสมกว่า 6,000 ล้านบาท ส่วนที่เป็นก๊าซเหลวแอลพีจีนั้นนอกจากปตท.จะขายปลีกมีส่วนแบ่งตลาดรวม 45 เปอร์เซ็นต์ยังขายส่งให้บริษัทก๊าซโดยมีสยามแก๊สแอนด์ปิโตรเคมีคัลส์และเวิลด์แก๊สเป็นยักษ์ใหญ่รองจากปตท.ด้วยส่วนแบ่งตลาดประมาณ 25 เปอร์เซ็นต์และ 21 เปอร์เซ็นต์ตามลำดับ
> "ผมเป็นกัปตันเรือบรรทุกน้ำมันแต่ไม่ขอบอกชื่อนะครับ ขณะนี้เรือผมได้ทอดสมออยู่ที่หาดแหลมเจริญเพื่อรอรับน้ำมันดีเซลจากIRPCหรือTPIเก่าละครับ แต่เมื่อปตทได้ซื้อไปก็เปลี่ยนชื่อเป็นIRPC ผมรับน้ำมันเพื่อส่งไปที่เขมรและเวียดนาม เรื่อผมบรรทุกก๊าสแอลพีจีไม่ได้เพราะไม่ใช่เรือบรรทุกก๊าซแต่ผมมีเพื่อนที่เป็นกัปตันเรือบรรทุกแก๊สแอลพีจีอยู่หลายคนพวกจะมารับแก๊สแอลพีจีจากIRPCเพื่อไปส่งเขมรและเวียดนาม เหมือนผมเดือนละหลายเที่ยวเรือ ขณะที่ผมกำลังโพสอยู่นี่ก็มีเรือแก๊สรอรับอยู่ 3 ลำตั้งแต่ผมเดินเรือมายังไม่เคยเห็นเรือแก๊สที่นำเข้าเลยแม้แต่ลำเดียวมีแต่เรือส่งออก ปตทบอกได้นำเข้าแก๊สมาจากต่างประเทศปีละเป็นล้านตันแล้วเขาเอาเข้ามาทางไหนละครับถ้าทางเรือผมไม่เคยเห็น-เคยเห็นแต่เรือส่งออก ลองมาดูที่แหลมเจริญที่ระยองซิครับมีเรือมาคอยรับทุกวันละครับ เพื่อส่งไปเขมร เวียดนาม แล้วไอ้นักวิชาการด้านน้ำมันที่มาออกรายการตาสว่างนะครับเขาเป็นอดีตคนที่ทำงานปตท สิ่งที่เขาพูดนะเป็นการแก้ต่างให้ปตททั้งนั้น ปตทได้ไปลงทุนในการวางท่อแก๊สNGVจากมาเลเซียและพม่าตั้งหลายแสนล้านบาท ปตทจึงต้องการให้คนไทยใช้ NGV เพราะก๊าซNGVเขามีกันทุกประเทศละครับ เขมรตอนนี้ก็เจอก๊าซNGVอยู่หลายหลุม เวียดนามก็เจอ พม่าเขาก็มีเยอะ ทั่วโลกเขามีกันหมด ถ้าคนไทยไม่ใช่NGVแล้วปตทจะเอาไปขายใครละครับ ต้องบังคับให้คนไทยใช้ให้ได้ โอยอ้างว่าก๊าซNGVปลอดภัยกว่าจริงๆแล้วไม่ใช่หรอกครับ อันตรายพอๆกันละครับ เพราะNGVเป็นก๊าซที่มีแรงดันสูง โอกาสจะระเิบิดก็ยอมมีสูงตามไปด้วย ถ้ามันอยู่ในกระโปรงหลังรถมันจะออกไปไหนละครับมันก็จะระเบิดอยู่ที่ท้ายรถละครับ ตอนนี้ยังไม่มีเรือลำไหนสามารถบรรทุกก๊าซNGVได้เลย เรือที่บรรทุกแอลพีจีไม่สามารถบรรทุก NGVได้เพราะNGV มีแรงดันสูงกว่าแอลพีจีหลายเท่า ปตทเลยไม่สามารถส่งออกได้นอกจากมาหลอกขายคนไทย ตอนนี้โรงกลั่นเป็นของปตทเกือบหมดแล้ว ปั้มน้ำมันที่ไม่มีโรงกลั้นก็ต้องไปซื้อน้ำมันจากปตทมาขายอีกทีเลยต้องขายแพงกว่าปตท ปตทไม่ได้ช่วยอะไรคนไทยเลยนะครับ"
ผู้รู้ด้านพลังงานได้สรุปไว้ว่าทางออกของปัญหาพลังงานมีเพียง 2 ทางเท่านั้น คือ (1) ใช้ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ไม่รั่วไหล ไม่ฟุ่มเฟือย และ (2) หันไปใช้พลังงานหมุนเวียนซึ่งใช้แล้วไม่มีวันหมด ได้แก่ พลังงานลม แสงแดด ชีวมวล ของเสียจากเทศบาล เป็นต้น การเมืองใหม่จะไม่สามารถแก้ปัญหาของประเทศได้เลยถ้าไม่ให้ความสนใจกับ “นโยบายพลังงานใหม่” เพราะรายจ่ายด้านพลังงานของประเทศไทยที่มีมูลค่าถึง 18% ของรายได้ประชาชาติ
ราคาน้ำมันในตลาดต่างประเทศเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ผันผวนมาก กังวลต่อภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ทำให้ผู้ค้าน้ำมันเริ่มกังวลต่อค่าการตลาดน้ำมันที่ลดลงทำให้ต้นทุนราคาน้ำมันสูงขึ้น ค่าการตลาดน้ำมันที่ผู้ค้าแต่ละรายชอบอ้างว่ายังอยู่ในระดับต่ำ ค่าการตลาดน้ำมันเป็นรายได้ที่แบ่งกันระหว่างบริษัทผู้ค้าน้ำมันกับเจ้าของสถานีบริการน้ำมัน ค่าการตลาดน้ำมันที่เหมาะสมในการทำธุรกิจน้ำมันในปัจจุบันควรอยู่ในระดับประมาณ 1.50 - 2.00 บาทต่อลิตร ประชาชนต้องคอยระวังระไวว่าวันใดราคาน้ำมันจะเปลี่ยนแปลง ที่ผ่านมาปตท.-บางจากฯนำร่องประกาศปรับขึ้นราคาขายปลีกน้ำมันแทบทุกครั้ง บางครั้งก็แจ้งล่วงหน้า บางครั้งก็ไม่แจ้ง จนสำนักงานนโยบายและแผนพลังงานหรือสนพ.ต้องขอความร่วมมือผู้ค้าน้ำมันทุกรายประกาศขึ้นราคาขายปลีกน้ำมันทุกชนิดก่อนก่อนเวลา 16.00 น.ของวันที่จะปรับราคา หลังๆมานี้ผู้ค้าแต่ละรายแจ้งตอนเย็นซึ่งกว่าทางการจะประกาศได้ก็สายไปเสียแล้ว ยรรยง พวงราชอธิบดีกรมการค้าภายในถึงกับออกมาปรามออกมาให้สัมภาษณ์ตำหนิบริษัทค้าน้ำมันในประเทศไทยที่ฉวยจังหวะขึ้นราคาน้ำมันโดยไม่แจ้งให้ประชาชนทราบล่วงหน้าถึง 2 ครั้ง 2 คราไม่ต่างอะไรกับถูกโจรล้วงกระเป๋าภายในอาทิตย์เดียวทำให้รู้สึกใจชื้นขึ้นมาบ้างที่เห็นหน่วยงานราชการไทยยังเป็นห่วงเป็นใยประชาชนผู้บริโภคมากกว่าบริษัทเอกชนเพราะถ้าไม่ออกมาปรามเสียบ้าง ข้อตกลงระหว่างสนพ.กับบริษัทค้าน้ำมันที่จะต้องแจ้งการปรับขึ้นราคาน้ำมันให้ทราบล่วงหน้า 1 วันเพื่อประกาศให้ผู้บริโภคทราบก็เหมือนเป็นแค่ลมปาก แม้การประกาศขึ้นราคาน้ำมันล่วงหน้า 1 วันจะทำให้ประชาชนผู้บริโภคประหยัดกันได้เพียงเล็กน้อยเต็มที่ก็แค่เต็มถัง
ถึงเวลาคนไทยซื้อคืนปตท.แล้วหรือยัง
