แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ถูกก่อกวนและลอบทำร้ายต่อเนื่อง แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ถูกก่อกวนและลอบทำร้ายต่อเนื่อง แสดงบทความทั้งหมด

04 มิถุนายน 2553

นักกินเมือง





ชาติบ้านเมืองจะประสบวิกฤตจากปัญหาการเมืองมากมายเพียงนี้  ย่อยยับพังทลายด้วยความจัญไร ความเห็นแก่ตัว ของคนคนเดียว ที่ทำมาหากินบนผืนแผ่นดินไทยแล้วขี้รดหลังคา คนคนเดียวที่ดึงฟ้าต่ำ ทำหินแตกไปทุกหย่อมหญ้า ปลุกปั่น ปลุกระดม ยุยง ให้คนไปทำผิดกฎหมาย หลอกล่อคนไทยให้มาซ่องสุม จ้างคนไทยที่เห็นแก่เงิน อามิสสินจ้าง สะสมทหารแตงโม,ตำรวจมะเขือเทศ,หมอถ่อยคอมมิวนิสต์,นักวิชาการเลว  สร้างกองโจรก่อการร้ายซ่องสุมทั้งกำลังคนและกำลังอาวุธ ที่ทำไปทั้งหมดทั้งปวงนั้นอำมหิตโหดเหี้ย มากำจัดผู้คนได้มากมายแม้กระทั่งกลุ่มคนกันเองได้เลือดเย็น  มาเผาบ้านตนเองได้ขนาดนี้  บ้านเมืองป่นปี้เพียงนี้   ใครเลยมันจะคิดได้

ค่ายอิงคยุทธฯถูกปล้นปืนในปี 46 ภาคใต้มีแต่ความรุนแรงตลอดปี 47 กรณีทั้งที่กรือเซะและตากใบยังตรึงใจใครหลายคน  ในปี 49 การเลือกตั้งลวงโลกถูกจับได้และเป็นโมฆะในที่สุด ไทยรักไทยถูกยุบ อำนาจหดหาย น้ำลดเมียน้อยผุด ปลายปี 49 ถูกยึดอำนาจ  ปี 50 - 51 ก็ไม่ยอมรามือจนไม่มีแผ่นดินอยู่  ในปี 51 - 52 เป็นปีแห่งถูกอายัดเงินที่อังกฤษ ถูกเบี้ยว ถูกล้วง ถูกควัก เก็งกำไรราคาน้ำมันก็ผิดพลาด ทรัพย์ที่ไม่สามารถอธิบายที่มาได้ก็สูญไปๆ พอถึงปี 52 - 53 โรคร้ายก็มาเยือน  ธุรกิจหลายๆตัวล้มระเนระนาด ส่งอาวุธเขมรเข้าไทย ค้าขายอาวุธกับศรีลังกา ทรราชที่โกงกินประเทศมากที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษย์ชาติกำลังจะหมดตาเดิน ลูกหลานมีพิษจากต้นไม้มีพิษจะยังมีโอกาสลอยหน้า.ลอยตา.ในแผ่นดินเกิดได้ละหรือ

พวกมันสามารถจับเอาคนกรุงเทพฯ ธุรกิจ เศรษฐกิจของกรุงเทพฯและความสงบสุขของประเทศมาเป็นตัวประกันแล้วเผาบ้านเผาเมืองจนกรุงเทพฯวอดวาย  การตกเป็นเหยื่อแบบนี้ของผู้คนและประเทศชาติครั้งนี้ผ่านการเตรียมการวางแผนมาอย่างดี พร้อมอาวุธยุทโธปกรณ์และกองกำลังติดอาวุธ กลุ่มทรชนพวกนี้เป็นทั้งการสนธิกำลังทั้งจากตำรวจ ทหาร ในและนอกราชการตั้งแต่ระดับเสนาธิการไปจนกระทั่งผู้ปฏิบัติการรบ     ผ่านการเตรียมการวางแผนเป็นอย่างดีมานานหลายเดือนด้วยยุทธศาสตร์พรั่งพร้อม   แต่ไอ้ที่มากไปกว่านั้นกลุ่มคนพวกนี้ยังมีการวางแผนไว้ล่วงหน้าแล้วว่าจะฆ่าตัวประกัน โหดอำมหิตพวกมันกะจะระเบิดใจกลางกรุงเทพฯด้วยคาร์บอมบ์จาก 4-5 จุดชนิดที่เรียกว่าอานุภาพจะครอบคลุมพื้นที่ในวงกว้างประมาณ 5 ตารางกิโลเมตรขนาดที่เราคงไม่สามารถนึกภาพได้ว่ากรุงเทพฯจะย่อยยับมากมาย

แต่แม้จะรู้ว่ายังยากแสนยากที่จะลากคอหัวหน้าผู้ก่อการร้ายมาลงฑัณฑ์  เพราะไม่มีอะไรสำคัญมากไปกว่าเงินที่เอามาจ้างผีโม่แป้ง  พอได้ดูท่าทีของอัยการแล้ว  วังเวง หดหู่ใจ ที่แม้จะพ่นลมออกเป็นขั้นตอนกฎหมายก็ยังไม่เห็นความกระตือรือล้นให้พออุ่นใจ  จากทักษิณ--Where are you? มาถึง Here I am! จนถึง ใครเรียก -นายก- แต่เราเรียก - พ่อ-" ของเอม โอ๊ค อุ๋งอิ๋ง หมวดเจี๊ยบ   เวลานี้ประเทศไทย ชาติไทย คนไทยได้ออกหนังสือแถลงการณ์พวกมรึงเรียก -พ่อ- แต่คนไทย เรียกมันว่า- ผู้ก่อการร้าย ได้กิ๊บเก๋เสียไม่มี  เอ!  แล้วใครจะมา ลับ  ลวง คราง อิ๋งๆกันไหมนี่   คนเคยเขียนต้นฉบับมันถูกไล่ออกไปแล้วนี่

ประเทศไทยที่เคยเจริญรุ่งเรืองถึงขั้นเป็นประเทศชั้นแนวหน้าในภูมิภาคนี้ได้รับผลกระทบ ถูกกระทำให้เกิดความเสียหายทั้งทางกายภาพและจิตใจของคนไทย ความเชื่อมั่นการลงทุนและภาพลักษณ์ย่อยยับในพริบตา  จริงๆ แล้วนี่เป็นเพียงชั่วขณะหนึ่งที่เกิดความสงบเท่านั้นเพราะมันยังไม่สงบ  มันยังคุกรุ่นอยู่ใต้ดิน  ลูกหลานของพวกมันจะได้รับกรรมหนัก ไม่ได้มีความสุขความเจริญอีกต่อไปเลยจากผลที่ไอ้ไพร่หมาอำมาตย์ใหญ่อย่างตักขี้ กินชะมัดแดงนรกตัวพ่อได้ก่อเอาไว้ จนไพร่หมาอำมาตย์ใหญ่อย่างมันได้เป็นผู้ก่อการร้ายสมใจ  ไม่ว่ายุคไหนที่หัวหน้าคณะรัฐบาลที่โดนรัฐประหารหรือโดนขับไล่จนพ้นตำแหน่ง ก็มักจะหนีไปอยู่ต่างประเทศ บางท่านก็โดนยึดทรัพย์และแม้ว่าจะถูกกล่าวหาว่าเป็นทรราช   แต่คนเหล่านั้นก็ไม่เคยที่จะทำร้ายทำลายประเทศไทยเลย   คงเพราะสำเหนียกในความจงรักภักดี ต่อ "ชาติ ศาสน์ กษัตริย์" จึงไม่มีผู้ใดกระทำการอันเป็นการเนรคุณต่อแผ่นดินเกิดแม้เพียงนิด ฟอร์บส์เผยว่าอภิมหาเศรษฐีไอ้ไพร่หมาอำมาตย์ใหญ่อย่างตักขี้เป็นเพียงตัวอย่างล่าสุดของบุคคลผู้ร่ำรวยแต่ทำสิ่งผิดกฎหมายจนสังคมไม่สามารถยอมรับได้  แม้จะถูกพิพากษาว่ามีความผิดจริงตามหลังมาอีก  แต่มันก็ยังไม่มีสำนึกในสิ่งที่มันได้กระทำลงไป

ไพร่หมาอำมาตย์ใหญ่เห็นนายกฯอภิสิทธิ์เขาแก้ไขปัญหาได้ ไพร่หมาอำมาตย์ใหญ่ป่วนยังไงก็ไม่สำเร็จ คะแนนนิยมนายกฯเขากลับมากขึ้นๆ ไพร่หมาอำมาตย์ใหญ่อิจฉาจนไข่บวม   ยิ่งไพร่หมาอำมาตย์ใหญ่ได้เห็นภาพคนกรุงออกมาทำความสะอาด เก็บขี้ควายที่พรรคพวกไพร่ทำ ถ่ายกันเอาไว้ ได้เห็นความสามัคคีของคนในชาติ เห็นฟ้าหลังฝน ไพร่หมาอำมาตย์ใหญ่ไม่ต้องการดู แหงมๆ ไพร่หมาอำมาตย์ใหญ่ด่าทหาร เพราะทหารเขาเอาจริง ทหารเป็นทหารของพระราชา ทหารของไพร่เจอสกัดทำอะไรไม่ได้ ไพร่หมาอำมาตย์ใหญ่กระอักไป พอไพร่หมาอำมาตย์ใหญ่ไปจ้างมือปืนรับจ้างปรองดอง จ่ายสำนักข่าวต่างประเทศกะเล่นงานรัฐบาลและประเทศให้ล่มจม แต่ทหารเขาแก้เกมเป็น เขาเอาทูตทหารและเจ้าหน้าที่ เอาสื่อทั้งในทั้งนอกประเทศมาดูหลักฐาน ออกแถลงการณ์ของเขาเข้าท่า เตรียมนำเสนอมาดีแถมมีล่ามแปลทุกภาษา ทั่วโลกก็เลยเข้าใจว่าอะไรเกิดขึ้น ไพร่หมาอำมาตย์ใหญ่งง นึกว่าประเทศนี้มีคนเก่งแค่ตัวไพร่หมาอำมาตย์ใหญ่เลยรับไม่ได้ ก็แหมลงทุนไปตั้งเยอะแล้ว ข่าวของไพร่หมาอำมาตย์ใหญ่โดนคนไทยถล่ม จนสำนักข่าวต้องถอดข่าวไพร่หมาอำมาตย์ใหญ่ออกจากหน้าเว็บ เสียทั้งใจ เสียทั้งตังค์ ไพร่หมาอำมาตย์ใหญ่เก็บกดสุดๆ

พอ DSI เพราะเขาเล่นงานไพร่หมาอำมาตย์ใหญ่จริงๆจังๆ เพราะหน่วยงานนี้ไม่มีตำรวจมะเขือเทศแดงทั้งแผ่นดินเข้าไปซ่อกแซกได้ ไพร่หมาอำมาตย์ใหญ่ทำอะไรไม่ได้ ได้เพียงแค่ดูเขาเก็บหลักฐานเล่นงานตัวเองกับสมุนไพร่ซ้ำๆซากๆอยู่ทุกวันก็ทำปากดีไปด่าเขา จริงๆกลัวเขาจนไข่สั่นและบวมมมมม ไพร่หมาอำมาตย์ใหญ่เคียดแค้นท่านกษิตเพราะเขาเล่นตามทุกฝีก้าว จะไปอยู่ไหน เขาก็ทำหนังสือให้ไปไล่ไพร่หมาอำมาตย์ใหญ่ออกนอกประเทศนั้นๆ จนจะไม่มีที่จะอยู่ กลายเป็นสัมภะเวสี เจ็บใจไพร่หมาอำมาตย์ใหญ่เลยได้แค่ไปด่าเขาว่า วันๆไม่ทำอะไร ตามดมตูดกรูอย่างเดียว ไม่แก้ปัญหาอื่นๆของประเทศ แต่จริงๆปัญหาอื่นเป็นเรื่องขี้ปะติ๋วเมื่อเทียบกับปัญหาที่ไพร่หมาอำมาตย์ใหญ่สร้างเอาไว้อย่างภาคภูมิ จากการโจมตีประเทศ ทำลายบ้านเกิดสาระพัดเพื่อให้เศรษฐกิจมันย่อยยับ คนหนีไปลงทุนที่อื่น กะจะดูความพินาศฉิบหายของบ้านเมือง นักลงทุนก็กำลังหนีไปที่อื่นกัน แต่ท่านกรณ์เขาแก้เกมส์เสียสนิท  ไพร่หมาอำมาตย์ใหญ่จะเหลืออะไรมาเล่นอีก

ความเหลื่อมล้ำหรือความแตกต่างระหว่างทางชนชั้น ความไม่เป็นธรรมในสังคมที่มีมายาวนาน เป็นปัญหาสำคัญที่มีอยู่ในทุกๆสังคมและทุกๆชนชาติ ตราบใดที่มนุษย์ยังรู้สึกว่าไม่พอ นำมาซึ่งความทุกข์และความพยายามที่จะร่ำรวย  ยิ่งมีก็ยิ่งได้มาด้วยการใช้กำลัง การคดโกง การทุจริต  อ้ายคนที่ยังไม่มีก็ต้องดิ้นรด ต่อสู้ เอารัด เอาเปรียบกันไป-มา ในที่สุดกลุ่มคนที่ได้มาก่อนก็ได้รับการยอมรับ ชื่นชมจนกลายเป็น ฆ่านิยมในที่สุด แก้ปัญหาเหล่านี้ด้วยการประท้วงหรือการเรียกร้องโดยการปิดถนนหรือใช้ความรุนแรงหรือการเอาทรัพย์จากคนรวยมาแบ่งคนจนจนกลายเป็นระบบคอมมิวนิสต์ไม่ได้แน่นอน และแม้แต่สังคมในประเทศคอมมิวนิสต์เองก็ยังมีความไม่เท่าเทียมกันในสังคมแล้วระบอบประชาธิปไตยจะยังมีความเท่าเทียมกันได้หรือ แต่กระนั้นฝูงไพร่แดงกบถที่มีแกนนำไพร่แดงกบถได้นำปัญหาโลกแตกแบบนี้มาต่อสู้  เป็นการต่อสู้ที่ส่งให้ฝีที่สุกปลั่งอยู่แล้วต้องแตกออกเพราะกลุ่มก้อนของนักธุรกิจการเมืองได้สูญเสียอำนาจล้นฟ้าที่เคยมีไป   ทั้งหมดทั้งปวงไม่ใช่เป็นปัญหากลุ่มเสื้อเหลืองทะเลาะกลุ่มเสื้อแดงหรือกลุ่มใดๆ แต่บุคคลในกระบวนการและเครือข่ายของไพร่หมาอำมาตย์ใหญ่อย่างตักขี้ล้วนเป็นผู้มีอิทธิพลทางการเมืองและเป็นเจ้าของธุรกิจขนาดใหญ่ทั้งสิ้น