ประชาธิปไตย ไม่ใช่การไปหย่อนบัตรเลือกตั้งเท่านั้นแต่ประชาชนทุกคนมีหน้าที่ติดตาม ตั้งคำถามต่อความไม่ถูกต้อง และหาผู้รับผิดชอบที่ไม่ปฏิบัติหน้าที่ตลอดจนทำให้เกิดความเสียหายต่อสาธารณะ เศรษฐกิจ สังคม การดำเนินการแปรรูปรัฐวิสาหกิจต่างๆที่ผ่านมาเป็นเพียงการแปรทรัพย์สมบัติสาธารณะให้กลายเป็นทรัพย์สินเอกชนที่ยังคงอำนาจผูกขาด หากเป็นประเทศอื่นๆ คงได้เห็นความรับผิดชอบด้วยการลาออกของนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องโดยไม่ต้องให้ทหารมาทำการรัฐประหารรวมถึงการแก้ไขปัญหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนของกลุ่มบุคคลที่เกี่ยวข้องกับรัฐบาลและครอบครัวในหลายรัฐวิสาหกิจรวมทั้งการปรับโครงสร้างถาวรในคณะกรรมการของรัฐวิสาหกิจทั้งหลายที่ควรมีตัวแทนของนักวิชาการและตัวแทนผู้บริโภคเข้าร่วมด้วยเสมอ
ที่ผ่านมาในฐานะรัฐวิสาหกิจเงินภาษีจึงถูกผันเข้าสู่การบริหารทรัพยากรธรรมชาติของปตท.ไม่ว่าจะเป็นการสร้างท่อส่งก๊าซ การสร้างโรงแยกก๊าซ (ก่อนเข้าตลาดมี 5 โรงแยกก๊าซ) งบประมาณขุดเจาะ สำรวจ ฯลฯ อีกมากมายซึ่งต้องใช้เงินลงทุนมหาศาลเพื่อเป็นโครงสร้างพื้นฐานให้กับประเทศไทย ที่น่าสังเกตคือในช่วงที่ปตท.กำลังจะแปรรูปเข้าตลาดหลักทรัพย์ ปตท.และบริษัทลูกซึ่งถือเป็นสมบัติของประชาชน แต่ปตท.ก็มีการกระทำที่ตรงข้ามและไม่ได้พิทักษ์ผลประโยชน์ของประชาชนเห็นได้ชัดจากกรณีการตีราคาบริษัทลูกต่างๆ ของ ปตท. ปตท.ได้ทำการจ้างบริษัทที่ปรึกษาทางการเงินให้ตีราคาบริษัทลูกต่ำๆ โดยใช้วิธีส่วนได้ส่วนเสีย แทนที่จะใช้วิธีราคาทุน เช่นโรงกลั่นน้ำมันระยอง จำกัด หรือ RRC มีราคาทุนอยู่ที่ 12,591.24 ล้านบาทจากการลงทุนของโรงกลั่นน้ำมันระยอง ช่วงนั้นอัตราแลกเปลี่ยนจาก 25 บาท เปลี่ยนเป็น 50 บาท เขาไปตีว่า RRC ขาดทุน จึงมีมูลค่าเท่ากับ 0 บาท แต่ที่จริงแล้ว RRC ไม่ได้อยู่ในฐานะที่เจ๊งจนมีมูลค่าเท่ากับ 0 บาทเพราะทุกวันนี้ก็ยังกลั่นน้ำมันได้ ดังนั้นวิธีคิดตามวิธีส่วนได้ส่วนเสียที่ถูกต้องถ้า RRC มีมูลค่า 1 หมื่นล้านบาทก็ต้องตีราคาให้ RRC ที่ 2 หมื่นล้านบาทถึงจะถูกต้องเพราะอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราที่เพิ่มไปจาก 25 บาทต่อเหรียญสหรัฐ เป็น 50 บาทต่อเหรียญสหรัฐก็ต้องคิดราคาทุนของบริษัทลูกเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า แต่กลับไปคิดให้มูลค่าเป็น 0 เท่ากับ RRC เจ๊งเช่นเดียวกับบริษัท บางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือบริษัทท่อส่งปิโตรเลียมไทย จำกัด หรื อ THAPPLINE บางแห่งมีการคิดราคาวิธีส่วนได้ส่วนเสียให้แต่ก็น้อยมากถ้าเทียบกับวิธีราคาทุน เช่น บริษัท ไทยออยล์ จำกัด มีวิธีราคาทุน 9,480.74 ล้านบาทมีการคิดวิธีส่วนได้ส่วนเสียเพียง 395.51 ล้านบาทหรือบริษัท สตาร์ปิโตรเลียมรีไฟน์นิ่ง จำกัด หรือ SPRC มีวิธีราคาทุนอยู่ที่ 14,378.41 ล้านบาทแต่มีการคิดวิธีส่วนได้ส่วนเสียเพียง 1,325.58 ล้านบาท
ภายหลังการแปรรูปปตท.ผู้บริโภคได้เห็นชัดเจนแล้วว่าเป็นการเปิดทางการคอร์รัปชั่นให้ขยายรูปแบบและทวีความรุนแรงมากขึ้นและยังได้กลายเป็นเครื่องมือในการสร้างความร่ำรวยให้กับนักการเมือง บมจ.ปตท.จึงกลายเป็นบริษัทที่ทำให้รูปแบบการกระจายผลประโยชน์ของบริษัทธุรกิจพลังานไปสู่นักการเมืองและข้าราชการระดับสูงอย่างกว้างขวางและมูลค่ามหาศาลเพื่อหวังผลตอบแทนจากราคาหุ้นมากกว่าการรักษาผลประโยชน์ประเทศชาติ สาธารณะ และประชาชน ทั้งนี้กรณีการแปรรูปปตท.ซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับผู้บริโภคทั้งระบบสาธารณูปโภคของประเทศ ระบบเศรษฐกิจ สายพานการผลิต ราคาสินค้า ฯลฯ เมื่อพบว่ามีข้อเท็จจริงที่ไม่ถูกต้อง การใช้สิทธิในกระบวนการศาลเพื่อการคุ้มครองประโยชน์สาธารณะเป็นสิ่งที่องค์กรและพลเมืองประชาชนคนเล็กคนน้อยพึงมีสำนึกเข้าร่วมกระทำอย่างเต็มความสามารถเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมทางกฎหมายซึ่งเป็นความมั่นคงที่แท้จริงต่อสังคมทั้งในระยะสั้นและระยะยาว
การออกนโยบายกฎหมายแต่ละอย่างมีเป้าประสงค์เพื่อรักษาผลประโยชน์ของบมจ.ปตท.เป็นที่ตั้ง ทำให้มูลค่ากิจการและผลประโยชน์อื่นๆของปตท.เพิ่มขึ้นท่ามกลางความทุกข์ยากของประชาชนและผลกระทบของภาคธุรกิจมีผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น 45 – 55% หรือค้าขายโดยคืนทุนในเวลาเพียง 2 ปี มีอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานนายปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์มีบทบาทเป็นตัวเชื่อมที่สำคัญในการผลักดันการแปรรูปปตท. ในช่วงรัฐบาลทักษิณ และสานต่อปกป้องผลประโยชน์ของคนเฉพาะกลุ่มในช่วงรัฐบาลคมช.และภรรยาถือหุ้นอยู่ในกิจการพลังงานถือเป็นผลประโยชน์ทับซ้อนของรัฐมนตรีที่ดูแลนโยบายพลังงานที่ได้หุ้นมาในราคาต่ำกว่าจองหลายตัว ขณะเดียวกันก็มีเรื่องส่วนต่างราคาหุ้นในกระดานโดยการให้ข่าวด้านนโยบายที่ส่งผลต่อราคาหุ้นในกระดานโดยเฉพาะหุ้นกลุ่มปตท.ซึ่งราคาได้ปรับสูงหลายร้อยเปอร์เซนต์จากการให้ข่าวของรัฐมนตรี รวมไปถึงมีตัวแทนถือหุ้นอยู่ด้วย ซึ่งตามข้อเท็จจริงหลังคำพิพากษาของศาลทำให้สังคมตั้งข้อสงสัยว่าเป็นการการกระทำที่ไม่ชอบโดยกฎหมายใช่หรือไม่หวังว่าเรื่องนี้จะเป็นอีกคดีที่ถึงมือศาลฏีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
รัฐบาลทักษิณได้ใช้วิธีแยบยลในการฮุบสมบัติชาติคือจัดการให้ท่อส่งก๊าซกลายเป็นสมบัติของปตท.ด้วยการเปลี่ยนนโยบายด้านการจัดการพลังงานเป็นระบบผูกขาดเจ้าเดียว ทำให้ท่อส่งก๊าซซึ่งเป็นสมบัติของชาติกลายเป็นทรัพย์สินของบริษัทปตท. การแปลงสภาพและแปรรูปการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทยเป็นบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย มีกระบวนการทำให้หุ้นของปตท.มีมูลค่าเพิ่มขึ้นอย่างมากมายมหาศาลซึ่งเป็นประจักษ์พยานถึงการคอร์รัปชั่นทางนโยบายในยุครัฐบาลทักษิณดังนั้นจึงต้องมีการแก้ไขในภายหลัง ด้วยเหตุนี้ยิ่งมีเหตุผลความถูกต้องตามกฎหมายและความชอบธรรมที่ทรัพย์สิน สิทธิ และประโยชน์ของระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติจะต้องกลับคืนสู่รัฐโดยผู้ถือหุ้นไม่สามารถโต้แย้งใดๆ ได้ ก่อนหน้านี้อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานได้ออกมาให้สัมภาษณ์กับสื่อสาธารณะว่าได้ออกพ.ร.บ.ประกอบกิจการพลังงานเพื่อมาแก้ไขคดีความของปตท.แล้วยิ่งเป็นการชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่าการออกนโยบายกฎหมายดังกล่าวมีขึ้นเพื่อล้มล้างความผิดเพิมที่ไม่ถูกต้องและตนเองมีส่วนเกี่ยวข้องอยู่ด้วย
มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค, สหพันธ์องค์กรผู้บริโภคและผู้ฟ้องคดี 4 รายในนามภาคประชาชนจึงได้ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองสูงสุดเพื่อให้เพิกถอนการแปรสภาพการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทยเป็นบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เมื่อวันที่ 31 ส.ค. 2549 ในขณะที่ผลคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดในคดีนี้ออกมาในวันที่ 14 ธ.ค. 2550 คำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดได้พิพากษาให้ปตท.ต้องดำเนินการคืนทรัพย์สินที่เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินซึ่งบมจ. ปตท.ได้มาจากการใช้อำนาจมหาชนของรัฐและเงินลงทุนของรัฐที่มาจากภาษีของประชาชนคืนให้กับกระทรวงการคลังทั้งหมดทั้งนี้รวมถึงระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติทั้งหมด การฟ้องครั้งนี้ไม่ใช่เจตนาดีที่บ้าคลั่งของผู้ฟ้องและมูลนิธิเพื่อผู้บริโภคไม่เช่นนั้นแล้วคนมีอำนาจทางเศรษฐกิจโดยผู้กระทำการทั้งหลายที่สร้างความเสียหายต่อประเทศไม่ต้องมีความรับผิดชอบใดๆ วันที่ 31 ส.ค.2549 ซึ่งเป็นวันที่มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคและพวก 4 คนฟ้องคดี หุ้นปตท.มีราคา 236 บาทต่อหุ้น วันที่ 16 ก.ค. 2551 มีราคาปิดตลาดอยู่ที่ 250 บาทต่อหุ้น ส่วนเมื่อวันที่ 30 พ.ย. 2550 ซึ่งเป็นวันฟังผลคำพิพากษาของตุลาการ หุ้นปตท.มีราคาปิดตลาดที่ 380 บาทต่อหุ้น
การเพิ่มขึ้นของทรัพย์สิน 500,000 ล้านบาทของปตท.เป็นทรัพย์สินของประเทศที่สูญหายไป หลังจากการแปรรูปบริษัทปตท.ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2544 นั้นปตท.ไม่เคยมีการโอนคืนทรัพย์สินที่เกิดขึ้นก่อนและหลังการแปรรูปแก่รัฐแต่อย่างใด ซึ่งมีมูลค่าสูงถึง 157,102 ล้านบาทซึ่งทรัพย์สินทั้งหมดนี้ทั้งได้มาด้วยการใช้อำนาจมหาชนซึ่งบริษัท ปตท.จะต้องคืนให้แก่รัฐตามคำพิพากษาของศาลให้แบ่งแยกทรัพย์สินของบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ในส่วนสาธารณสมบัติของแผ่นดิน สิทธิการใช้ที่ดินเพื่อวางระบบการขนส่งปิโตรเลียมและอำนาจมหาชนของรัฐจากปตท. คืนให้แก่รัฐ ทั้งนี้ปตท.ได้แบ่งแยกทรัพย์สินคืนให้แก่รัฐในช่วงเดือนธ.ค.51ที่ผ่านมารวมทั้งสิ้นเพียง 16,176.22 ล้านบาท ซึ่งประกอบด้วย ที่ดินเวนคืน1.42 ล้านบาท สิทธิในการใช้ที่ดิน 1,124.11 ล้านบาท และระบบท่อก๊าซธรรมชาติในที่ดินเวนคืนและที่ดินรอนสิทธิ 3 โครงการอีก 15,050.69 ล้านบาท ซึ่งทั้งหมดเป็นทรัพย์ก่อนการแปรรูปเข้าตลาดหลักทรัพย์ของปตท.เมื่อวันที่ 1 ต.ค.44 จากข้อมูลของการตรวจสอบของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) นั้น พบว่าปตท.ยังต้องคืนทรัพย์สินอีกว่า 32,613 ล้านบาท นอกจากนี้ยังมีทรัพย์สินที่ปตท.จะต้องคืนให้แก่รัฐภายหลังการแปรรูป ณ วันที่ 1 ต.ค.44 อีกกว่า 157,102 ล้านบาทเนื่องจากเป็นทรัพย์สินที่ได้มาจากการใช้สิทธิของรัฐและประชาชนจึงจำเป็นต้องคืนให้แก่รัฐตามคำวินิจฉัยของศาลด้วย
แม้ว่ารัฐบาลชุดนั้นได้ใช้เทคนิคทางกฎหมายเพื่ออ้างต่อศาลว่าเหตุแห่งการฟ้องคดีตามคำฟ้อง ได้ระงับสิ้นไปและทำให้การฟ้องคดีไม่มีมูลไม่ว่าจะเป็น หนึ่ง การแก้ไขเพิ่มเติมพระราชกฤษฎีกากำหนดอำนาจ สิทธิ และประโยชน์ของบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) พ.ศ. 2544 โดยการตราพระราชกฤษฎีกา กำหนดอำนาจ สิทธิ และประโยชน์ของบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2550 สอง การแสดงเจตจำนงคืนที่ดินที่ได้มาจากการเวนคืนที่ปตท.ได้รับโอนมาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายให้กับกระทรวงการคลัง สามการออกกฎหมาย พ.ร.บ.ประกอบกิจการพลังงาน แต่การกระทำดังกล่าวไม่สามารถทำให้การกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายกลายเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมายได้