ในเมื่อสังคมได้ถูกชี้นำด้วยผลประโยชน์ทางธุรกิจผ่านภาคเอกชนที่เห็นเพียงประโยชน์ของตนโดยไม่สนใจผลกระทบต่อสังคมโดยรวม สังคมได้ถูกกระทำให้เกิดความแตกต่างทางสังคมอย่างแท้จริงด้วยคนกลุ่มนี้ไม่เว้นแม้แต่ไพร่หมาอำมาตย์ใหญ่อย่างตักขี้   คนพวกนี้ได้รับความช่วยเหลือทั้งทางตรงและทางอ้อมจากทั้งข้าราชการ-นักการเมือง-ประชาชนผู้ด้อยโอกาสทั้งหลายเมื่อไรที่ตนเองได้ประโยชน์ด้วยก็ช่วยๆกันไป   ตัวอย่างก็สัมปทานไทยคมอย่างไรเล่า  บุรุษเสื้อคับได้เมตตาให้สัมปทานแก่ว่าที่ผู้ก่อการร้ายจนไพร่หมาอำมาตย์ใหญ่มันได้ตำแหน่งผู้ก่อการร้ายไปในที่สุด  ถ้าทุกคนทำหน้าที่ของตนให้ดี ประกอบสัมมาอาชีพ ผู้ด้อยโอกาสไม่พะวงรอใครมาให้ประโยชน์ อย่างกรณีที่ไพร่หมาอำมาตย์ใหญ่อย่างตักขี้บกพร่องโดยสุจริตจนก่อให้เกิดความบกพร่องอย่างถาวรจนถึงขั้นเผาบ้านเผาเมืองแบบนี้  การกระทำที่สั่งสมมายาวนานของนักการเมืองกับข้าราชการเลวๆนับเป็นผลผลิตจากพวกมาร

นักธุรกิจหลายรายผันตัวเองเข้ามาเป็นนักการเมือง อยู่ท่ามกลางเสือสิงห์กระทิงควาย ก็มีอันให้ต้องถอยกลับไปตั้งหลัก หรือไม่ก็ผันตัวไปเป็นนักธุรกิจการเมืองเสียเอง เลือกไม่ถูกเอามันเสีย 2 บท 2 บาทเลย  ครั้นเมื่อลงทุนซื้อเสียงก็สร้างนโยบายประชานิยมเข้าแก้ไขปัญหาแบบสั่วๆ เอาปลาไปแจกไปแถมในชนบท ผลก็คือพ่อค้าขายปลาในเมืองร่ำรวยขึ้นแต่ชาวชนบทกลับดิ่งลึกลงสู่ความยากจนมากยิ่งๆขึ้นกว่าเดิมในทันทีที่ปลาหมด ชาวชนบทก็ยังตกปลาหรือหากินเองไม่ได้  คนที่เอาปลาไปแจกมันก็รวยเอารวยเอาเป็นการถ่างช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนให้กว้างขวางใหญ่โตกว่าเดิมมาก  ชาวชนบทพวกนี้หารู้ไม่ว่า "ประชาธิปไตย" ของไทยถูกฆาตกรรมทุกครั้งโดยคนที่เอาปลาไปแจกเมื่อมีการเลือกตั้ง  เมื่อคนที่เอาปลาไปแจกได้รับเลือกเข้ามาคนพวกนี้ก็จะเอาทุนคืน พร้อมๆกับการหว่านเม็ดเงินที่เป็นภาษีอากร เป็นหยาดเหงื่อของชาวไทยทั้งประเทศไปหาปลามาแจกชาวชนบทต่อไปและไปต่อ ปรับเปลี่ยนตัวบุคคลหมุนเวียนกันเข้ามากอบมาโกยในลักษณะสมบัติผลัดกันชม   ว่ากันว่าเพียงไม่กี่ปีที่อยู่ในตำแหน่งไพร่หมาอำมาตย์ใหญ่อย่างตักขี้สามารถเร่ร่อนไปได้ทั่วโลกในกลุ่มประเทศโลกที่สามทั้งๆที่อ้างว่าเงินทองที่มีเทาที่เห็นนั้นอันหามาได้ทั้งชีวิตจากธุรกิจที่ขายให้เตมาเส็กที่ถูกยึดไปและยังถูกอายัดไว้บางส่วน แต่สามารถมีให้รัฐบาลอังกฤษยึดไว้อีกแสนล้าน แถมไอ้ที่ส่งกลับมาป่วนบ้านเผาเมืองนี่อีกเท่าไร แถมยังมีการอมบังเกิดขึ้นในดูไบอีกหลายพันล้าน ประชาธิปไตยของไทยจึงมีแต่เพียงโครงสร้างหาได้มีจิตวิญญาณไม่  

ถ้าหากนักการเมืองดีบ้านเมืองก็ดีไป 1 ชั่วชีวิตคนๆหนึ่งพิสูจน์ชัดแล้วว่านักการเมืองไม่รู้หน้าที่ของตนต่อบ้านต่อเมือง เอาเงินซื้อตำแหน่งหน้าที่มาแล้วกอบโกยผลกระโยชน์เข้าตัวเองหมด นักการเมืองทุกวันนี้เห็นแต่ผลประโยชน์ส่วนตนเกือบจะทั้งหมด อย่างพรรคภูมิใจห้อยออกมาบอกหลายครั้งแล้วว่าไม่ให้รัฐบาลยุ่งกับโควต้าพรรค รัฐบาลจะทำอะไรก็ทำไป แต่พรรคภูมิใจห้อยกลับเข้ามามีส่วนได้เสียกับตำแหน่ง อำนาจ และการเงินของข้าราชการ ทหาร ตำรวจ ผู้ว่าฯจังหวัดนั้นจังหวัดนี้ นักการเมืองมันไปเรียกเงินจากตำรวจที่ต้องการตำแหน่งใหญ่ขึ้นๆ กลุ่มคนพวกนี้แลกเปลี่ยนตำแหน่งกันเป็นว่าเล่น  ตั้งตำรวจที่ตัวเองต้องการใช้ในทางด้านการเมืองโดยไม่ต้องคำนึงถึงประชาชนเลยแม้แต่นิด จากตำรวจที่เคยรับใช้ประชาชน เป็นผู้พิทักษฺ์สันติราษฎร์ กลับกลายเป็นตำรวจที่ไปรับใช้นักการเมือง เป็นผู้พิฆาตสันติธรรม ตร.ส่วนใหญ่เลวมากกว่าดี กินส่วย รับเงิน เล่นพรรคเล่นพวก  ตำรวจชั้นผู้น้อยนั้นขาไม่ได้รับความเป็นธรรม โดนตำรวจชั้นผู้ใหญ่รังแกในเรื่องผลประโยชน์ตลอด ใช้เขาไปทำมาหากิน ใช้เขาไปรีดไถ ส่งส่วยตำรวจระดับสูงๆ  ตำแหน่งผู้บัญชาการเก้าอี้ละ 10 ล้าน 20 ล้าน 30 ล้าน บางตำแหน่งใหญ่มากจนถึงมากชิบหายก็ต้องจ่ายถึง 80 ล้านบาท   มันก็ไม่ต่างกับนักกินเมืองจ่ายมากกว่าจะได้ตำแหน่งก็ต้องกอบโกยเอากลับกว่าและมากกว่า  ส่วนตำรวจชั้นผู้น้อยก็ดักดานอยู่อย่างเดิมๆทำให้อัดอั้นตันใจที่โดนตำรวจชั้นผู้ใหญ่รังแกมาตลอด เมื่อเห็นแกนนำไพร่แดงกบถพาฝูงไพร่แดงกบถมาก็หวังว่า ถ้าฝูงไพร่แดงกบถชนะตัวเองจะได้มีสิทธิ์มีเสียงมีปากมีเสียงกับเขาบ้าง

การเมืองเมืองไทยไม่ใช่แค่ถึงทางตันเพราะมันเน่าสนิท ฉิบหายไปหมดแล้ว ชาติบ้านเมืองจะพินาศฉิบหาย  ชาติบ้านเมืองแก้ไม่ได้ด้วยระบบรัฐสภา รัฐสภาไม่แก้ปัญหาชาติบ้านเมืองได้  ประชาชนก็ลำบากมากขึ้นทั้งในการเดินทาง ต้นทุนของการเดินทางสูงขึ้น สายการบินก็ไม่สะดวกเพียงเพราะว่านักการเมืองบางคนมีผลประโยชน์กับสนามบินสุวรรณภูมิ กับคนซึ่งทำธุรกิจในสนามบินสุวรรณภูมิแล้วบังเอิญนักการเมืองคนนี้กลายเป็นคนซึ่งสุเทพเมือกบอกว่าถ้าไม่มีเขาก็เราก็ไม่มีหาง    การที่ศาลตัดสินและป.ป.ช.สั่งให้ตำรวจ 3 นายได้ออกจากราชการก่อนวัยอันสมควรจากการทำร้ายประชาชนในคดี 7 ตุลาฯ ก.ตร.กลับเอา3 นายนั่นเข้าบรรจุเหมือนเดิม 2 เพราะน้องพาวาทตายจากราชการไปแล้วจึงไม่สามารถบรรจุได้อีก  วันก่อนได้มีโอกาสอ่านบันทึกภาคสนามของนักข่าวเนชั่นทีวีที่ชาวไทยได้อ่านแล้วเป็นคำตอบถึงบทบาท-หน้าที่ตำรวจได้อย่างดี

แดน ริเวอร์แห่งซีเอ็นเอียงเป็นคนออกข่าวที่ผิดพลาดหลายๆ อย่างและเป็นข่าวที่คนไทยรับไม่ได้ แดน ริเวอร์นั้นนอกจากจะมีภรรยาเป็นคนออสซีภาคอีสานแล้วยังมีภรรยาเป็นคนไทยขอนแก่นอีก  การนำเสนอข่าวของสำนักข่าวระดับโลกอย่างซีเอ็นเอียงที่บิดเบี้ยวไปอย่างไม่น่าให้อภัยจากฝีมือของผู้สื่อข่าวประจำประเทศไทยคนนี้ทั้งๆที่ประจำประเทศไทยมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน นานจนสามารถมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งเกินคำว่าเพื่อนกับอีเพ็ญจพภักร เพ็ญแขรวมถึงปีศาจหูกระต่ายอย่างซ้ายนรกพันศักดิ์ วิญญรัตน์ที่ไม่ยอมเป็นวิญญชนรับใช้ทรราชใหญ่อย่างไพร่หมาอำมาตย์ใหญ่มาตลอด   การนำเสนอข่าวตามจินตนาการของชาติตะวันตกที่จะออกมาในลักษณะว่าประชาชนต่อต้านเผด็จการทหารด้วยภาพว่า "ทหารต้องฆ่าประชาชน" โดยแกล้งโง่ว่าความจริงนั้นการเมืองไทยมีความซับซ้อนอย่างไร    แดน ริเวอร์แห่งซีเอ็นเอียงสัมภาษณ์มือปืนรับจ้างต่างชาติคนใหม่ของไพร่หมาอำมาตย์ใหญ่ถึงหลังเวทีก่อนการกระชับพื้นที่กันเลยทีเดียวตามแผนแม่บทของไพร่หมาอำมาตย์ใหญ่ตัวพ่อ

แกนนำก่อการร้ายที่จ้าหน้าที่ตำรวจตชด.ได้ส่งไปตากอากาศที่ชะอำอย่างมีความสุขนั้น  ภาพที่ควรถูกปฏิบัติในสภาพผู้ก่อการร้ายปลุกระดมมวลชนให้ยึดอำนาจรัฐด้วยกำลังอาวุธสงคราม ฆ่าทหารและปล้นสดมภ์ตามแนวของขบวนการโจรเสื้อแดงแอบแฝงหลังหน้ากากประชาธิปไตยเพื่อคนหนีคุกไม่ได้ให้ชาวโลกเห็น แถมตำรวจตชด.บ่นมาดังๆว่าเบื้องบนบอกให้ดูแลพวกมันให้ดี ไม่รู้ว่าจะแกล้งโง่ไปถึงไหนๆกัน ภาพนี้จะเป็นภาพที่จะย้อนกลับมาทิ่มตำทั้งรัฐบาลและผู้ปฏิบัติการในภายหลังอย่างแน่นอน   เพราะย่อมสร้างความสงสัยแคลงใจของประชาชนว่ารัฐบาลยังต้องการรักษาระบบนิติรัฐไว้หรือไม่ หรือจะปรองดองกับผู้ก่อการร้ายได้ลงดอ

สาธารณชนคงต้องได้ดูการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลในการนำของนายกฯอภิสิทธิ์ที่ผิดปกติเพราะสส.ฝ่ายแค้นจากพรรคเผาไทยผู้ก่อการร้ายได้ญัตติไว้ แค่กินข้าวด้วยการใช้มือเป็นก็นับว่าบุญแล้ว  ไร้คุณภาพ ไร้สาระ  ถ่อย เถื่อน ไร้สมบัติผู้ดี ให้ของลับกลางสภา พูดคำหยาบคาย ชอบสบถสาบาน ชอบแช่งชักหักกระดูก ชอบชกต่อยเตะถีบกันกลางสภา ประชาชนแทบไม่ได้อะไรจากการอภิปรายยิ่งเห็นเจตนาจ้องที่จะบ่อนทำลายรัฐบาลชัดเพราะโจรก่อการร้ายได้สร้างโรงน้ำแข็งในสภากันเต็มๆ บิดเบือนข้อเท็จจริงกันอย่างหน้าด้านๆด้วยส.ส.พรรคเผาไทย 3 รมต.แป๊ะชวรัตน์หุ่นเชิดของแก๊งค์จิ๋กโก๋ซอยรางน้ำ โสภณซาเล้งคนขับรถของจิ๋กโก๋ซอยรางน้ำบุญญาสูงคุมคมนาคมที่เป็นกระเป๋าเงินอยู่ และท่านกษิตเจอส.ส.พรรคร่วมหักหลังโหวตสวนไม่ไว้วางใจเข้าให้เต็มๆเพียงเพราะว่าเป็นเรื่องนักการเมืองขบเหลี่ยมกันในการขยายอาณาจักรในพื้นที่เลือกตั้งอีสานทับซ้อนจึงได้จังหวะเอาคืน     เป็นเพียงแค่เกมต่อรองไม่ต่างจากการแย่งชามข้าวกันโดยไม่สนใจสังคมจะว่าอย่างไร ทารุณ โหสถุลกับสุนัข จุ้นลงทุกวงได้ตะโกนขับไล่นายกฯ หลังปิดประชุม "ออกได้แล้ว-ทำคนตาย ซีกรัฐบาลสวนกลับทันควันพรุ่งนี้เตรียมติดคุกได้เร้ย

รมว.กลาโหมอ้วนเตี้ย เหงื่อตกเมื่อเจอแก๊งค์ไพร่แดงกบถในมหาดไทยปีก่อนมีผลงานอะไรบ้างนอกจากเงียบเหมือนเป่าสากกระเบือ  ไม่มีผลงานอันใดให้ปรากฏเลย  เพิ่งจะได้มาอ้าปากตอนจะปลดน้องพาวาดเท่านั้นเองที่เข้าตาประชาชีด้วยความอเน็จอนาถใจ    พรทิวาเจ้าแม่สามวัดอย่างโพธิ์ ไทร ดอนที่เป็นรมว.พานิชย์ ไม่มีผลงานอะไร ข้าวของเเพงวายป่วง ไม่เห็นจะทำอะไรได้ หากจะดันเอาไปนั่งเป็นรมว.ทรัพย์อีก ก็คงเข้าทางภูมิใจห้อยเป็นแน่   ใครๆก็รู้ว่าโสภณซาเล้งตั้งใจทำงานการเมือง ทำถนนปลอดฝุ่น ทำรถเมล์อเวจีวี 4 พันคัน ทำถนนขยายใหญ่โตขึ้นเขาใหญ่ ทำบ้านใหม่จากไม้ใหญ่อายุเป็นร้อยๆปี 120 ต้น จากทางขึ้นเขาใหญ่  ใครๆก็เข้าใจได้   แต่ในสภาวการณ์บ้านเมืองแบบนี้ความตั้งใจของโสภณซาเล้งยังไม่เพียงพอต่อการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน   ขอร้องโสภณซาเล้งให้ช่วยยกเก้าอี้รมว.คมนาคมให้กับคนที่มีความรู้ความสามารถในด้านนี้จะดีกว่า  เสียสละเพื่อบ้านเมืองซักครั้งหนึ่งเถิด  โสภณซาเล้งไม่ได้ทำอะไรผิดเพียงแต่โสภณซาเล้งไม่เหมาะแค่นั้นเอง ขอขอบพระคุณโสภณซาเล้งล่วงหน้าที่ได้เสียสละเก้าอี้ให้คนที่มีความสามารถมากกว่า  ดีกว่าไหม   นักการเมืองน้ำเน่าในสภาก็ยังแสวงหาผลประโยชน์ตัวเองเท่านั้น เราจะฝากการปฏิรูปประเทศไว้ในมือนักธุรกิจการเมืองได้หรือ  เราจะรอให้นักการเมืองมาปฏิรูปประเทศเพื่อเราๆประชาชนอีกนานแค่ไหน

แทนที่ผู้ตรวจการแผ่นดินจะขยับทำหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 279 และมาตรา 304 ไม่ปล่อยให้ผู้ก่อการร้ายได้สร้างโรงน้ำแข็งในสภา หลังจากที่ผู้ตรวจการแผ่นดินเคยแอบเป็นผีตายซากมานับสิบปีก็นิ่งไม่สำนึกถึงพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมานี่  กระนั้นหลากหลายกลุ่มบุคคลที่ทนรับความถ่อยของผู้ทรงเกือกชุดนี้ไม่ได้  พรรคประชาธิปัตย์ยื่นต่อหนังสือต่อระธานสภาผู้แทนฯให้พิจารณาวินิจฉัยว่า สส. 5 ตนของพรรคเผาไทยฝ่าฝืนข้อบังคับประมวลจริยธรรมโดยการชุมนุมดังกล่าวมีการปิดถนนและฝ่าฝืนพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน  เสื้อหลากสียื่นปลดซ้ำ ใช้สิทธิถอดถอนสส.3 ตนตามรัฐธรรมนูญ มาตรา164 ยื่นต่อประธานวุฒิสภาเพราะปราศรัยและร่วมชุมนุมทางการเมือง ปลุกระดมสนับสนุนให้การชุมนุมทำผิดกฎหมายร้ายแรง   นายนิติธร ล้ำเหลือยังได้เข้ายื่นเรื่องถึงนายทะเบียนพรรคการเมืองและคณะกรรมการการเลือกตั้งให้พิจารณายุบพรรคเผาไทยและเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารด้วยคนทั้งแก๊งค์เกี่ยวข้องและสนับสนุนการชุมนุม เคลื่อนไหว เผาสถานที่ต่างๆ ขัดต่อกฎหมายและข้อบังคับพรรค และไม่อยู่ในเจตนารมณ์ของพรรค   พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยได้ยื่นหนังสือเปิดผนึกถึงประธานสภาผู้แทนฯ ขอจัดให้มีการโฆษณาคำชี้แจงต่อที่ประชุมสภาฯ จากการอภิปรายบิดเบือนข้อเท็จจริงอย่างไม่สมฐานะที่จะอ้างตัวเป็นผู้แทนของปวงชนครั้งนี้ด้วย

นายกฯอภิสิทธิ์เคยเขียนไว้ในหนังสือร้อยฝันฯตั้งแต่ก่อนจะได้เป็นนายกรัฐมนตรีว่าไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นต่อไปก็คงเป็นช่วงสุดท้ายของชีวิตการเมืองของผม  สถานการณ์ไปไกลกว่านั้น  ท่านมีความสุ่มเสี่ยงและอันตรายร้ายแรงอย่างยิ่งต่อชีวิตไปแร้วววว  ในช่วงเวลาแบบนี้ภายใต้สถานการณ์ที่นายกรัฐมนตรีเพิ่งผ่านวิกฤติทั้งภายนอกและภายในสภามาได้โดยเฉพาะในญัตติซักฟอกก็ได้รับคะแนนเสียงไว้วางใจมากที่สุดสะท้อนให้เห็นถึงความยอมรับในศักยภาพส่วนตัวยังมีอยู่สูงจึงน่าจะมีพลังสำหรับการใช้อำนาจในฐานะผู้นำรัฐบาลในการกำหนดตัวบุคคลที่จะมาดำรงตำแหน่งสำคัญตามยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนดังกล่าวได้มากขึ้นกว่าเดิมเมื่อเปรียบเทียบกับครั้งก่อน   แต่ก็แน่ละว่าความกล้าหาญส่วนตัวจะแรงหรือไม่เท่านั้น รัฐบาลหากรู้จักใช้สื่อที่มีอยู่ในมือ  สามารถทำให้เป็นประโยชน์อย่างที่คาดไม่ถึงเช่นเมื่อครั้งคุณอี้แทนคุณกับคณาจารย์อีกหลายๆท่านได้ทำไปเมื่อครั้งที่โรงน้ำแข็งยังอยู่กลางราชประสงค์  เพราะการพายเรือให้โจรนั่งหรือนั่งเรือที่โจรพายก็ไม่ต่างกัน หากนายกฯอภิสิทธิ์ลุกขึ้นมาเสนอปรับครม.อย่างสุภาพ นุ่มนวล ตามบุคลิกภาพเพื่อเปลี่ยนสุเทพเมือกและตัวเอง

รัฐบาลต้องมีความกล้าหาญและเด็ดขาดในการดำเนินการอย่างจริงจัง คิดถึงความสงบสุขของประชาชนและประเทศเป็นที่ตั้ง หลังการเลิกชุมนุมขุมฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลยังได้เปรียบ กำลังหลักยังอยู่ครบ   แกนนำก็สามารถออกมาสู้คดีได้  พรรคการเมืองก็ยังคง กองกำลังติดอาวุธก็อยู่รอรับคำสั่ง ในต่างจังหวัดก็ใช้สื่อต่างๆและวิทยุชุมชนปลุกระดมให้เกิดความรุนแรง ไพร่กบถแดงอุดรที่เคยมาชุมนุมยังรู้สึกขมขื่นและสับสนแต่ยังยืนยันพร้อมสู้ต่อ  เงินทุนก็พร้อม  โลกการเงินยุคใหม่ช่วยผ่องถ่ายเงินได้แบบพลิกฝ่ามือเท่าที่ทำอยู่ตอนนี้ก็มีบางส่วนที่ไร้ผล อย่างเมื่อสั่งห้ามทำธุรกรรมแล้วทำให้เอสซีแอสเสทหัวใจทางการเงินของไพร่หมาอำมาตย์ใหญ่เขาขยับไม่ได้ จู่ๆศอฉ.กลับยอมให้มีการทำธุรกรรมได้อีก  ถ้าเงิน 500 ล้านบาทตกอยู่แถวพรรคประชาธิปัตย์ก็เตรียมยกประเทศให้พวกแม่...งมันไปเลยก็แล้วกัน  มีกระแสข่าวว่าขบวนการใต้ดินซึ่งซ่องสุมกำลังโดยใช้เขมรเป็นฐานที่มั่นและบัญชาการเคลื่อนไหวที่สกลนครภายใต้การบริหารของพรรคเผาไทย  นับจากนี้ไปการก่อการร้ายจะมีความรุนแรงโหดเหี้ยมเหมือนในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้   ผู้ก่อการร้ายพร้อมจะก่อการก่อการร้าย สร้างอันตรายได้ไม่ทุกเมื่อไม่ว่าจะเป็นการวางระเบิด การลอบวางเพลิง การลอบก่อวินาศกรรมสถานที่ทั้งของทางราชการและเอกชนและสถานที่สำคัญๆทางด้านสาธารณูปโภค  ไม่ว่าจะเป็น ไฟฟ้า  น้ำ เขื่อน สะพานข้ามแม่น้ำ  คลังน้ำมัน   ผู้ก่อการร้ายสร้างสถานการณ์เหล่านี้ได้โดยไม่จำเป็นต้องใช้อาวุธหรือใช้คนมากก็สามารถส่งผลกระทบได้กว้างขวางและสลายตัวกลายเป็นไทยมุงได้ทันที


  • สกัด ยุทธการป่าล้อมบ้านที่นำไปสู่บ้านล้อมเมืองและโลกล้อมประเทศทุกรูปแบบ
  • ปืดทางเกมใต้ดิน
  • ปิดโรงเรียนนรกที่พวกมันแอบตั้งขึ้นมาเพื่อก่อการร้ายทั่วภาคเหนือ ภาคอิสานเสีย
  • ห้ามคนที่เกี่ยวพันกับกระบวนการนี้หลายคนมิให้ได้ทำธุรกรรมทางการเงิน
  • ปิดกั้นไม่ให้เกิดการฉวยโอกาสของกลุ่มแดงสยาม
  • ลดบทบาทการเคลื่อนไหวของส.ส.พรรคเผาไทย  แกนนำฝูงไพร่แดงกบถตามบ้านนอกและมวลชนฮาร์ดดอร์
  • ป้องกันมิให้ผู้ไม่ประสงค์ออกนามแต่ประสงค์ร้ายปลุกระดมมวลชนไปสร้างสถานการณ์
  • ล้างบางวิทยุเคเบิลทีวีแดงปลุกระดมบิดเบือนข้อเท็จจริง จัดระเบียบวิทยุชุมนุมที่มีอยู่กว่า 7,000 สถานีทั่วประเทศ
  • ไม่ปล่อยปละละเลยให้พวกมันบิดเบือนข้อมูลอย่างเป็นระบบผ่านทางเครือข่ายสื่อเสื้อแดงไม่ว่าจะเป็นโทรทัศน์ วิทยุชุมชน สื่อสิ่งพิมพ์หรือแม้กระทั่งสื่ออินเตอร์เน็ตทุกอย่างได้กระทำอย่างครบวงจร ตัดไฟตั้งแต่ต้นลม
  • จับกุมตัวไพร่หมาอำมาตย์ใหญ่ในต่างประเทศ อาจารย์โต้งเชียร์นายกฯอภิสิทธิ์ให้ตั้งคณะทำงานสานต่อคดีฆ่าตัดตอน 2,800 ศพต่อจากคตน.ที่หมดอายุไปในช่วงขิงเน่าเพื่อลากคอไพร่หมาอำมาตย์ใหญ่ขึ้นศาลโลกจากการที่มันได้ละเมิดสิทธิมนุษยชนมากที่สุดในประเทศไทย
  • ใช้สื่อที่มีอยู่ในมือ ทำให้ประชาชนเข้าใจเรื่องการก่อการร้าย 
  • คิดหาวิธีป้องกันให้รัดกุม


จัดการกับสิ่งที่คาดว่าจะเกิดขึ้น ไม่ปล่อยให้เกิดความเสียหายแล้วค่อยตามแก้ภายหลัง ทำเสียก่อน ก่อนที่ความเสียหายที่เคยเกิดจะกลับมาอีก ซึ่งถ้าจะมาก็คงจะหนักหนาสาหัสกว่าเดิม