ที่ดินที่ได้มากจาการเวนคืนที่ดินของประชาชนรวมทั้งท่อส่งก๊าซธรรมชาติอันเป็นอสังหาริมทรัพย์ติดอยู่กับที่ดิน สิทธิที่ไปรอนสิทธิที่ดินของประชาชน รวมทั้งท่อส่งก๊าซธรรมชาติอันเป็นทรัพยสิทธิติดอยู่กับที่ดิน ทรัพย์สินและทรัพยสิทธิเหล่านี้จะต้องกลับคืนสู่รัฐทั้งสิ้น แม้ว่าในวันนี้การส่งมอบทรัพย์สินจากบมจ. ปตท.คืนให้รัฐตามคำสั่งของศาลปกครองสูงสุดยังไม่ครบถ้วนโดยพิจารณาจากมูลค่าทางบัญชีสุทธิของระบบท่อก๊าซก่อนการแปรรูปปตท. (30 ก.ย. 2544 ) มูลค่า 42,664 ล้านบาทและบมจ.ปตท.ส่งคืนตามคำพิพากษาเพียง 15,050.69 ล้านบาท ยังขาดอีก 32,613.45 ล้านบาทและจนถึงบัดนี้กระทรวงการคลังยังไม่ดำเนินการใดๆเพิ่มเติม ภายหลังที่ศาลปกครองสูงสุดได้มีคำสั่งยกคำร้องของมูลนิธิเพื่อผู้บริโภคในกรณีไต่สวนกรณีที่บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) แบ่งแยกทรัพย์สินคืนแก่แผ่นดินไม่ครบถ้วนจึงไปยื่นคำร้องให้ศาลไต่สวน ศาลปกครองสูงสุดได้มีคำสั่งยกคำร้องของมูลนิธิเพื่อผู้บริโภคซึ่งเป็นผู้ฟ้องคดีเนื่องจากมิใช่เจ้าหนี้ที่แท้จริง เป็นเรื่องที่น่าเสียดายเพราะอย่างน้อยข้อมูลตรวจพบและสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ตรวจสอบ พบว่าทรัพย์สินของปตท.ก่อนการแปรรูป มีจำนวน 32,000 ล้านส่วนทรัพย์สินหลังการแปรรูปไม่ถูกพิจารณาเลย ดังนั้นภาคประชาชนจึงจะต้องมีความพยายามผลักดันให้กระทรวงการคลังเข้ามาทำหน้าที่เพื่อรักษาผลประโยชน์ของชาติโดยเร็วที่สุด
ปตท.สามารถถือหุ้นในกิจการด้านพลังงานในสัดส่วนที่สูงเช่น ด้านกิจการน้ำมัน ปตท.เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ในโรงกลั่นน้ำมัน 5 แห่งจากที่มีโรงกลั่นขนาดใหญ่ในประเทศทั้งหมด 6 แห่งและยังอนุญาตให้มีการควบรวมกิจการกับบริษัทธุรกิจน้ำมันอื่นๆ ทำให้ไม่เกิดการแข่งขันด้านราคาน้ำมัน ความร่ำรวยระดับติดกลุ่มบริษัทรวยที่สุดในโลกของปตท.ก่อให้เกิดคำถามว่ามาจากการโก่งราคาน้ำมันขูดเลือดขูดเนื้อประชาชนคนไทยใช่หรือไม่ เป็นไปได้หรือไม่ว่ามีการผูกขาดธุรกิจน้ำมัน-ก๊าซฯและควบคุมไม่ให้การเคลื่อนไหวของราคาและการแข่งขันเป็นไปตามกลไกตลาดเสรีโดยหว่านผลประโยชน์ให้ข้าราชการระดับสูงของรัฐเพื่อครอบงำตลาดเอาเปรียบผู้บริโภคเป็นเรื่องที่คณะกรรมาธิการ (กมธ.) ตรวจสอบทุจริตและเสริมสร้างธรรมาภิบาลของวุฒิสภาได้สรุปผลการตรวจสอบการกำหนดราคาซื้อขายน้ำมันสำเร็จรูปว่าสรุปผลตรวจสอบว่าเกิดขึ้นจริงพบความไม่โปร่งใสมีลักษณะผูกขาดโดยผู้ค้ารายใหญ่ควบคุมไม่ให้การเคลื่อนไหวของราคาและการแข่งขันเป็นไปตามกลไกตลาดเสรี โดยปตท.ที่ผูกขาดธุรกิจน้ำมัน – ก๊าซฯ มีสิทธิควบคุมนโยบายผ่านคณะกรรมการบริษัทซึ่งเป็นข้าราชการระดับสูงของรัฐเพื่อครอบงำตลาดได้ อีกทั้งราคาน้ำมันขายปลีกหน้าปั๊มไม่ปรับขึ้น-ลงตามราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกอย่างผิดปกติ
ในสภาวะที่ทุกคนเดือดร้อนจากผลกระทบของราคาน้ำมันที่แพงขึ้นหลายคนเริ่มหันมาคิดว่าบริษัทน้ำมันที่เคยเป็นรัฐวิสาหกิจของประเทศไทยเหตุใดจึงสามารถทำกำไรได้อย่างมากมายมหาศาลเกือบแสนล้านบาทและมีเงินใช้ทำการตลาดและการโฆษณามากมาย ขณะที่ผู้บริโภคอย่างเราๆ กลับทำได้เพียงยอมจำนน เรื่องพลังงานเป็นปัญหาที่สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนอย่างมากและเกิดขึ้นมาอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะการปรับขึ้นราคาน้ำมันและก๊าซฯ เมื่อราคาน้ำมันหรือก๊าซฯในตลาดโลกปรับขึ้นดูเหมือนผู้ค้าน้ำมันก็จะขึ้นราคาทันทีแต่เมื่อราคาน้ำมันลงราคาน้ำมันในประเทศกลับถูกตรึงไว้ให้คงที่หรือไม่ได้ลดลงให้สอดคล้องตามราคาตลาดโลก
ผลการตรวจสอบของคณะกรรมาธิการสรุปว่าการกำหนดราคาน้ำมันสำเร็จรูปในประเทศไทยโดยอิงราคานำเข้าจากตลาดสิงคโปร์และบวกเพิ่มค่าใช้จ่ายต่างๆในการขนส่งน้ำมันสำเร็จรูป ค่าสูญเสียระหว่างขนส่ง ค่าปรับปรุงคุณภาพจากมาตรฐานสิงคโปร์มาเป็นมาตรฐานไทยและค่าประกันภัยจากสิงคโปร์มาไทยซึ่งเป็นต้นทุนที่ไม่ได้เกิดขึ้นจริงเพราะโรงกลั่นน้ำมันตั้งอยู่ในประเทศไทยทำให้ผู้บริโภคชาวไทยต้องซื้อพลังงานด้วยราคาแพงกว่าที่ควรจะเป็นเพราะต้องซื้อในราคานำเข้าไม่ใช่ราคาผลิตได้ในประเทศ ที่สำคัญธุรกิจผลิตน้ำมันและก๊าซธรรมชาติของไทยเป็นธุรกิจกึ่งผูกขาดทำให้ราคาสินค้าพลังงานไม่ได้เคลื่อนไหวโดยกลไกตลาดเสรี หากแต่เป็นไปตามการกำหนดโดยผู้ค้ารายใหญ่ภายในประเทศเองด้วยเหตุนี้ราคาค้าปลีกน้ำมันของไทยจะปรับราคาลงช้ากว่าราคาน้ำมันในตลาดโลก แต่ในยามที่ราคาตลาดโลกปรับขึ้นราคาน้ำมันขายปลีกของไทยจะปรับราคาขึ้นเร็วกว่าการปรับราคาลง และราคาน้ำมันที่ขายกันตามปั๊มต่างๆ จึงไม่ใช่ราคาที่เหมาะสมและเป็นธรรมสำหรับผู้บริโภคหรือผู้ใช้น้ำมัน การผลิตพลังงานของไทยไม่ได้พึ่งพิงการนำเข้าน้ำมันดิบทั้งร้อยเปอร์เซ็นต์เพราะก๊าซธรรมชาติและน้ำมันดิบบางส่วนเป็นวัตถุดิบในประเทศซึ่งทำให้ต้นทุนการผลิตที่แท้จริงถูกกว่าราคา ณ ระดับของการนำเข้าทั้งหมด