  • ทำสังคมไทยที่ยังไม่ตื่นจากภวังค์ให้เป็นสังคมที่ตื่นรู้ มีศีลธรรมคุณธรรม สะสมบุญกุศลไม่ใช้พุทธพาณิชย์
  • ยกเครื่องระบบยุติธรรมของเมืองไทยโดยเฉพาะตำรวจและอัยการ
  • ล้างบางข้าราชการที่ไม่สนองนโยบาย 
  • ปรับหลักสูตรการศึกษาเพื่อปลูกฝังค่านิยมใหม่รัก-เคารพสถาบันฯเพราะพฤติกรรมของเยาวชนคนรุ่นใหม่ที่มีความเข้าใจผิดและมีทัศนคติที่เป็นอันตรายต่อสถาบันพระมหากษัตริย์    
  • ปฏิรูปครู ปฏิรูปการจัดการเรียนการสอน 
  • ปฏิรูปสถานศึกษา 
  • ปฏิรูปนักเรียนนักศึกษาเยาวชน   
  • ปฏิวัติตำรวจ ไม่ให้เอาพวกอดีตตำรวจมาเป็นก.ตร. เอาภาคประชาชนเข้าไปแทนที่พวกอดีตตำรวจ  ให้ตำรวจปัจจุบันออกให้หมดเลย แล้วให้สอบเข้ามากันใหม่ ไม่ใช้ยศ  ตำรวจจากสามพรานไม่ใช่คนแรกที่จะได้รับการพิจารณาอีกต่อไป  
  • ยกเลิกการให้ผู้ใหญ่บ้านและกำนันมีตำแหน่งตลอดชีวิต   
  • ส่งเสริมไม่ให้เกิดการซื้อสิทธิ์ ขายเสียงในการเลือกตั้ง ใครทำผิด คนที่ซื้อเสียง คนที่ขายเสียงก็ให้ได้รับโทษตามกฏหมายและถูกประนาม   
  • ตรวจสอบการโกงเลือกตั้งให้ดี  
  • ปฏิวัติข้าราชการ 
  • ปฏิวัตินักวิชาการ
  • ออกแบบระบบไม่ให้มีการเอารัดเอาเปรียบและขูดรีด
  • ปฏิวัติสื่อ ให้ได้สามารถสะท้อนข้อมูล ความรู้ ความเข้าใจที่ถูกต้อง ทำให้สังคมได้ข้อมูล ความรู้ ความเข้าใจที่ถูกต้อง    
  • นำเสนอข้อมูลที่ถูกต้องตรงไปตรงมาให้มวลชนเกิดความเข้าใจ  
  • ใช้สื่อของรัฐมาใช้อย่างเต็มที่


นอกจากจะเป็นหน้าที่ของรัฐบาลแล้วยังเป็นภาระของคนไทยทั้งชาติด้วยเช่นเดียวกัน เลือกตั้งครั้งต่อไปช่วยกันถีบส.ส.ไร้มาตรฐานตกเวทีให้หมดทุกคน  รัฐไทยใหม่จึงจะไม่มีทางเกิดขึ้นได้หากคนไทยไม่ยินยอมพร้อมใจกำหนดบ้านเมืองของเราจะเดินไปทิศทางไหน สิ่งที่ต้องระวังอีกหนึ่งคือบรรดาชาติหมามหาอำนาจที่สามารถทำได้ทุกอย่างก็เพื่อผลประโยชน์ น้ำมัน และทรัพยากรธรรมชาติอื่นๆ ในประเทศของเรา นายทุนข้ามชาติพวกนี้ต้องการเปลี่ยนแปลงประเทศเรา เปลี่ยนการปกครองของเรา เปลี่ยนกฎหมายของเราเพื่อให้ง่ายต่อการเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์ต่างๆในนามของนักลงทุนต่างชาติ

13 กรกฎาคม 2552

มาตรฐานนักเลงแท้

นาทีนี้ไม่ต้องมาถามแล้วว่า การตั้งข้อหาผู้ก่อการร้ายกับแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยและกษิต ภิรมย์รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศโดยการออกเป็นหมายเรียกของเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ชอบมาพากลอย่างไร ยิ่งโทษสูงสุดถึงประหารชีวิตก็ไม่น่าออกเป็นหมายเรียกต้องออกเป็นหมายจับสถานเดียว ปล่อยให้ผู้ก่อการร้ายตั้งมากมายเพ่นพ่านอยู่ในใจกลางเมืองหลวง สื่อมวลชนอาวุโส อดีตนายทหารผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร นายพลเอกระดับอดีตประธานที่ปรึกษากลาโหม ผู้นำแรงงานรัฐวิสาหกิจ พิธีกรรายการโทรทัศน์ นักข่าวและแม้แต่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เจ้าหน้าที่ตำรวจพบเห็นผู้ก่อการร้ายอยู่เป็นกิจวัตรแต่ก็มิได้จับกุมตัว บางคนก็ได้รับตำรวจทหารไปอารักขา พวกเขาแค่การก่อการร้ายโดยใช้ ท่อนไม้ ท่อนเหล็ก ไม้เบสบอล ไม้ตีกอล์ฟ เป็นอาวุธ เข้ายึดระบบขนส่งสาธารณะ คุกคามรัฐบาล

แม้ว่าท่านนายกฯเชื่อว่าในที่สุดแล้วพันธมิตรฯและท่านกษิตจะได้รับความเป็นธรรมในชั้นศาลหรือถ้าโชคดีบางส่วนอาจจะได้ตั้งแต่ชั้นอัยการไม่รู้ว่าท่านคาดหวังไว้สูงเกินไปหรือไม่ เครื่องมือสำคัญยิ่งอย่างหนึ่งของระบอบทักษิณคืออะไร ไม่ว่านักการเมืองคนใดมาเป็นรัฐบาลมาเป็นนายกรัฐมนตรีก็ต้องพยายามหาทางคุมตำรวจให้อยู่ในมือทั้งสิ้นเพราะนี่คืออำนาจรัฐที่จับต้องได้และเห็นผลทันตาที่สุด รัฐบาลไหนคุมตำรวจไม่ได้ก็ไม่ต่างอะไรกับคุมอำนาจรัฐไม่ได้ เพื่อผลประโยชน์ของใครขึ้นอยู่กับนักการเมืองแต่ละคนแต่ละพรรคที่ขึ้นมาบริหารประเทศ เนื่องจากตำรวจอยู่ในช่วงต้นของกระบวนการยุติธรรมที่ใกล้ชิดประชาชนที่สุด แถมระบบกล่าวหาในสำนวนของตำรวจบ้านเราไม่เปิดโอกาสให้อัยการลงมาร่วมสอบสวนสืบสวนแต่เป็นไม้สองและมีศาลยุติธรรมที่ต้องทำงานต่อจากชั้นตำรวจและอัยการ แม้ว่าท่านนายกฯมักจะอ้างว่าไม่ต้องการแทรกแซงการทำงานของเจ้าหน้าที่แต่ความที่ท่านเป็นนายกฯ ที่จะต้องมีหน้าที่กำกับ ดูแล ควบคุมระบบแต่ละระบบ ให้ดำเนินไปอย่างถูกต้อง ยุติธรรมและมีประสิทธิภาพให้ได้มากที่สุดนั้นไอ้ที่จะต้องนั่งนิ่งๆ เฉยๆ อมเชาวรินต่อไปเรื่อยๆไม่ได้ก็จะต้องกำกับดูแลตร.ให้ทำตามกฎหมายไม่ให้มีโอกาสให้ใช้อำนาจเหยียบย่ำประชาชนซึ่งเป็นคนละเรื่องกับการแทรกแซงตำรวจโดยนักการเมืองที่ใช้อำนาจโดยไม่ชอบเช่นช่วยเหลือคนผิดให้เป็นถูกหรือไปก้าวก่ายงานที่ตำรวจเขาทำถูกทำดีอยู่แล้วให้ผิดเพี้ยนไปจากหลักนิติธรรมและกระบวนการด้านกฎหมายและการยุติธรรม ในประเทศไทยในเมื่อทั้งระบบ-โครงสร้าง-และการทำงานของตำรวจยังคงมีปัญหาอยู่เพราะฉะนั้นโปรดอย่ามองว่าการตั้งข้อหาเท็จของพนักงานสอบสวนเป็นเรื่องเล็ก ถ้าไม่ผิดจริงก็เข้าไปสู้คดีพิสูจน์ตัวเองเดี๋ยวก็หลุด จริงๆแล้วกระบวนการยุติธรรมที่เริ่มตั้งแต่ตรงนี้เพราะกว่าจะไปพิสูจน์ความผิด ต้องขึ้นศาล สู้คดีเป็นแรมปี หากพนักงานชั้นต้นทำตามอำเภอใจ บ้านเมืองก็จะไม่มีขื่อมีแป

193 วันของอภิสิทธิ์ต้องผจญกับวิกฤติต่างๆในไทย การก่อการร้าย เศรษฐกิจโลก การเมืองในประเทศ ไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ รัฐสภาไทย เสถียรภาพและความมั่นคง 6 เดือนผ่านไปคุณทำอะไรอยู่ การที่ท่านนายกฯ หรือรองนายกฯผู้ซึ่งได้รับมอบหมายให้ดูแลการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจดูๆจะไม่ได้แสดงกิริยาอาการใดๆ เอาเลยอันพอจะสะท้อนให้เห็นถึงความพยายามที่จะทำให้ระบบดังกล่าวดำเนินไปอย่างถูกต้องยุติธรรม หรืออย่างมีประสิทธิภาพกันจริงๆ ไม่ว่าจะเกิดความไม่ถูกต้องไม่ยุติธรรม ไม่มีประสิทธิภาพปรากฏให้เห็นครั้งแล้วครั้งเล่า มีเพียงอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ, สนธิ ลิ้มทองกุล, กษิต ภิรมย์แค่นั้นหรือที่ต้องตกเป็นเหยื่อ ใครวางยาใคร เพื่อใคร ใคร และใคร หลังการตั้งกษิตท่ามกลางเสียงคัดค้านและสงสัยว่าจะเป็นการปูนบำเหน็จให้พันธมิตรฯหลังรบชนะ ครั้งสงกรานต์เลือดใครล่อนายกฯให้มาติดกับดักให้กลุ่มเสื้อแดงทำร้ายที่มหาดไทย งานนั้นประวิตร วงษ์สุวรรณในลักษณะสติแตกหมดสภาพของนายทหารใหญ่อย่างสิ้นเชิง ไม่กี่วันต่อมาสนธิก็ถูกลอบสังหาร พอมาฟังถ้อยคำการให้สัมภาษณ์แบบเหลืออดของผู้ก่อการร้ายระดับรมว.คนนี้กลุ่มที่โยงใยมีเป้ากดดันให้พ้นไปจากรัฐบาลและยังมีบางคนจับได้ว่าในระยะ 6 เดือนที่ผ่านมานี้นายกษิตได้ถูกลดบทบาทลงเรื่อยๆ สรุปรายการนี้มีการวางยาเพื่อหวังผลทางการเมืองทางใดทางหนึ่งแน่นอนส่วนฝ่ายที่วางยาก็น่าจะเป็นกลุ่มอำนาจที่แฝงตัวตัวอยู่ในรัฐบาลนั่นเองและหลังจากนี้สังคมได้เห็นมากขึ้นๆ การวางยาหลายๆกรณีที่เกิดขึ้นย่อมทำให้ความเชื่อมั่นต่อนายกฯลดลงไปเรื่อยๆ ถึงจะกำหลักการเอาไว้แน่นแค่ไหนก็ตาม ยิ่งไปบวกกับผลงานโดยรวมความนิยมเสื่อมลงทุกวันเข้าทางพวกเสื้อแดง เมื่อมิตรถอยห่างแต่ศัตรูยังหนาแน่นทั่วเมืองก็ลองคิดดูแล้วกันว่ารัฐบาลจะไปไปต่ออย่างไร

ภาพลวงตาจากการเดินทางไปยังยี้ห้อยบุรีรัมย์อาจจะทำให้ประชาธิปัตย์หัวใจพองโตได้บ้าง แต่ทุกวันนี้ประชาชนต่างมองว่าพรรคประชาธิปัตย์ได้เป็นรัฐบาลเพราะได้รับดอกผลที่เกิดจากการต่อสู้ของประชาชนเช่น หลัง 14 ต.ค. , พ.ค.35, และไล่พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ เมื่อ พ.ศ. 2540 แม้กระทั่งครั้งสุดท้ายพันธมิตรฯ ไล่ทักษิณไปแล้วถึงได้เป็นรัฐบาล ก็ในเมื่อมันไม่มีพรรคไหนที่ดีไปกว่านี้แล้วก็ต้องกัดฟันรับ อาการของพรรคประชาธิปัตย์ในเวลานี้กำลังผลักมิตรไปเป็นศัตรู สายใต้ที่เคยคัดค้านคอเป็นเอ็นในการตั้งพรรคการเมืองใหม่เริ่มเสียงอ่อนลงๆ พรรคเพื่อทุยที่จะยื่นคลิปวิดีโอที่นายกษิต ภิรมย์ยืนยันจะลาออกจากตำแหน่งหากถูกออกหมายเรียกให้แก่ปธ.สภาที่ปรึกษาปชป.และกลุ่มคนเสื้อแดงตอกย้ำเรื่องมาตรฐานจริยธรรมทางการเมืองแต่ไม่เคยย้อนดูตัวเช่นกรณีทั้งพ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัยที่ไม่น่าเชื่อว่าจบด๊อกเตอร์แล้วยังเป็นถึงพันเอก รอง ปธ.สภาและจตุพร พรหมพันธุ์ส.ส.สัตว์ส่วนก่อการร้ายตัวจริงเสียงจริงแห่งพรรคเพื่อทุยแต่เคยสร้างวีรกรรมนำม็อบแดงถ่อยบุกบ้านป๋าเปรมหรือแม้แต่ท่านประธานรัฐสภาชัย ชิดชอบที่ยังมีคดีความค้างคาอยู่หลายคดีก็ยังไม่มีความผิดเสนอหน้าอยู่ในตำแหน่งได้

ในช่วงวันหยุดยาวที่ผ่านมาที่รีสอร์ตหรูบนเกาะสมุยสุเทพ เทือกต้อนรับ-รับรองแม่ทัพนายกองเสีย 3 วัน 2 คืนไม่'เกะก็กอล์ฟ คนวงในเชื่อกันว่าทั้ง 3 เสือเห็นว่านายกษิตเป็นชนวนเหตุความตรึงเครียดบริเวณพรมแดนไทย-กัมพูชาจึงต้องการเขี่ยกษิตให้พ้นทางส่งสัญญาณแรงในการบีบอัดกษิตออกจากตำแหน่งเพื่อไม่ให้กระทบต่อการบริหารงานของรัฐบาลในภาพรวมต่อไป ทั้งแก้งค์คงส่งไฟเขียวหลับตาข้างหนึ่งให้ตำรวจกับนายทหารใหญ่แทงข้างหลังนายกษิต การกระทำและคำพูดของสุเทพ เทือกมันสวนทางกันแล้ว เรื่องอะไรของสุเทพ เทือกที่ต้องไปเขมรไปสุ่มหัวกับฮุนเซนตกลงอะไรกันคนไทยก็ไม่รู้โดยที่กระทรวงการต่างประเทศก็ไม่ได่รับการประสานงานแต่นายกษิตก็ยังให้เกียรตินายเทือกโดยอธิบายว่าสุเทพ เทือกคงไปเจรจาเรื่องเกี่ยวกับความมั่นคง ซึ่งบางเรื่อ'ก็ไม่ต้องผ่านกระทรวงการต่างประเทศแค่นี้หัวจิตหัวใจก็ต่างกันแล้ว บัญชีดำของนายใหญ่ผู้มีหัวใจรักประชาธิปไตยและรังเกียจคมช.ไทยแต่ไปเลือกคบคมช.ทั้งจากกลางทะเล, จากอเมริกาใต้และจากแอฟริกาก็ได้จัดชื่อกษิตอยู่ในศัตรูลำดับต้นๆ