ในทางกลับกันโรงกลั่นไทยส่งออกน้ำมันในราคาที่ต่ำกว่าราคาที่ขายให้คนไทยเพราะโรงกลั่นต้องส่งออกตามราคาน้ำมันสำเร็จรูปตลาดสิงคโปร์ลบด้วยค่าโสหุ้ยในการขนส่ง ค่าสูญเสียในการขนส่ง ค่าประกันภัย และค่าปรับปรุงคุณภาพเนื่องจากเป็นราคาที่เป็นไปตามกลไกตลาดโลกที่แท้จริงทำให้คนไทยต้องจ่ายค่าน้ำมันสำเร็จรูปหน้าโรงกลั่นไทยแพงกว่าคนสิงคโปร์โดยใช้กลไกตลาดเทียม ดังนั้นรัฐบาลจึงควรต้องมีการทบทวนเรื่องนี้ใหม่ให้เหมาะสมกับสภาวการณ์
แหล่งปิโตรเลียมที่ค้นพบในประเทศเป็นแหล่งขนาดเล็กหรือมีสภาพทางธรณีวิทยาที่ซับซ้อน,ต้องใช้ค่าใช้จ่ายในการดำเนินการสูงมากและแหล่งปิโตรเลียมหลายแหล่งเริ่มมีกำลังการผลิตต่ำลง แหล่งก๊าซในประเทศไทยมีกำลังการผลิตรวมประมาณ 2,500 MMFFCD หรือ 417,000 บาร์เรลต่อวันและจะเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 3,000 MMSFCD (500,000 bdoe) ในอีก 2-3 ปีข้างหน้า ปัจจุบันแหล่งอาทิตย์และ JDA ยังไม่ได้มีการดำเนินการผลิตเต็มที่ จากการคำนวณปริมาณการใช้ก๊าซธรรมชาติของไทยและปริมาณสำรองที่มีพบว่าหากไม่มีการค้นพบแหล่งใหม่ๆ และภายใต้เทคโนโลยีปัจจุบันจะมีก๊าซใช้เพียงพออีก 24 ปีทีเดียว อย่างไรก็ตามแม้หลายแหล่งจะกำลังการผลิตต่ำลงแต่ก็มีการพบแหล่งใหม่ๆเพิ่มขึ้นอยู่ตลอด ในส่วนของการเก็บภาษีภาครัฐพบว่าในยุคนี้มีระเบียบสัมปทานปิโตรเลียมที่ออกตั้งแต่ปี 2550 ที่เอื้อกับบริษัทเอกชนอย่างมากโดยเฉพาะธุรกิจในเครือปตท.ทั้งในส่วนของภาษีให้มีการเก็บอัตราก้าวหน้าแบบขั้นบันได 5-15% และลดหย่อนภาษีได้ รวมทั้งมีการแก้ระเบียบพื้นที่สัมปทาน (ตร.กม.ต่อแปลงสำรวจ) โดยแต่เดิมอนุญาตให้เอกชนมีพื้นที่สัมปทานไม่เกิน 4,000 ตร.กม.โดยจำนวนแปลงสูงสุดไม่เกิน 5 แปลงสำรวจ ปัจจุบันมีการให้พื้นที่สัมปทานไม่เกิน 4,000 ตร.กม.ต่อแปลงสำรวจโดยไม่จำกัดจำนวนแปลงสำรวจด้วย
ก่อนที่ปตท.ได้แปรรูปในตลาดหลักทรัพย์ปตท.ได้เดินหน้าก่อสร้างโรงงานแยกก๊าซไว้ถึง 4 โรงโดยคำนึงประชาชนเป็นหลักในยามที่ขาดแคลนแต่เมื่อปตท.แปรรูปไปแล้วได้สร้างโรงแยกก๊าซเพิ่มขึ้นเพียง 1 โรง เพราะปตท.สามารถคำนวณความต้องการใช้ในประเทศล่วงหน้าได้อยู่แล้วและในอนาคตปตท.ก็เชื่อว่าจะมีการขาดแคลนเกิดขึ้นแต่ก็ยังไม่สร้างโรงแยกก๊าซเพิ่มขึ้น เพียงแค่ปตท.เกรงว่าจะเป็นการเพิ่มต้นทุนให้บริษัทและต้องคำนึงถึงผู้ถือหุ้นในตลาดหลักทรัพย์เป็นหลักซึ่งไม่ใช่ประชาชนเจ้าของประเทศนั่นหมายความว่าปตท.กำลังเอาประชาชนส่วนใหญ่ของเป็นตัวประกันสนองความต้องผู้ถือหุ้นเพียงไม่กี่คน
ปัจจุบันประเทศไทยมีแหล่งก๊าซธรรมชาติและน้ำมันดิบขนาดใหญ่ที่ดำเนินการผลิตแล้วรวมกันกว่า 50 แหล่ง (ข้อมูลจากกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ) สามารถผลิตก๊าซธรรมชาติ ก๊าซธรรมชาติเหลวและน้ำมันดิบได้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยในปัจจุบันไทยสามารถผลิตพลังงานรวมกันได้ถึง 721,500 บาร์เรลต่อวัน หรือเท่ากับ 115 ล้านลิตรต่อวันปัจจุบัน ประเทศไทยสามารถพึ่งตนเองได้ในการกลั่นน้ำมันมากกว่าร้อยเปอร์เซ็นต์ของความต้องการใช้ในประเทศทำให้มีการส่งออกอย่างต่อเนื่องและในปี 51 มูลค่าการส่งออกพลังงานของไทยมีมูลค่า 9,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐซึ่งสูงกว่าการส่งออกข้าวที่มีมูลค่าเพียง 6,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2551 พลังงานน้ำมัน-ก๊าซฯที่มีประชาชนเป็นเจ้าของเป็นสินค้าส่งออกมูลค่าสูงลำดับที่ 4 ของไทย รายได้จากการส่งออกพลังงานของไทยมีมูลค่าใกล้เคียงกับมูลค่าการส่งออกน้ำมันของประเทศเอกวาดอร์ซึ่งเป็นประเทศสมาชิกในกลุ่มโอเปก ขณะที่ปริมาณการใช้น้ำมันสำเร็จรูปในประเทศอยู่ที่ 35,219 ล้านลิตรต่อปี วันนี้บมจ.ปตท.เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของโรงกลั่นน้ำมัน 5 แห่งจากโรงกลั่นขนาดใหญ่ 6 แห่งในประเทศไทยที่มีกำลังการผลิตรวมกันกว่า 1 ล้านบาร์เรลต่อวัน ทำให้ปตท.มีสิทธิควบคุมนโยบายผ่านคณะกรรมการบริษัทเพื่อครอบงำตลาดได้
ประสาท มีแต้มนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ซึ่งติดตามเรื่องพลังงานมาอย่างต่อเนื่องได้ให้ข้อมูลต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร โดยยกราคาน้ำมันในตลาดโลกและราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศเปรียบเทียบการขึ้น-ลง ว่าสอดคล้องกันหรือไม่ ค่าการกลั่นและค่าการตลาดมีการปรับขึ้น-ลงตามการกำหนดของผู้ค้ารายใหญ่อย่างไรรวมไปถึงภาษีและกองทุนที่จัดเก็บในแต่ละช่วงของรัฐบาลเป็นอย่างไร เงินที่เราจ่ายไปแต่ละลิตรแต่ละบาทนั้นเข้ากระเป๋าของรัฐในรูปภาษีและพ่อค้าน้ำมันฝ่ายละเท่าใด ประสาทได้เลือกน้ำมันดีเซลหมุนเร็วซึ่งเป็นประเภทน้ำมันที่คนใช้มากที่สุดวันละประมาณ 50 – 60 ล้านลิตร โดยเลือกเอาช่วงเวลา 8 ต.ค. – 13 พ.ย. 51 (รวม 26 วัน บางวันไม่มีข้อมูล) และช่วง 12 พ.ค. – 15 มิ.