วันนี้นายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์แนวร่วมพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยได้มอบอำนาจให้นายณัฐพร โตประยูรทนายความเดินทางยื่นฟ้องนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะนายกรัฐมนตรี นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีด้านความมั่นคงและพล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติร่วมกันเป็นจำเลยในความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการความผิดต่อเจ้าพนักงานในการยุติธรรมจากกรณีที่นายกรัฐมนตรีและรองนายกรัฐมนตรีด้านความมั่นคงมีหน้าที่กำกับดูแลข้าราชการตำรวจปล่อยให้เจ้าหน้าที่ทำการแจ้งข้อกล่าวหากับกลุ่มผู้ชุมนุมพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเกินจริง

.ใครด่าคุณกษิตยังไง ส่วนตัวผมต้องขอชม "มาตรฐานนักเลงแท้" เจอแต่นักการเมืองพูดจาดีแต่ ลีลา-เจ้าล่ห์ เอาตัวรอด แต่บ้านเมืองไม่รอด ฉะนั้น นานที-ปีหน เจอนักการเมืองระดับขุนน้ำ-ขุนนาง "โผงผาง-ได้เสีย" ไม่ต้องอ้อมค้อมตีความในยามสังคมนิยมนุ่งซิ่น มันก็ได้รสชาติไปอีกแบบ มัวปากอย่าง-ใจอย่าง ก็จะไม่รู้ว่าพวกขุนศึก-ขุนพล-ขุนนาง-บ่าวไพร่ คนไหน รบไป..เปิดประตูเมืองไป แล้วจะช้ำใจกันไปทั้งชาติ. เปลว สีเงิน 13 กรกฎาคม 2552

11 กรกฎาคม 2552

หลังวัน 7 ตุลาคม 2551 เราเคยได้ยินกันบ้างไหมว่า ....

วันก่อนพบรายงานข่าวของเพื่อนพ้องชาวพันธมิตร การย้อนกลับไปอ่านบทความ.อาลัย และ กำลังใจแด่ วีรชนคนกล้า 7 ตุลาคม 2551. วันนี้“สารวัตรจ๊าบ” พ.ต.ท.เมธีที่ภรรยาเผยสามีภาคภูมิใจใน “พันธมิตรฯ” มากยังคงถูกแกนนำชาวเสื้อแดงปั่นหัวลิ่วล้ออย่างไม่สิ้นสุดทาง เลวสเตชัน อย่างล่าสุดก็เมื่อค่ำคืนที่ 11 ก.ค.ว่าสารวัตรจ๊าบนำอาวุธเข้ามาเพื่อก่อจราจลแต่เกิดเหตุรถเชอโรกีระเบิดที่หน้าพรรคชาติไทยเสียก่อน ชาวบ้านตาใสๆที่ถูกปั่นหัวจะมีโอกาสรู้ไหมว่า สารวัตรจ๊าบเป็นคนในพื้นที่บุรีรัมย์ที่คนตระกูลโฉดที่ยึดเขากระโดงไปทั้งลูกจากชาวไทยทั้งปวงสั่งเก็บ

ตี๋ - ชิงชัย อุดมเจริญกิจ ในวันที่มือมิอาจจับพู่กันเขียนภาพ ก็ถูกแกนนำชาวเสื้อแดงตำหนิว่า ยังกำระเบิดอยู๋เลยหลังบาดเจ็บ

ภาพตี๋ ชิงชัยที่ได้รับบาดเจ็บในวันสลายม็อบโดยในมือกำพวงกุญแจไว้ แต่ตำรวจระบุในตอนนั้นว่ากำระเบิด จนนำไปสู่การฟ้องร้อง พล.ต.ต.สุรพล ทวนทองรองโฆษกสตช.ยอมขอโทษศิลปินกู้ชาติตี๋ ชิงชัยที่เคยให้ข่าวผิดพลาดว่าตี๋พกระเบิดทั้งที่จริงเป็นเพียงพวงกุญแจหนังเมื่อ 9 มิ.ย.ที่ผ่านมา ส่วนคอลัมนิสต์ข่าวสด จำเลยร่วม ยินดีแก้ไขข่าวลงนสพ. ให้ขณะที่ทนายสุวัตรได้ถอนฟ้องคดีแล้วถึงแม้ว่าจะยังมีผู้บาดเจ็บอีกหลายต่อหลายรายถูกแกนนำหัวขวดจาบจ้วงไม่เลิก

อีกเพียง 3 เดือนก็จะครบรอบหนึ่งปีของเหตุการณ์ 7 ตุลาเลือดแล้วแต่ในส่วนของการดำเนินการเอาผิดทางกฎหมายกับนักการเมืองชั่วซึ่งสั่งให้หมู่ตำรวจโฉดเข้ากลุ้มรุมทำร้ายประชาชนผู้บริสุทธิ์ในนามกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยด้วยอาวุธสงครามนานาชนิดกลับไม่มีความคืบหน้าใดๆ โดยเรื่องยังค้างคาอยู่ที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ทำหน้าที่ไต่สวนแจ้งข้อกล่าวหาและพิจารณาส่งฟ้องศาล ทว่าในทางกลับกันอีกคดีหนึ่งซึ่งเกิดขึ้นในวันเดียวกันกลับถูกดำเนินการไปอย่างรวดเร็วเช่นที่ศาลอาญา ถนนรัชดาฯ พนักงานอัยการพิเศษเป็นโจทก์ฟ้องนายปรีชา ตรีจรูญข้าราชการวัยใกล้เกษียณก็เป็นผู้หนึ่งที่อยู่ร่วมในเหตุการณ์อันน่าเศร้าสลดดังกล่าวด้วยเป็นจำเลยข้อหาพยายามฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่โดยไต่ตรองไว้ก่อน,มั่วสุมตั้งแต่ 10 คนขึ้นไปใช้กำลังประทุษร้าย, ขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้ายหรือกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง โดยผู้กระทำผิดคนหนึ่งคนใดมีอาวุธขับรถยนต์กระบะพุ่งชนตำรวจในเหตุการณ์ตำรวจสลายการชุมนุม 7 ต.ค.51 โดยจำเลยกับพวกเป็นกลุ่มพันธมิตรฯได้มาชุมนุมขับไล่รัฐบาลสมชายกระโปรง โดยปิดล้อมถนนและทางเข้าออกรัฐสภาโดยวางแผนล่วงหน้าเตรียมรถยนต์กระบะที่ใช้ทำร้ายจอดไว้ในกลุ่มผู้ชุมนุมฯ ต่อมาจำเลยได้ขับรถยนต์กระบะไล่ชนเจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งปฏิบัติหน้าที่แต่การกระทำไม่บรรลุผลเนื่องจากผู้เสียหายหลบได้ทันและมีผู้เข้าช่วยเหลือ นายปรีชา ตรีเจริญปฏิเสธไม่ได้มีเจตนาฆ่าเจ้าหน้าที่ตำรวจโดยวางแผนหรือไตร่ตรองไว้ก่อนแต่ทำไปเพราะรู้สึกโกรธมากที่เห็นเจ้าหน้าที่ตำรวจยิงแก๊สน้ำตาทำร้ายประชาชนผู้ชุมนุมตลอดทั้งวันและถูกกระสุนยิงเข้าที่ตาข้างขวาจนแหลกละเอียดและดั้งจมูกหักเข้ารักษานานประมาณ 2 เดือนและพิการต้องใส่ดวงตาเทียมในเวลาต่อมา


“วันนั้นผมมาชุมนุมตั้งแต่คืนวันที่ 6 ตุลาฯซึ่งมีการประกาศระดมพล พอเช้าวันที่ 7 ตำรวจก็เริ่มยิงระเบิดเข้าใส่ผู้ชุมนุม มีคนบาดเจ็บเลือดสาดเต็มไปหมดคือเห็นภาพแล้วมันเศร้ามาก แต่เราทำอะไรไม่ได้รถพยาบาลวิ่งขนคนเจ็บออกมาคันแล้วคันเล่าผมเองไม่ได้นั่งชุมนุมอยู่กับที่ ไปทางโน้นทีทางนี้ที อย่างตอนที่ตำรวจกักรถพยาบาลไม่ให้พาคนเจ็บไปส่งโรงพยาบาล ผมก็ขับรถออกไปวนออกดูรอบๆ ... ผมก็เพลียมากเลยออกไปหาที่พักนอนแถวๆถนนสุโขทัยเพราะตรงลานพระรูปทรงม้าร้อนมาก ไม่มีที่หลบแดดเลย พอตื่นมารู้สึกหิวมากก็เลยขับรถออกไปหาอะไรกิน นั่งกินข้าวอยู่เห็นข่าวในทีวีว่าตำรวจเริ่มยิงอีก โอย..พวกเราโดนอีกแล้ว ผมก็เลยรีบกลับไปสมทบ ขับมาทางถนนราชวิถีจนมาถึงแยกอู่ทอง ผมก็ปะทะกับตำรวจตรงนั้น คือมันอัดอั้นมาก เราโดนกราดยิง โดนระเบิดกันมาตั้งแต่เช้า รถผมอยู่ด้านราชวิถี ส่วนตำรวจอยู่ด้านแยกการเรือน ผมก็ขับรถพุ่งไปทางตำรวจ คือตอนนั้นมันทนไม่ไหวแล้ว ตำรวจยิงถล่มตั้งแต่เช้าจนบ่ายทั้งๆที่ตำรวจก็เห็นว่าพวกเราไม่มีอาวุธอะไร ถ้าพวกเรามีอาวุธนะตำรวจก็ต้องถูกยิงบาดเจ็บบ้างแล้ว แต่นี่เขายิงเราข้างเดียว ยิงอย่างคะนองมือ ... ตอนขับรถพุ่งไปเนี่ยผมโกรธจนตัวสั่น ไม่รู้หรอกว่ามีตำรวจกี่คน ตอนนั้นรู้แต่ว่ารถบัสของตำรวจพยายามมาขวางทาง ผมก็ขับถอยหลัง ตอนนั้นก็ไม่เห็นว่าข้างหลังรถเนี่ยมีตำรวจหรือเปล่า เพราะว่ารถผมมันสูง เป็นรถปิ๊กอัพ โฟร์วิล ยกสูง ตอนนั้นผมโกรธจนปากสั่นตัวสั่น เบลอไปหมดแล้ว ผมไม่รู้หรอกว่าชนอะไรบ้างหรือเปล่า ตอนนั้นจำได้ว่าผมขับรถเคลื่อนไปข้างหน้า พอเห็นว่ามีรถบัสของตำรวจขวางอยู่ ผมก็เข้าเกียร์ถอยหลัง แล้วก็รู้สึกว่ามีอะไรมากระแทกที่หน้า แล้วผมก็มองอะไรไม่เห็นอีกเลย ตอนนั้นยังไม่รู้สึกเจ็บนะ ก็รู้สึกว่ามีคนมาพาออกไปจากรถ แต่ไม่รู้ว่าใคร มารู้ทีหลังว่าถูกตำรวจยิงแล้วมีคนพาส่งโรงพยาบาลรามาฯ ปรากฏว่าตาขวาแตก แล้วก็บอดสนิท ดั้งจมูกหัก ก็รักษาอยู่นานหลายเดือนครับ ผมเพิ่งใส่ลูกตาเทียมเมื่อตอนต้นปี ประมาณเดือนกุมภาพันธ์ หรือ มีนาคม นี่แหล่ะ แต่สภาพร่างกายอะไรมันก็ไม่เหมือนเดิมหรอกเพราะเราแก่แล้ว ยิงโดนประสาทตาซึ่งเป็นจุดสำคัญและเราเสียเลือดไปเยอะ"

รัศมี (เพ็ญสุข) ไวยเนตรกรรมการสิทธิมนุษยชน สภาทนายความในฐานะทนายผู้รับผิดชอบคดีของปรีชาได้ตั้งข้อสังเกตในหลายประเด็นและมีความเห็นที่น่าสนใจว่า "ถ้าพิจารณาจากเหตุการณ์แล้วจะเห็นได้ว่าในวันนั้นพันธมิตรฯถูกตำรวจทำร้ายอย่างโหดเหี้ยมและได้รับบาดเจ็บสาหัสจำนวนมาก ทำให้บรรดาพันธมิตรฯ รวมถึงคุณปรีชาด้วยรู้สึกว่าทนไม่ไหวแล้ว คุณปรีชาก็เลยขับรถเข้าไป สถานการณ์ขณะนั้นเป็นเหตุเฉพาะหน้า ไม่มีพันธมิตรฯ คนไหนมีเวลามาไตร่ตรองมาอะไรหรอก การที่คุณปรีชาขับรถพุ่งไปยังเจ้าหน้าที่ตำรวจก็เพราะเกิดจากความกดดันที่เห็นเพื่อนพันธมิตรฯ ถูกทำร้ายอย่างโหดเหี้ยม มีการระดมยิงตั้งแต่เช้า กระทั่งตกเย็นตำรวจก็ยังยิงใส่พันธมิตรฯ อยู่ ... แม้แต่คนที่ดูข่าวทางทีวีก็ไม่มีใครทนได้หรอก คุณปรีชาก็เลยขับรถพุ่งเข้าไปเพราะบันดาลโทสะแต่ไม่ได้มีเจตนาฆ่าตำรวจ ... ถ้ามีการไตร่ตรองไว้ก่อนทำไมคุณปรีชาถึงไม่ถอดแผ่นป้ายทะเบียนรถออกก่อน ที่บอกว่าคุณปรีชาพยายาฆ่านั้นนายตำรวจที่อ้างว่าถูกรถคุณปรีชาชนนั้นเราก็ยังไม่เห็นหลักฐานแน่ชัดว่าเป็นตำรวจที่อยู่ในเหตุการณ์จริงหรือไม่ เพราะจากภาพวิดีโอที่เราเห็นนั้นมันไม่ชัดว่าใครเป็นใคร ชนลักษณะไหน บาดเจ็บตรงไหนอย่างไร ... การระบุในข้อกล่าวหาว่า มีการมั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ก็ดูจะไม่สมเหตุสมผล เพราะหากจะแจ้งข้อหานี้ก็ต้องแจ้งจับพันธมิตรฯทุกคนที่มาร่วมชุมนุม แต่ทำไมจึงจับปรีชาเพียงคนเดียว ...ตำรวจพยายามสร้างประเด็นว่ามีการสมคบกันทำร้ายเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยเตรียมอาวุธมาเพื่อก่อการด้วย ทั้งๆที่ตอนนั้นตัวคุณปรีชามาคนเดียว ตัวเขาเองและผู้ชุมนุมคนอื่นๆก็ไม่ได้มีอาวุธอะไร แต่คนที่ถืออาวุธและใช้อาวุธนั้นทำร้ายคนอื่นคือเจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งระดมยิงผู้ชุมนุมอย่างไร้ความปราณี การที่เจ้าหน้าที่ตำรวจอ้างว่าทำตามหน้าที่นั้นก็ต้องถามกลับว่ามีระเบียบปฏิบัติข้อไหนที่ระบุว่าตำรวจมีหน้าที่ทำร้ายและเข่นฆ่าประชาชน เขาอ้างหน้าที่ไม่ได้เลย เพราะวันนั้นตำรวจไม่ได้ทำหน้าที่ดูแลการชุมนุม ไม่ได้เกิดการปะทะหรือเกิดความรุนแรงแล้วตำรวจต้องเข้ามาสลายการชุมนุม แต่เหตุการณ์วันนั้นคือตำรวจถล่มยิงพันธมิตรที่ชุมนุมโดยสงบ ปราศจากอาวุธ ไม่มีระเบียบปฏิบัติข้อไหนที่ระบุว่าตำรวจสามารถทำร้ายหรือฆ่าประชาชนได้ตามอำเภอใจ” รัศมี กล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

คำให้สัมภาษณ์ของเจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งเป็นผู้เสียหายขัดแย้งกันอีกด้วยคือ ส.ต.ท.เศรษฐวุฒิ บัวทุมเจ้าหน้าที่ตำรวจหน่วยปฏิบัติการพิเศษได้ให้สัมภาษณ์ในหนังสือพิมพ์โลกวันนี้รายวันเมื่อวันที่ 16 ต.ค. 2551 ว่า “ ผมได้รับบาดเจ็บจากการถูกรถยนต์ชนและลากไปไกลพอสมควร ใต้คาง รูจมูกเป็นแผล ฟันหัก 3 ซี่ ศีรษะแตก สมองได้รับความกระทบกระเทือน ผมไม่รู้เรื่องเพราะสลบไป เพื่อนเล่าให้ฟังว่ามีคนจะขับรถมาทับแต่ทำไม่ได้ ผมไม่รู้ว่าเขาโกรธแค้นผมมาจากไหน” ขณะที่ในคำฟ้องกลับระบุว่า “จำเลย (ปรีชา ตรีจรูญ) ได้บังอาจได้บังอาจขับรถยนต์กระบะที่เตรียมการไว้ไล่ชนผู้เสียหายที่ 4 (ส.ต.ท.เศรษฐวุฒิ บัวทุม) อย่างแรง จนผู้เสียหายที่ 4 ล้มลง แต่การกระทำไม่บรรลุผล เนื่องจากผู้เสียหายที่ 4 หลบทันและมีผู้เข้าช่วยเหลือ” รัศมีกล่าวต่อว่า จะเห็นได้ชัดว่าแม้แต่การให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อของเจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งเป็นคู่กรณียังมีลักษณะบิดเบือนให้ผิดเพี้ยนไปจากความเป็นจริงแล้วจะแน่ใจได้อย่างไรว่าการสอบสวน รวบรวมพยานหลักฐาน ตลอดจนการแจ้งข้อกล่าวหาแก่ปรีชาซึ่งเป็นชาวบ้านธรรมดาที่มีคดีความกับตำรวจที่สลายการชุมนุมในวันที่ 7 ต.ค. นั้นจะเป็นไปด้วยความเป็นธรรมและโปร่งใส ในเมื่อคนทำคดีก็อยู่ในเครื่องแบบสีกากีเช่นกัน อีกทั้งปฏิเสธไม่ได้ว่าหลังจากถูกสังคมตั้งคำถามต่อการใช้กำลังอาวุธเข้าปราบปรามประชาชนเพื่อสลายการชุมนุม 7 ต.ค.
ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจก็พยายามทุกวิถีทางที่จะสร้างความชอบธรรมต่อปฎิบัติการดังกล่าว เมื่อเหยื่อกลับกลายเป็นผู้ต้องหา นี่หรือคือผลตอบแทนของ “การทำเพื่อชาติ”?

ขนาดรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศนายกษิต ภิรมย์ยังได้รู้ฤทธิ์ของสีกากีดี

ผู้สื่อข่าวถามนายกษิตกรณีทหารขอให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะนายกรัฐมนตรีปลดตัวเขาออกจากตำแหน่ง นายกษิตไม่ทราบว่านายทหารเหล่านั้นเป็นใครและหนังสือพิมพ์ไปเอาข้อมูลมาจากไหนตนไม่มีอำนาจอะไรไปกลั่นแกล้งหรือโยกย้ายทหารดังนั้นเขาไม่ต้องกลัวการเปิดเผยตัวเพราะถ้ากล้าพูดแล้วก็ต้องกล้าแสดงตัวด้วยเป็นลูกผู้ชายก็ต้องออกมาแสดงตัวจะกลัวอะไรและบอกด้วยว่าเนื้อหาแท้ๆ มีอะไรที่ไม่ชอบมาพากลเกี่ยวกับตน

ถามต่อว่ารัฐบาลมีท่าทีที่จะให้ลาออกจากตำแหน่งหรือไม่ นายกษิตกล่าวว่า ไม่มี ใครอยากผลักดันก็ผลักดันมา แต่ต้องมีเนื้อหาข้อเท็จจริง ไม่ใช่พูดกันลอยๆ แล้วทำไมไม่ตั้งคำถามว่าการตั้งข้อหาก่อการร้ายเกิดขึ้นได้อย่างไร ตอนนี้เหมือนเอาหลายๆ เรื่องมารวมกันเหมารุมกินโต๊ะ แล้วทำไมนักการเมืองเลวๆ ตั้งเยอะตั้งแยะเดินลอยหน้าลอยตาอยู่ในสภาและนอกสภา ทำไมไม่ออกไปวิพากษ์วิจารณ์และขับไล่คนพวกนั้นและทำไมกราบไหว้คนเลวๆ ตั้งเยอะตั้งแยะและหนังสือพิมพ์บางท่านที่ด่าตนอยู่ทำไมไม่ไปขุดคุ้ยความเลวระยำของคนอื่นอีกเยอะแยะที่มีอำนาจ กลัวเขาหรือ หรือว่ารับเงินเขา และที่สำคัญต้องถามว่ารัฐบาลนี้ทำอะไรผิด นายอภิสิทธิ์และตนทำอะไรผิด ทำไมเพิ่งมารักบ้านเมืองตอนนี้ แล้วตอนที่พ.ต.ท.ทักษิณปู้ยี่ปู้ยำบ้านเมืองหายไปไหน ทำไมไม่ออกมาปกป้องสถาบัน
ไม่ใช่ว่าตนเป็นพลเรือนและไม่มีอำนาจ พอมีกระแสทีหนึ่งก็ลุกขึ้นมาผสมโรงด้วย แล้วตอนที่บ้านเมืองคับขันพวกนี้หายไปไหน หรือว่าเกรงกลัวพวกรุ่น 10 แล้วตอนที่บ้านเมืองถูกโกงกินพวกนี้หายไปไหน

“หรือทุกวงการที่บอกว่าตัวเองถวายสัตย์ปฏิญาณ
บอกว่าตัวเองต้องมีจรรยาบรรณของอาชีพ
ต้องถามคนแต่ละคนว่าได้ทำในสิ่งที่ควรทำหรือเปล่า
คนเลวๆ ตั้งเยอะอยู่ในหน้าหนังสือพิมพ์
ทำไมไม่ออกมาประณามกันละครับ และปล่อยให้คนเลวๆ
อยู่ในสังคมเป็นข่าวอยู่ได้ยังไงทุกวัน
ลงข่าวเกี่ยวกับคนเลวๆ
ที่พูดโกหกพกลมประชาชนอยู่ได้ยังไงทุกวัน
เรื่องโกหกก็มีแต่น้ำไม่มีเนื้อ
บิดเบือนข้อเท็จจริง บ่อนทำลายรัฐบาล
และคนที่โจมตีผมแล้วบอกว่าพูดเรื่องหลักการ
ทำไมยังบินไปกราบไปไหว้คุณทักษิณซึ่งทำผิด
ทำไมไม่พิจารณาตัวเอง ทำไมมี 2 มาตรฐาน
ไปกราบไปไหว้ ทำตัวเป็นทาสคนที่ผิดอย่างคุณทักษิณ
ทีกับผมกลับพยายามจะมาเล่นงานในสิ่งที่ผมไม่ได้ทำอะไรผิด"

23 ธันวาคม 2551

มันยังไม่เลิกจองเวร

เดลินิวส์-ข่าวสด ไม่เลิกจองเวรพันธมิตรฯ มั่วข้อมูลกล่าวหาควักพระเนตร พระพรหม ที่ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล ทั้งๆ ที่ความจริง กรมศิลป์-ลอยเลื่อนยืนยันว่า เป็นแค่เป็นการปิดทองคำเปลวเท่านั้น ชี้ชัด บิดเบือนข้อมูลมาตั้งแต่กล่าวหาศิลปิน พธม.กำระเบิดทั้งๆ ที่เจ้าตัวปางตาย-แค่กำกุญแจ หลายครั้งที่หนังสือพิมพ์ทั้ง 2 ฉบับ ถือว่าเป็นสื่อที่มีการบิดเบือนข้อเท็จจริงหลายประการโดยในครั้งนี้ที่หน้า 1 ของหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ฉบับเมื่อวันเสาร์ ที่ผ่านมา ได้มีพาดหัวข่าวใหญ่ว่า “ทำคุณไสยทั่วทำเนียบฯ ควักเนตร ท้าวมหาพรหมไทยคู่ฟ้า” ซึ่งถือว่าเป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริงอย่างชัดเจน และเป็นการสร้างความเข้าใจผิดต่อสาธารณชน ในวันเดียวกันหนังสือพิมพ์ข่าวสด ก็พาดหัวว่า “ผงะคุณไสย “พธม.” เต็มทำเนียบ ปิดเนตรพระพรหม” แม้ว่าในหัวข่าวจะไม่ได้ระบุว่ามีการควักพระเนตรท้าวมหาพรหมก็ตาม แต่ในเนื้อข่าวกลับเขียนว่าพบที่ดวงตาท้าวมหาพรหม ซึ่งมีอยู่ทั้ง 4 หน้า ถูกควักออกไปเหลือแต่รูโบ๋ นักวิชาการช่างศิลป์หรือประติมากรควรจะได้ออกมาให้ข้อมูลทางศิลปะให้สื่อมวลชนและประชาชนเข้าใจว่าการปั้นรูปเหมือนโดยเฉพาะดวงตา ช่างเขาจะคว้านดวงตาให้มีลักษณะกลมลึกเพื่อเกิดแสงเงาดูเหมือนดวงตาจริงนี่คือวิธีทางการช่างไม่ใช่ปล่อยให้ประชาชนเข้าใจผิดว่าเป็นการควักลูกตา การนำเสนอข่าวดังกล่าวของหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ และข่าวสดถูกสื่อโทรทัศน์หลายช่องได้นำไปอ่านออกอากาศและสร้างความเข้าใจผิดในหมู่ประชาชนทั่วไป ทั้งๆ ที่ความจริงเจ้าหน้าที่ของกรมศิลปากรและนายลอยเลื่อน บุนนาครองเลขาธิการสำนักนายกรัฐมนตรีได้ออกมายืนยันแล้วว่า จากการสำรวจองค์พระพรหมนั้นไม่มีอะไรผิดปกติ ไม่ได้มีการควักพระเนตรอะไรออกไป เพียงแต่เป็นการเอาแผ่นทองคำเปลวไปปิดเท่านั้น

เหตุการณ์เช้าตรู่ของวันที่ 7 ตุลาคม 2551 ใครจะคาดคิดว่าประชาชนที่เรียกร้องต่อสู้เพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ จะได้รับการปฏิบัติอย่างโหดร้ายทารุณเพียงเพื่อคนคนเดียว! ภาพของเจ้าหน้าที่ตำรวจใช้กำลัง อาวุธหนัก และแก๊สน้ำตาเข้าสลายฝูงชนที่เข้าร่วมชุมนุมอยู่ เป็นเหตุให้มีประชาชนและเจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับบาดเจ็บสาหัส นอกจากนั้นยังมีประชาชนที่เข้าร่วมชุมนุมเสียชีวิตด้วย สิ่งที่ประชาชนทั่วไปได้เห็นและรับรู้ก็คือ รัฐบาล นายตำรวจใหญ่ สื่อมวลชนบางค่ายและคนที่มีอคติต่อพันธมิตรฯ กลับมองและบิดเบือนข้อเท็จจริงอย่างไม่รู้สึกละอายแก่ใจ “ผู้ชุมนุมพกระเบิดมาเอง” “คนขาขาดคือขอทานพิการอยู่แล้ว” “แก๊สน้ำตาไม่ได้ทำให้คนเสียชีวิต” และอีกหลายต่อหลายกรณีที่ถูกแต่งเติมออกมาจากสมองของคนบาปพวกนี้ ชาวบล็อกของเว็บไซต์ต่างๆก็ส่วนหนึ่งก็เป็นแหล่งรวมข้อมูลของผู้อยู่ในเหตุการณ์วันที่ 7 ตุลาฯ หรือร่วมชุมนุมกับพันธมิตรมาอย่างต่อเนื่องพวกเขาเขียนบันทึกจากความเป็นจริงที่เห็นและสัมผัส หลายเรื่องสะท้อนอารมณ์ความรู้สึก คุณค่าความเป็นมนุษย์ การให้ความเคารพ คำสดุดีแด่วีรชนและเรื่องราวมากมายที่กลั่นกรองมาจากประสบการณ์จริงยกตัวอย่างเช่น “…เราเห็นกับตาว่าคนที่แต่งกายแบบตำรวจ ทำร้ายประชาชนบาดเจ็บ มีผู้หญิงตาย 1 คน มีคนขาขาด มีคนแขนขาด เราพยายามโทร.ตามหาเพื่อนๆน้องๆ ที่เป็นทหารด้วยกัน และคุมกำลัง ขอร้องให้ออกไปช่วยประชาชน…” เมื่อรวมกันหลายๆ คนหลายๆ เรื่อง ผู้อ่านก็จะต่อภาพรวมได้ตามทั้งหมดว่าเกิดอะไรขึ้นในวันนั้น กับปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น นี่จึงเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่ไม่ควรมองข้าม และอาจจะทรงคุณค่าเสียยิ่งกว่าข้อมูลจากสื่อเสียด้วยซ้ำ หลังจากนั้นเป็นเวลาสองเดือนเศษนับจากวันที่ 7 ตุลาคม 2551 กว่าที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติจะสรุป และส่งผลการสอบสวนเรื่อง “ความรุนแรงและการสูญเสียจากกรณีการสลายการชุมนุมพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยในวันที่ 7 ตุลาคม 2551” ภาพการสลายการชุมนุมเข้าข่ายเป็นการกระทำความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ได้รับอันตรายสาหัส ฆ่าและพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ให้กับคณะกรรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อดำเนินการในขั้นตอนต่อไป