ย. 52 (รวม 24 วัน) มาศึกษาโดยใช้ราคาน้ำมันดิบของตลาด WTI (West Texas Intermediate ซึ่งเป็นราคาที่ท่าเรือ) พบว่าแต่ละช่วงค่าเฉลี่ยของราคาน้ำมันดิบอยู่ที่ 68.76 และ 64.50 เหรียญต่อบาร์เรล ตามลำดับ เมื่อเปลี่ยนเป็นเงินไทยแล้วพบว่าราคาน้ำมันดิบของสองช่วงเวลาเฉลี่ยลิตรละ 15.02 และ 14.06 บาทตามลำดับ พบความผิดปกติอยู่ที่ราคาค่าการตลาดและค่าภาษีและกองทุน โดยค่าการตลาดซึ่งกำหนดโดยผู้ค้าน้ำมันในช่วงแรก (8 ต.ค. – 13 พ.ย. 51 ) สูงกว่าในช่วงหลัง (12 พ.ค. – 15 มิ.ย. 52) ถึง 2 เท่าตัว หรือสูงกว่าถึงลิตรละ 1.68 บาทและคนไทยใช้น้ำมันดีเซลหมุนเร็วประมาณ 1,500 ล้านลิตรดังนั้นค่าการตลาดที่เกินมานี้ประมาณ 2,500 ล้านบาทเฉพาะในเดือนดังกล่าวหรือเป็นการสมคบกันระหว่างพ่อค้าพลังงานกับนักการเมืองที่กำกับดูแลกิจการพลังงานและมีข้อสังเกตว่ากระทรวงพลังงานไม่ยอมบอกข้อมูลค่าการกลั่นมูลค่าลิตรละ 2.43 บาทในช่วงเวลา 12 พ.ค. – 15 มิ.ย. 52 นี้เท่ากับ 11.12 เหรียญต่อบาร์เรลในขณะที่มูลค่าการกลั่นในกลุ่มยุโรปอยู่ที่ 8.93 และ 6.18 เหรียญต่อบาร์เรลเท่านั้น
ขั้นมูลค่าการค้าน้ำมันมีราคาน้ำมันดิบที่ยังไม่รวมค่าขนส่งนำมากลั่นในประเทศทำให้มีราคาหน้าโรงกลั่น ในอดีต ก่อน 9 ธ.ค. 51 กระทรวงพลังงานจะรายงานค่าการกลั่นเฉลี่ย แต่หลังจากนั้นกลับไม่มีการรายงานโดยไม่ทราบเหตุผล ค่าการกลั่นเป็นผลต่างของราคาน้ำมันดิบ(ในตลาดโลก)กับราคารวมของผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่กลั่นมาได้ เช่น ถ้าราคาน้ำมับดิบบาร์เรลละ 60 เหรียญสหรัฐฯ เมื่อกลั่นเสร็จแล้วขายได้ 67 เหรียญสหรัฐฯ ค่าการกลั่นจะเท่ากับ 7 เหรียญสหรัฐฯ เมื่อกลั่นแล้วก่อให้เกิดภาษีที่มีหลายประเภททั้งภาษีสรรพสามิต ภาษีเทศบาล ภาษีมูลค่าเพิ่มนอกเหนือจากค่ากองทุนน้ำมันและกองทุนอนุรักษ์พลังงาน ราคาหน้าปั๊มจะถูกบวกค่าการตลาดแต่ราคาหน้าปั๊มในต่างจังหวัดที่สูงกว่าในกรุงเทพฯเพราะบวกค่าขนส่งเพิ่มเข้าไป
ในที่สุดปัญหาจากราคาน้ำมันแพงไม่ใช่เพราะตลาดโลกหรือเพราะตลาดสิงคโปร์เพียงอย่างเดียวเท่านั้นเพราะประเสริฐได้เฉลยออกมาด้วยตัวเองว่าเพราะปตท.ต้องกำไรและปตท.อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ฯ “อยู่ที่ว่าสังคมไทยอยากให้ปตท.เป็นยังไงและวันนี้ปตท.ก็อยู่ในตลาดฯ (ตลาดหลักทรัพย์ฯ) ก็อยู่ที่สังคมไทยว่าอยากให้อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ฯหรือเปล่า ผมเป็นผู้บริหารเป็นพนักงาน ปตท.ผมก็อยากทำอะไรให้ดีที่สุดแก่ทุกฝ่ายและสอดคล้องกับแนวทางที่ทั่วโลกทำกันถ้าเผื่อว่าเราซึ่งเป็นประเทศ Net Import Country มาบิดเบือนโครงสร้างราคาและเราต้องนำเข้าประชาชนก็ไม่รู้จักประหยัดเราก็ต้องไปเอาก๊าซหุงต้มเข้ามาแล้วเราต้องอุดหนุนสุดท้ายจะเอาเงินมาจากไหนปตท.ก็อุดหนุนไปหลายหมื่นล้านบาทแล้ว ถ้าเอาปตท.เป็นหน่วยอุดหนุนปตท.ก็ต้องไปเป็น Non Profit Organization ก็อย่าให้ปตท.เป็นบริษัทอยู่ในมหาชน ก็เอาปตท.ออกจากตลาดฯปตท.ก็จะเป็นเหมือนรัฐวิสาหกิจที่จะไม่สามารถสนองนโยบายรัฐได้เหมือนในบางรัฐวิสาหกิจ”
วิทยา หวังจิตรารักษ์ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่การตลาดขายปลีกบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ได้มาตอกย้ำอีกครั้งในวันที่ 12 มีนาคม 2552 ว่า “การทำธุรกิจทุกเรื่องต้องหวังกำไร ปตท.ในฐานะองค์กรของรัฐได้ทำหน้าที่ทุกด้านควบคู่กันทั้งการป้องกันผลกระทบประชาชนและการสร้างรายได้ให้รัฐ แต่หากจะให้ขาดทุนตลอดคงไม่ถูกต้อง” โดยปรัชญา ภิญญาวัธน์ประธานเจ้าหน้าบริหารอุตสาหกรรมปิโตรเลียมขั้นปลายและรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ธุรกิจน้ำมันเสริมให้ฟังดูดีขึ้นอีกว่าในปีที่แล้ว 2551 ปตท.ขาดทุนจากการสตอกน้ำมันเพื่อความมั่นคงตามหลักเกณฑ์ของภาครัฐมีมูลค่าสูงถึง 5 ,000 ล้านบาทที่กำหนดให้ผู้ค้าต้องสำรองร้อยละ 5 หรือประมาณ 18 วันซึ่งในต่างประเทศการสำรองจะเป็นหน้าที่ของภาครัฐโดย ปตท.ไม่ได้เรียกร้องให้มีการปรับปรุงหลักเกณฑ์เพียงแต่ต้องการชี้ให้เห็นว่าเป็นต้นทุนที่ภาคเอกชนแบกรับซึ่งเป็นส่วนที่ไม่ได้นำมารวมอยู่ในการประกาศค่าการตลาดของสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) แต่อย่างใดโดยหากนำมารวมค่าการตลาดจะต่ำกว่าที่เห็น
การตรวจสอบธรรมาภิบาลในระบบพลังงานของประเทศของคณะกรรมาธิการศึกษาตรวจสอบเรื่องการทุจริตและเสริมสร้างธรรมาภิบาลของวุฒิสภาที่มีนางรสนา โตสิตระกูลเป็นประธานพบ 3 เรื่องสำคัญที่เกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กันในเรื่องความขัดแย้งทางผลประโยชน์ของเจ้าพนักงานรัฐกับบทบาทกรรมการบริษัทเอกชนด้านพลังงาน การปรับอัตราค่าบริการส่งก๊าซธรรมชาติหรือที่เรียกกันว่าค่าผ่านท่อก๊าซธรรมชาติของปตท.ที่มีผลมาตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย.2552 และธรรมาภิบาลที่เกี่ยวข้องกับนโยบายการบริหารจัดการและกำกับดูแลพลังงานไทย