คนทั่วไปที่ไม่ได้ติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด ก็คงเห็นแต่ยอดภูเขาน้ำแข็งว่าคนพวกนี้(พันธมิตร) ทำเรื่องวุ่นวาย แต่สิ่งที่พวกนักการเมืองชั่วทำกันไว้ ไม่เคยมองเห็นสื่อสัญดานจิ้งจกอย่าง NBT ที่เป็นของรัฐก็พูดจาข้างเดียวไม่เคยนำคนที่เป็นกลางจริงๆมาพูดเลย มีแต่คนของอดีตรัฐบาลทั้งนั้นทั้งๆที่ปัญหาวันนี้อยู่ที่คนคนเดียวเพราะมันคนเดียว “การเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรฯ นั้น เป็นสิ่งที่ชาวต่างประเทศควรจะดีใจ เพราะถือว่าเป็นครั้งแรกที่ประชาชนคนธรรมดา มีอำนาจเต็มที่ในการต่อต้านการคอร์รัปชัน และการที่สังคมต่างๆ จะเปลี่ยนแปลงไปสู่สิ่งที่ดีกว่าได้ ก็จำเป็นต้องมีราคาที่ต้องจ่าย” รมว.ต่างประเทศคนใหม่ นายกษิต ภิรมย์อดีตเอกอัครราชทูตหลายประเทศได้กล่าวไว้เมื่อมีชาวต่างประเทศตั้งคำถามโดยกล่าวหาว่า กลุ่มพันธมิตรมีการว่าจ้าง “การ์ด” ติดอาวุธต่างๆ ทั้งไม้พลอง ปืน และ ระเบิด นายกษิตก็ได้กล่าววิพากษ์ว่าเป็นคำถามที่ชักจูงให้รู้สึกว่าการเคลื่อนไหวของพันธมิตรนั้นมีการใช้ความรุนแรง ทั้งๆ ที่ผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตจากการชุมนุม 193 วันนั้นเป็นส่วนใหญ่เป็นกลุ่มพันธมิตรทั้งหมด นอกจากนี้นายกษิตยังตอบกลับไปด้วยว่า “คนอื่นหาว่าเรามีอาวุธ แต่ภรรยาผมก็ไปร่วมชุมนุมทุกเย็น แล้วเธอพกอาวุธอะไรไปน่ะเหรอ ก็อาหารกับยาน่ะซิ!”

08 ธันวาคม 2551

ภายใต้ดวงอาทิตย์นี้ ไม่มีอะไรที่ตำรวจไทยจะทำไม่ได้...นอกจาก "พิทักษ์สันติราษฎร์"

“จงรัก” ชี้เอาผิดแกนนำพันธมิตรฯ ลักทรัพย์ในทำเนียบรัฐบาลเป็นเรื่องยาก ทรัพย์สินที่สูญหาย มีตั้งแต่รถยนต์ รถจักรยานยนต์ ทีวี เครื่องคอมพิวเตอร์ รวมถึงเครื่องราชอิสริยาภรณ์ของหน่วยงานในทำเนียบรัฐบาลแต่หากพิสูจน์ได้ว่ารู้เห็นเป็นใจก็จะมีความผิด พร้อมเตรียมส่งนักประดาน้ำลงงมหาอาวุธสงครามที่พันธมิตรฯ อาจนำไปซุกซ่อนไว้ในคลองผดุงกรุงเกษมด้วย เล่นให้ประดาน้ำลงงมในคลองก็คงจะรายงานพบรถถัง M48-A5 สภาพพร้อมรบกระมัง

เรื่องสร้างหลักฐานเท็จตำรวจไทยถนัดสร้างผลงานเถื่อนอยู่แล้วยัดยาบ้ามันยังทำเลย กล่าวหา สร้างหลักฐาน สอบสวนแล้วส่งอัยการสั่งฟ้อง หรือส่งสำนวนคดีขออำนาจศาลเพื่อ ออกหมายจับ แล้วคงน่าจะเป็นขั้นตอนวางบิล...เก็บเงินค่าดำเนินการจากนายจ้างต่อไป เราเคยใช้อาวุธสงครามไปเข่นฆ่าใครหรือจึงต้องขวนขวายหาหลักฐาน เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจนฝ่ายพันธมิตรบาดเจ็บและล้มตายไปหลายคนก็เป็นอาวุธที่ยิ่งมาจากภายนอกทั้งสิ้น ทั้งหมดทั้งปวงนั้นแค่ต้องการเล่นงานพันธมิตรแค่นั้นหรือ แล้วไอ้พวกที่เข่นฆ่าประชาชนทำไมจึงไม่ไปค้นที่บ้านมัน ที่ทำงานของมัน อาวุธที่ใช้ในราชการทั้งสิ้น เป็นอาวุธจากส่วนราชการใด ใครเบิกไปใช้ น่าจะมีหลักฐานให้สืบสวนได้ ถ้าหากคิดที่จะทำไม่ใช่หรือ

วันนี้ (8 ธ.ค.) พล.ต.อ.จงรัก จุฑานนท์ “นายพลหน้าขาว” หน้าแหก พานักประดาน้ำลงงมหาอาวุธสงครามในคลองผดุงกรุงเกษม และรอบทำเนียบฯ ไม่พบอาวุธร้ายแรง หรืออาวุธสงครามตามที่คาดหวังไว้ แต่ยังปากดีสั่งพนักงานสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานเอาผิดแกนนำพันธมิตรฯ ฐานก่อการร้าย และหาหลักฐานบริษัทที่สนับสนุนพันธมิตรฯ ยึดสนามบินส่งฟ้อง ปปง.ยึดทรัพย์ พอตกบ่าย “เสธ.แดง” ขนชายฉกรรจ์ 7 คน สวมชุดลายพรางทหาร เข้าไปชี้พื้นสนามหญ้าหน้าตึกไทย ทำเนียบรัฐบาล ซึ่งเป็นจุดตกของระเบิดเอ็ม 79 ที่ยิงใส่กลุ่มผู้ชุมนุมพันธมิตรฯ จนเสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก พร้อมถ่ายรูป ยิ้มอย่างมีความสุข!

วันนี้( 8 ธ.ค.)เรือนร่างอันไร้วิญญาณของ “กมลวรรณ หมื่นหนู” หรือ “น้องโบ สีน้ำเงิน” ได้ถูกนำขึ้นสู่เชิงตะกอน ณ เมรุวัดทะเลน้อย ต.ทะเลน้อย อ.ควนขนุน จ.พัทลุง เธอจบการศึกษาระดับปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพาณิชย์พระนคร เธอทำงานพนักงานบัญชีของบริษัทได้ส่งเงินช่วยเหลือเจือจุนพ่อแม่พี่น้องเดือนละ 5,000 บาททุกเดือน เมื่อตอนยังมีชีวิตอยู่โบได้บริจาคอวัยวะเพื่อช่วยชีวิตผู้ป่วยรายอื่นๆ ไว้หลายชีวิต ซึ่งทีมแพทย์ได้ผ่าตัดดวงตา หัวใจ ตับ และไตทั้ง 2 ข้างมอบผ่านสภากาชาดไทยไปช่วยเหลือผู้อื่นแล้วถือเป็นการสร้างกุศลและทำบุญครั้งยิ่งใหญ่ตราบจนลมหายใจในวาระสุดท้าย

ขณะที่วันพรุ่งนี้ (9 ธ.ค.) จะตามติดมาด้วยการฌาปนกิจร่างไร้วิญญาณของ “รณชัย ไชยศรี” หรือที่คนในครอบครัวและญาติสนิทมิตรสหายเรียกขานกันว่า “ไข่ดำ” แต่เพื่อนๆ ที่เรียนมาด้วยกันเรียกว่า “ชัย” ณ เมรุวัดคูหา ต.คูหา อ.สะบ้าย้อย จ.สงขลา ไข่ดำผู้พลีชีพเพื่อชาติจากการถูกลอบยิงด้วยระเบิดเอ็ม 79 ดับคาที่ระหว่างทำหน้าที่การ์ดอาสาให้แก่พี่น้องพันธมิตรฯที่สนามบินดอนเมืองในคืนวันที่ 2 ธันวาคม ก่อนที่ศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำพิพากษาให้ยุบ 3 พรรคการเมืองทาสระบอบทักษิณเพียงไม่กี่ชั่วโมง จบการศึกษาปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลนครศรีธรรมราช ปริญญาโทจากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์วิทยาเขตหาดใหญ่ และกำลังศึกษาปริญญาเอกต่อที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์บางเขน แม้จะเป็นคนขี้อาย ไม่ค่อยพูดค่อยจา ชอบอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ แต่ในด้านการต่อสู้กับระบอบทักษิณแล้วชัยของเพื่อนๆ ถือว่าอยู่ในแนวหน้า แม่ของนายรณชัยเคยบอกชัยว่าอย่าไปเลย ชัยบอกว่าเขาสงสารในหลวง แม่ได้บอกไปว่าคนคนเดียวช่วยอะไรไม่ได้หรอก เพราะเราไปมือเปล่า แต่พวกรัฐบาลมันมีปืน เราจะไปสู้อะไรเขาได้ แต่ชัยเขาก็บอกว่าถ้าไม่ตายตอนนี้ ตอนหลังก็ต้องตายและถ้าได้ตายเพื่อชาติ เพื่อในหลวงเขาก็ยอม พ่อแม่จะได้ภูมิใจด้วย





หนึ่งภาพ แทน คำ บรรยาย นับ หมื่น นับ พัน


06 ธันวาคม 2551

หนึ่งดับ หกเกิด

สุวรรณภูมิมันก็แค่สิ่งปลูกสร้างที่เป็นอภิมหาคอร์รัปชั่น ทำเนียบรัฐบาลก็แค่สิ่งปลูกสร้างที่นักการเมืองเลว นักโกงเมือง ที่โกงการเลือกตั้งเข้าไปทำงาน รัฐสภา" ก็แค่สิ่งปลูกสร้างที่ที่อันธพาลสวมสูทรจากเงินภาษีประชาชน ไม่มีความรู้ความสามารถ คนที่เป็นกากเดนที่สังคม ไม่ยอมรับ ไม่มีการงานที่ดี ขี้เกียจ สันหลังยาวไม่มีงานมีการทำ ทำตัวเกกมะเรกเกเร ประจำซอย ทำความเดือดร้อนให้ชาวบ้าน จากนั้นก็เข้าไปเล่นการเมือง เป็นนักการเมืองหุ่นเชิดในสภา

เราต้องทนต่อการดูถูกเยียดหยามจากคนที่ไม่เข้าใจ จากคนที่ไม่ชอบเรา เื่พื่อพิทักษ์ไว้ซึ่งสถาบันกษัตริย์ มิให้ใครจาบจ้วง ล่วงละเมิด เพื่อให้ได้ประเทศไทยที่ดีกว่านี้ เพื่อให้ลูกให้หลานของเราจะได้ไม่ต้องลำบากในการออกมาต่อสู้แบบนี้อีก เพื่อเปิดโปง "สัตว์นรก ในคราบคน" ให้สังคมได้รับรู้

น้องโบว์ อังคนา พี่จ๊าบ พี่เจนกิจ น้องยุทธพงษ์ คุณลุงเศรษฐา น้องรณชัย และน้องโบว์ กมลวรรณ เป็นกลุ่มบุคคลที่ได้รับความรู้ มีความเข้าว่าเกิดอะไรขึ้นในสังคมนี้ เป็นมาอย่างไร เขาลุกขึ้นสู้ต่อ "คนโกง" ไม่ยอมก้มหัวให้ "คนเลว" สู้ต่อทรราชเผด็จการรัฐสภา...ด้วยสองมือเปล่า เพื่อพิทักษ์สถาบันสูงสุด อันเป็นที่รักยิ่ง เป็นทุกสิ่ง ทุกอย่างที่พวกคนเลว พวกขายชาติ เกลียด

เช้าวันที่ 30 พี่ปองก็เล่าเรื่องต่างๆที่เกิดขึ้นเมื่อคืนให้ฟังว่าเกิดอะไรขึ้น M79 ตกห่างจากเวทีปราศัย ออกไปประมาณ 20 เมตร มันตกลงที่น้องโบว์กับน้องสาวนอนฟังปราศัยอยู่ ทั้งคู่นอนคุย นอนเล่นกันอย่างมีความสุข น้องโบว์โดนเข้าที่ด้านหลังของศรีษะ ส่วนน้องสาวโดนตามเนื้อตัว ไม่โดนจุดสำคัญ พี่ปองถามกับพวกเราว่า "โบว์อีกแล้วเหรอ" "อายุ 27 เท่ากัน" และ "สวยเหมือนกัน" "หน้าตาจิ้มลิ้ม ปากนิด จมูกหน่อย สวยแบบคนใต้" วันรุ่งขึ้นพี่ปองบอกกับพวกเราว่า น้องโบว์จะไปอยู่กับชีวิตใหม่อีก 6 ชีวิต น้องโบว์จะให้ชีวิตกับคน 6 คน "หนึ่งดับ หกเกิด"