ข้าราชการระดับสูงจากหน่วยงานซึ่งมีหน้าที่กำหนดนโยบายและกำกับดูแลกิจการพลังงานและได้เข้าไปเป็นประธานหรือเป็นกรรมการในบริษัทรัฐวิสาหกิจด้านพลังงานที่มีรัฐถือหุ้นใหญ่ในฐานะตัวแทนภาครัฐเพื่อกำกับดูแลด้านนโยบายและการดำเนินธุรกิจให้เป็นไปตามแนวนโยบายไม่ได้กำกับให้บริษัทธุรกิจพลังงานเหล่านั้นดำเนินการแข่งขันอย่างเสรีเป็นธรรมหรือไม่ได้ทำหน้าที่ปกป้องประโยชน์ของประชาชน คุ้มครองผู้บริโภคเลย ยิ่งไปกว่านั้นรัฐยังเปิดช่องกฎหมายให้ข้าราชการผู้กำหนดนโยบายและกำกับดูแลธุรกิจพลังงานสามารถเป็นกรรมการในบริษัทเอกชนได้อีกด้วยซึ่งขัดกับกฎหมายมาตรา 157 แห่งประมวลกฎหมายอาญา "การที่เจ้าหน้าที่รัฐละเลยการกำกับดูแลที่ต้องไม่ให้บริษัทธุรกิจพลังงานสามารถผูกขาดจึงทำให้ปตท.สามารถดำเนินกิจการก๊าซธรรมชาติแบบผูกขาดโดยไม่มีคู่แข่งทั้งธุรกิจการจัดหา การให้บริการท่อส่งก๊าซ การแยกก๊าซ การจัดจำหน่าย ปตท.จึงสามารถกำหนดราคาก๊าซธรรมชาติได้อย่างเบ็ดเสร็จซึ่งขัดต่อบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญแต่ไม่ปรากฏว่าข้าราชการที่เข้าไปเป็นกรรมการในฐานะตัวแทนของรัฐซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่จะมีการคัดค้านหรือกำกับดูแลให้บริษัทต้องดำเนินการตามที่กฎหมายบัญญัติ"
ข้าราชการซึ่งเข้าไปดำรงตำแหน่งกรรมการในปตท. กรรมการผู้บริหารระดับสูง และพนักงานต่างก็รักษาประโยชน์ของบริษัทเป็นสำคัญแต่ข้อห้ามกรรมการไม่ให้มีส่วนได้ส่วนเสียในกิจการที่เกี่ยวข้องดูจะไม่เข้มงวดมากนัก การเข้ามาเป็นคณะกรรมการปตท.ของข้าราชการนั้นทำให้ข้าราชการเหล่านี้ต่างได้รับผลตอบแทนทั้งจากปตท.และบริษัทในเครือเป็นจำนวนมากเช่นเมื่อปี 2551 พบว่า เงินเบี้ยประชุม 10.47 ล้านบาท และเงินโบนัส รวม 25.85 ล้านบาทรวมทั้งสิ้น 36.32 ล้านบาทเทียบกับปี 2550 ที่ผ่านมาลดลงประมาณ 8 ล้านบาท เดิมทีนั้นข้าราชการมีหน้าที่ดูแลผลประโยชน์ของประเทศ แต่ภายหลังจากการแปรรูปปตท.ได้เกิดนวัตกรรมใหม่ในการแสวงหาผลประโยชน์ของนักการเมืองและข้าราชการโดยเป็นวงจรอุบาทว์ที่นักการเมืองจะแต่งตั้งข้าราชการเป็นตัวแทนไปนั่งเป็นบอร์ดในบริษัทพลังงานโดยทำให้นักการเมืองและข้าราชการด้านหนึ่งทำหน้าที่ในการกำหนดนโยบาย ในขณะเดียวกันก็ดำรงตำแหน่งเป็นคณะกรรมการในบริษัทพลังงานที่คอยรับผลประโยชน์จากการกำหนดนโยบายดังกล่าว
ข้อยกเว้นที่ว่ากรรมการของรัฐวิสาหกิจสามารถที่จะเป็นประธานกรรมการ กรรมการหรือผู้บริหารของบริษัทที่รัฐวิสาหกิจมีหุ้นอยู่ด้วยได้หากรัฐวิสาหกิจนั้นได้มอบหมายให้ไปดำรงตำแหน่ง ทำให้ข้าราชการระดับสูงที่เป็นกรรมการในรัฐวิสาหกิจอย่างปตท. หรือ กฟผ.และมีบทบาทเกี่ยวข้องกับการกำหนดนโยบายด้านพลังงานยังได้เข้าไปเป็นกรรมการและรับผลประโยชน์ตอบแทนจากบริษัทเอกชนหลายรายก่อให้เกิดความขัดแย้งทางผลประโยชน์ระหว่างรัฐกับเอกชนและปัญหาธรรมาภิบาลอย่างร้ายแรง ด้วยนโยบายดังกล่าวทำให้ข้าราชการระดับสูงมีรายได้เกิดขึ้นจากการเป็นกรรมการบริษัทหลายแห่งสูงลิ่วเช่นกรณีของนายประเสริฐ บุญสัมพันธ์กรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ที่เข้าไปดำรงตำแหน่งกรรมการในบริษัทในเครือปตท.หลายบริษัท โดยได้รับผลตอบแทนโดยรวมเมื่อปี 2551 ที่ผ่านมา รวมประมาณ 22 ล้านบาทซึ่งยังไม่นับรวมผลประโยชน์การถือหุ้นอีก
คณะกรรมาธิการศึกษาตรวจสอบเรื่องการทุจริตและเสริมสร้างธรรมาภิบาลของวุฒิสภาเคยเชิญผู้เกี่ยวข้องจากหลายหน่วยงานมาให้ข้อมูลการปรับอัตราค่าบริการส่งก๊าซธรรมชาติหรือค่าผ่านท่อก๊าซฯของปตท. กระบวนการขึ้นค่าบริการส่งก๊าซฯซึ่งที่สุดแล้วกลายมาเป็นภาระทั้งทางตรงและทางอ้อมที่ประชาชนต้องจ่ายแทนที่หน่วยงานของรัฐจะทำหน้าที่ดูแลคุ้มครองผู้บริโภคเป็นด้านหลัก โดยสำนักงานนโยบายและแผนพลังงานรวบรัดจัดทำกรอบในการคำนวณราคาก๊าซธรรมชาติและอัตราค่าบริการส่งก๊าซธรรมชาติใหม่ผ่านคู่มือการคำนวณราคาก๊าซธรรมชาติและอัตราค่าบริการส่งก๊าซธรรมชาติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานเป็นผู้พิจารณาและให้ความเห็นชอบทั้งๆที่คณะรัฐมนตรี รัฐสภา หรือประชาชนไม่ได้มีส่วนร่วมใดๆ โดยให้มีผลบังคับใช้ในเวลา 2 เดือนเศษเท่านั้น
หลังจากนั้นปตท.ขอปรับอัตราค่าบริการคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติจึงได้อนุมัติให้ปตท.ปรับอัตราค่าบริการโดยไม่สนใจเสียงท้วงติงจากองค์กรผู้บริโภคแต่อย่างใดทำให้ปตท.มีผลกำไรเพิ่มขึ้นในปี 2552 เป็นจำนวน 2,000 ล้านบาท จากการได้รับอนุมัติให้ขึ้นราคาค่าผ่านท่อ ในท้ายที่สุดค่าบริการที่เพิ่มขึ้นทั้งหมดนี้จะถูกผลักภาระมายังประชาชนทั้งทางตรงและทางอ้อมทั้งๆที่ราคาก๊าซในตลาดโลกได้มีการปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง ปตท.ได้-ประเทศชาติและประชาชนเสียต้องรับภาระค่าครองชีพ ต้นทุนสินค้าก็เพิ่มสูงขึ้น ภาระของรัฐบาลเพื่อช่วยเหลือประชาชนก็เพิ่มขึ้นด้วย
แม้กกพ.จะมีมติไม่ขึ้นค่าไฟฟ้าผันแปรโดยอัตโนมัติ (Ft) ในช่วงเดือนพ.ค. - ส.ค.2552 โดยให้กฟผ.เป็นผู้รับภาระทำให้รายได้ของกฟผ.ลดน้อยลงและส่งผลให้รายได้ที่กฟผ.นำส่งรัฐลดลงตามไปด้วย ต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้นจากค่าไฟฟ้าส่งผลให้ต้นทุนการผลิตสินค้าทุกประเภทเพิ่มสูงขึ้น ด้านหนึ่งรัฐต้องการลดค่าใช้จ่ายสาธารณูปโภคของประชาชนผ่านมาตรการอุดหนุนแต่อีกด้านกลับอนุมัติให้เพิ่มค่าบริการส่งก๊าซซึ่งทำให้ราคาพลังงานเพิ่มสูงขึ้น
คู่มือฯที่สนพ.จัดทำขึ้นและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานให้ความเห็นชอบยังขัดกับคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดด้วยการให้สิทธิแก่การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทยซึ่งได้แปรสภาพเป็นบมจ. ปตท.ไปแล้วเป็นผู้ทำหน้าที่ในการประเมินมูลค่าสินทรัพย์ที่ได้มาก่อนการแปรรูปและขยายอายุการใช้งานใหม่ได้อีกในกรณีที่ท่อก๊าซหมดอายุการใช้งานลงจึงเป็นเหมือนการที่เจ้าหน้าที่รัฐได้ใช้อำนาจในการกำหนดหลักเกณฑ์ในการยกสาธารณสมบัติของแผ่นดินคือท่อก๊าซธรรมชาติให้กับบมจ.ปตท.โดยคิดมูลค่าเพียงเล็กน้อยอีกทั้งยังเปิดโอกาสให้บมจ. ปตท.นำทรัพย์สมบัติของแผ่นดินไปขยายอายุการใช้งานและตีราคาใหม่ตามที่ต้องการ บมจ.ปตท.ยังสามารถนำมูลค่าจากการตีราคาท่อเก่าให้เพิ่มขึ้นนี้มาเป็นต้นทุนค่าใช้จ่ายที่ใช้เรียกเก็บจากประชาชนเพิ่มขึ้น
บริษัทมหาชนระดับโลกซึ่งกวาดรางวัลธรรมาภิบาลดีเด่นจนแทบจะหาตู้โชว์ใส่ไม่หมดมีประเมินมูลค่าของท่อก๊าซไว้ต่ำตามหนังสือชี้ชวนการเสนอขายหลักทรัพย์ แต่มาประเมินมูลค่าทางเศรษฐกิจไว้สองครั้งหลังจากนั้นกลับมีมูลค่าเพิ่มขึ้นจากเดิมเป็น 105,000 ล้านบาท และ 120,000 ล้านบาทตามลำดับ ประชาชนซึ่งเดิมมีฐานะเป็นเจ้าของท่อก๊าซจ่ายค่าก่อสร้างและจะต้องจ่ายค่าใช้ท่อก๊าซอีกด้วยในปัจจุบัน
การบริหารจัดการขุมทรัพย์พลังงานทั้งน้ำมันและก๊าซฯซึ่งมีอยู่มหาศาลซึ่งเป็นผลประโยชน์ของประเทศและประชาชนทุกคนไม่ได้วางอยู่บนหลักธรรมาภิบาลคือ การมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย รวมทั้งความโปร่งใส ตรวจสอบได้ อำนาจการตัดสินใจด้านพลังงานของประเทศไทยทั้งการอนุมัติสัมปทานปิโตรเลียม การสำรวจปิโตรเลียม ไปจนถึงการกำหนดนโยบายต่างๆ ที่มีผลกระทบต่อประชาชนอย่างกว้างขวางกลับเป็นสิทธิ์ขาดของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานโดยคำแนะนำของคณะกรรมการปิโตรเลียมหรือขอความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีในบางกรณีที่จำเป็นเท่านั้น
รัฐบาลต้องสร้างกลไกให้ประชาชนชาวไทยมีสิทธิในการมีส่วนร่วมที่จะกำหนดนโยบายใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับการนำทรัพยากรธรรมชาตินี้มาใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนผู้เป็นเจ้าของทรัพยากร โดยประชาชนต้องมีสิทธิที่จะได้รับรู้ข้อมูลที่ครบถ้วนและถูกต้อง รัฐและข้าราชการต่างก็มีหน้าที่และความรับผิดชอบสูงสุดต้องมีการวางกรอบนโยบายกำกับดูแลกิจการพลังงานให้ชัดเจนและเป็นไปตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญเพื่อไม่ให้เกิดการผูกขาดตัดตอนในธุรกิจพลังงานและเพื่อผลประโยชน์ของประเทศชาติ ประชาชนและสังคมโดยรวมอย่างแท้จริง ควรทบทวนแผนแม่บทปิโตรเคมีใหม่ให้สอดคล้องกับสภาพความจริงในปัจจุบัน ทบทวนนโยบายให้ข้าราชการไปเป็นกรรมการบริษัทใหม่เพื่อขจัดปัญหาความขัดแย้งทางผลประโยชน์และเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการกำกับดูแลและกำหนดนโยบายแห่งรัฐ ไม่ให้สังคมโดยรวมได้รับความเสียหายจากการประกอบธุรกิจพลังงาน ต้องยกเลิกสิทธิพิเศษต่าง ๆของบมจ.ปตท.ไม่ให้มีโอกาสเอาเปรียบบริษัทเอกชนอื่น ๆ ทบทวนหลักเกณฑ์การคำนวณราคาค่าก๊าซฯและค่าบริการส่งก๊าซฯใหม่ ติดตามตรวจสอบการคืนท่อก๊าซฯจากงบมจ.ปตท. ไม่ควรปล่อยให้เกิดการผูกขาด ยกเลิกการปรับขึ้นอัตราค่าบริการส่งก๊าซฯ โดยเร็วและทบทวนนโยบายการกำหนดค่าบริการค่าส่งก๊าซฯ ใหม่ ทบทวนราคาน้ำมันใหม่ ทบทวนนโยบายด้านสัมปทานปิโตรเลียมโดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นการแบ่งผลประโยชน์ระหว่างรัฐและเอกชนทั้งสำหรับสัมปทานใหม่และการต่ออายุสัมปทานเนื่องจากส่วนแบ่งรายได้ที่รัฐบาลไทยได้รับในปัจจุบันอยู่ในระดับที่ต่ำเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน ปล่อยให้ราคาน้ำมันเป็นไปตามกลไกตลาดเสรีที่แท้จริง ส่งเสริมธุรกิจการกลั่นน้ำมันให้มีการแข่งขันสมบูรณ์ ไม่ควรให้รัฐวิสาหกิจที่ไม่ได้เป็นของรัฐบาลร้อยละ 100 ได้ดำเนินธุรกิจในลักษณะผูกขาด ส่งเสริมการใช้กลไกตลาดที่อิงอุปสงค์และอุปทานของน้ำมันสำเร็จรูปในประเทศ ป้องกันการค้ากำไรเกินควรและเปิดโอกาสให้เกิดการแข่งขันอย่างเป็นธรรม ทบทวนการกำหนดราคาก๊าซแอลพีจีเพราะต้นทุนจริงในการผลิตไม่ขึ้นกับราคาตลาดโลกโดยมีปตท.ผูกขาดการใช้ท่อส่งก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทยำให้เป็นการผูกขาดธุรกิจโรงแยกก๊าซ ไม่ให้อุตสาหกรรมปิโตรเคมีใช้ราคาที่ต่ำกว่าราคาแอลพีจีในตลาดโลก แยกการกำหนดราคาก๊าซแอลพีจีที่ใช้ในภาคธุรกิจออกจากราคาก๊าซสำหรับภาคประชาชน ในหลายประเทศทั่วโลกจึงกำหนดให้การตัดสินใจด้านพลังงานของชาติเป็นอำนาจโดยตรงของประชาชนผ่านการลงประชามติหรือผ่านรัฐสภาหรือตัวแทนประชาชน