ตา 2 ข้าง จะไปอยู่กับ คน 2 คน
ไต 2 ข้าง จะไปอยู่กับ คน 2 คน
ตับ จะไปอยู่กับ อีกคน
หัวใจ จะไปอยู่กับอีกคน

น้องโบว์ กมลวรรณ ได้ทำบุญครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดจนวาระสุดท้ายของชีวิต จนลมหายใจสุดท้ายของชีวิต พี่ปองเล่าว่า พ่่อน้องโบว์ขึ้นมาจากพัทลุง ก่อนหน้าที่พ่อน้องโบว์จะมาถึง ชีพจรเต้นเบามาก คุณหมอได้วางแผนการผ่าตัดอวัยวะไว้ตอนเช้า และน้องโบว์ก็ "รอพ่อ" อยู่ แม่น้องโบว์ก็เฝ้าน้องโบว์อยู่ข้างๆไม่ห่าง พี่ปองเล่าทั้งน้ำตา และนำ้เสียงที่สะอึกสะอื้น ทันใดที่พ่อน้องโบว์ พี่ปองเล่าว่า "น้องโบว์เกิดอาการร่างกายกระตุกขึ้นมาอย่างแรง ปานจะฟ้องพ่อ"
"พ่อช่วยหนูด้วย ไอ้คนใจสัตว์นรกมันฆ่าหนู มันทำร้ายหนู มันรังแกหนู หนูไม่ได้ไปทำอะไรมันเลยพ่อ พ่อช่วยหนูด้วย หนูเจ็บ พ่อหนูเจ็บ"
จนคุณหมอต้องวิ่งเข้ามาดู กลัวน้องโบว์ไปเสียก่อน เพราะตอนนี้สมองน้องโบว์ "ตาย" แล้ว คุณหมอกลัวน้องโบว์อยู่ไม่ถึงตอนเช้าที่จะทำการผ่าตัดย้ายอวัยวะ



งานศพนางสาวกมลวรรณ หมื่นหนู

ศพ “น้องโบ” กมลวรรณ หมื่นหนู วีรสตรีผู้เสียชีวิตจากเหตุลอบยิงระเบิดใส่กลุ่มผู้ชุมนุมที่ทำเนียบรัฐบาล ผู้รักชาติเดินทางจากกรุงเทพฯ โดยรถตู้สภากาชาดไทย ถึงวัดทะเลน้อย จ.พัทลุง บ้านเกิด เมื่อเวลาประมาณ 16.00 น.วานนี้ (5 ธ.ค.) ท่ามกลางบรรดาญาติๆ และประชาชนที่ทราบข่าวมารอรับ บรรยากาศโดยทั่วไปนั้นมีญาติและประชาชนซึ่งเป็นพันธมิตรฯได้เดินทางมารอรับ และร่วมงานศพ ซึ่งคาดว่าตลอดระยะเวลาที่มีการบำเพ็ญกุศลประชาชนจะหลั่งไหลมาไว้อาลัยแด่วีรสตรีกู้ชาติคนนี้หลายร้อยคน ศพของ น้องโบว์-กมลวรรณ มีกำหนดฌาปนกิจวันจันทร์ที่ 8 ธันวาคม




20 พฤศจิกายน 2551

ลูกสาว 11 ขวบ เชื่อบึ้มทำเนียบฝีมือรัฐบาล เรียกร้องความเป็นธรรมหน้า บชน.


ญาติ “เจนกิจ” วีรชนพันธมิตรฯ อาลัยน้ำตานอง รับศพจาก รพ.รามาธิบดีแล้ว “น้องคุ้กกี้” ลูกสาว 11 ขวบ เชื่อบึ้มทำเนียบฝีมือรัฐบาล เรียกร้องความเป็นธรรมหน้า บชน.ย้ำให้พันธมิตรฯ สู้ต่อไป จะตั้งใจทำดี ไม่ดื้อไม่ซน ดูแลแม่และน้อง ต่อสู้เพื่อพ่อ ขณะที่ศพวีรชนคนกล้าบำเพ็ญกุศลที่ศาลา 3 วัดมกุฏกษัตริยารามในเวลา 17.00 น.วันนี้ - 20 พฤศจิกายน 2551

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 15.00 น.แกนนำกองทัพธรรมได้เดินทางมาที่โรงพยาบาลรามาธิบดี เพื่อรับศพ นายเจนกิจ กลัดสาคร ผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ระเบิดผู้ชุมนุมพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่ทำเนียบรัฐบาล โดยมีการทำพิธีทางศาสนาก่อนนำศพบรรจุในโรงไม้สีดำ หลังจากนั้นเคลื่อนย้ายศพไปยังรถตู้เลขทะเบียน ร 1x2x นนทบุรี โดยมี ด.ญ.ลิปิการ์ กลัดสาคร บุตรสาวผู้เสียชีวิต เป็นผู้ถือกระถางธูปนำหน้าศพก่อนเคลื่อนออกไปท่ามกลางน้ำตานองหน้าและบรรยากาศเป็นไปด้วยความโศกเศร้า

ทั้งนี้ ด.ญ.ลิปิการ์ กลัดสาคร (น้องคุ้กกี้) อายุ 11 ปี บุตรสาวนายเจนกิจ กลัดสาคร ให้สัมภาษณ์ก่อนที่จะรับศพออกจากโรงพยาบาลว่า ได้ทราบข่าวการเสียชีวิตของพ่อเมื่อเวลา 07.00 น. โดยแม่โทรศัพท์มาหา แต่ไม่ได้บอกอะไรมากเพียงแค่ให้เตรียมเสื้อไปให้พ่อ และบอกว่าพ่อไปสบายแล้ว จึงถามแม่ว่าพ่อตายหรือ แม่ตอบกลับมาว่าใช่ หลังจากนั้นก็วางสายและหันไปบอกยาย ยายร้องไห้ เสียใจ และบอกว่าสงสารตนเองและน้องที่ต้องสูญเสียพ่อไป หนูก็เสียใจแต่ก็ไปเตรียมเสื้อผ้าให้พ่อ โดยเป็นชุดคาวบอยเพราะว่าชอบเรื่องเกี่ยวกับคาวบอยมาก ซึ่งก่อนหน้านี้พ่อย้ำเสมอว่าหากเสียชีวิตให้นำชุดคาวบอยมาใส่ให้ อีกทั้งให้สังเกตโทรทัศน์ที่บ้านซึ่งปกติเปิดดูรายการอยู่เสมอ แต่หากไม่สามารถเปิดชมได้ตามปกติแสดงว่าพ่อมาหาให้จุดธูปและนำข้าวมาให้พ่อด้วย

“เสียใจและรู้สึกใจหายกับเรื่องนี้แต่ก็ไม่เคยกลัว และจะสู้เพื่อพ่อต่อไป ซึ่งก็ไม่รู้จะทำอย่างไร ตั้งใจจะทำความดี ไม่ดื้อ ไม่ซน และช่วยดูแลครอบครัวแทนพ่อตามที่แม่เคยบอก จึงอยากเรียกร้องให้ฝ่ายที่ทำแสดงความรับผิดชอบ ซึ่งหนูคิดว่ารัฐบาลเป็นคนทำ เพราะที่ผ่านมามีการยิงแก๊สน้ำตา วางระเบิด และแม่เล่าให้ฟังว่าวันที่เกิดเหตุเห็นเจ้าหน้าที่ตำรวจบางรายแสดงสีหน้าสมน้ำหน้า ต่อจากนี้อยากให้พันธมิตรฯ สู้ต่อไป แต่หนูคงจะไม่ไปร่วมชุมนุมกับพันธมิตรฯ ได้เพราะเป็นเด็ก และเพราะพ่อบอกไม่ให้ไป เพราะเป็นห่วงความปลอดภัย มีแต่ความลำบาก ซึ่งหนูเคยขอจะไปด้วยหลายครั้ง เพราะปกติพ่อและแม่จะมาร่วมชุมนุมกับพันธมิตรฯ กับเพื่อนๆ แต่พ่อก็จะไม่อนุญาตให้มาด้วย” ด.ญ.ลิปิการ์ กล่าว

ด.ญ.ลิปิการ์ กล่าวด้วยว่า อยากให้คนดีๆ มาเป็นนายกรัฐมนตรีแทนนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ที่เป็นคนไม่ดี เพราะได้เห็นคลิปที่นายกฯ พาผู้หญิงเข้าโรงแรมม่านรูด และพาไปซื้อตู้เย็น ซึ่งผู้นำที่ดีจะต้องไม่เอาเปรียบ ไม่เห็นแก่เงิน ไม่ขายชาติ

14 พฤศจิกายน 2551

เหตุการณ์ระเบิดทั้งสองครั้งที่เกิดขึ้น / Late Bomb incidents in PAD's site

นายกฤตโชค จินดาพลที่อ้างตนว่าเป็นที่ปรึกษาของพล.อ.ปฐมพงษ์ เกษรศุกร์อดีตประธานคณะกรรมการที่ปรึกษากองทัพไทยและเป็นนักวิชาการของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) ได้นำหลักฐานภาพถ่ายความเสียหายบนอาคารสำนักงานคณะกรรมการพลเรือน (ก.พ.) ที่ถูกแรงระเบิดในวันที่ 7 พ.ย.เวลา 03.00 น. ซึ่งประกอบด้วย

1) ภาพหลังคาพังไม้ที่ถูกแรงอัดระเบิดพร้อม
2) ภาพถ่ายชิ้นส่วนสเก็ดระเบิดชนิด M 5 ที่เป็นระเบิดเสียงและสเก็ดระเบิดชนิด M 79 ให้สื่อมวลชนดู

หลังเกิดเหตุระเบิดเมื่อเช้าวันที่ 7 พ.ย.ที่ผ่านมา ก็มีการกล่าวหาว่ากลุ่มพันธมิตรฯเป็นคนที่สร้างสถานการณ์ขึ้นมาตนจึงเข้ามาฟังการปราศรัยในที่ชุมนุมและตรวจสอบหาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเหตุระเบิดรายวันที่เกิดขึ้นในที่ชุมนุมต่อมาวันที่ 10 พ.ย. เวลา 03.30 น.ก็ได้เกิดเหตุระเบิดขึ้นอีกครั้งในพื้นที่ชุมนุมซึ่งห่างจากเวทีปราศรัยประมาณ 10 เมตร โดยเสียงดังมาจากบริเวณดาดฟ้าของตึก ก.พ. ตนจึงได้ขอรปภ.ของตึกขึ้นไปตรวจสอบบริเวณดาดฟ้าที่อยู่บนชั้น 4 พบว่ามีรอยเท้าคล้ายรองเท้าคอมแบ็ต โค้ก 2 กระป๋อง และขี้บุหรี่ที่เพิ่งดูดใหม่ๆ จึงเชื่อว่าเหตุการณ์ในครั้งนี้ไม่ใช่การสร้างสถานการณ์ของพันธิมตรฯ แน่นอน

วันที่ 11 พ.ย. ผมได้เข้าพบกับผู้ใหญ่ในก.พ. ท่านได้มอบภาพถ่ายความเสียหายบนตึกก.พ.วันที่ 7 พ.ย. ที่ผมนำมาให้สื่อดูเป็นสเก็ตระเบิดเสียงชนิด M 5 ที่ซ้อมยิง มีรัศมียิงได้ระยะไกลถึง 100 เมตรและสเก็ดระเบิดชนิด M 79 อันเป็นระเบิดชนิดเดียวกับที่ตกบริเวณเต็นท์หน้าเวทีทำเนียบฯในวันที่ 10 พ.ย.โดยยิงจากที่สูงโดยใช้ปืนยิงชนิดเดียวกันและผู้ที่จะยิงปืนชนิดนี้ได้ ต้องเป็นหน่วยตำรวจตระเวณชายแดน (ตชด.) หน่วยอรินทราช และ ทหาร แต่ผมไม่ได้เจาะจงว่าจะเป็นหน่วยใดแต่กระสุนที่ใช้เป็นอาวุธสงครามผมจึงเป็นห่วงผู้ชุมนุมที่ไม่รู้เรื่องและหากระเบิดครั้งล่าสุดที่ยิงมาไม่ติดเต็นท์ต้องมีคนตาย ไม่น้อยกว่า 1 – 2 คน

เหตุการณ์ระเบิดทั้งสองครั้งที่เกิดขึ้นเป็นระเบิดชนิดเดียวกันที่ทำให้น้องโบว์ น.ส.อังคณา ระดับปัญญาวุฒิ เสียชีวิตซึ่งน่าจะเกี่ยวข้องกับนายทหารคนหนึ่งที่ออกมาเคลื่อนไหวที่พร่ำว่าจะดำเนินการกับกลุ่มพันธมิตรฯซึ่งเรื่องนี้ได้ทำหนังสือรายงานการเกิดเหตุไปที่หน่วยงานกอ.รมน. แม่ทัพภาคที่ 1 และ สน.ดุสิตแล้ว

Kritchoke jindapol, works for Nation Security Center, showed his photos about PAD get bombed on Nov 7th. He informed orally M79 and M5 were used. On Nov 7th, he visited the PAD meeting place and followed up. The weapons' owner should be only related powered offices, e.g. police station, 191, and soldier. The weapons are the same as what police used and Angkana was killed on Oct 7th.

11 พฤศจิกายน 2551

เหตุการณ์ที่ถูกก่อกวน และลอบทำร้ายมาอย่างต่อเนื่อง

Updated on Loikrathong day --
**"เสธ.แดง"พูดเหมือนลงมือระเบิดเอง

ด้าน พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล ผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก กล่าวถึงเหตุระเบิดบริเวณสถานที่ชุมนุมของกลุ่มพันธมิตร เมื่อกลางดึกวันที่ 10 พ.ย. ที่ผ่านมาว่า เหตุระเบิดเมื่อเวลา 03.30 น.นั้น ตนบอกแล้วว่า เคยแจ้งเตือนและจะคอยรายงานข่าวสารให้พันธมิตรฯทราบ เรื่องแรกต้องขอบคุณลูกๆ ที่พาพ่อแม่ออกจากพื้นที่พันธมิตรฯ ภาพเมื่อคืนเห็นได้ว่า คนที่โดนเป็นสาวกของพระโพธิรักษ์ เป็นคนของสันติอโศกทั้งนั้น ส่วนคนที่โดนเริ่มเป็นผู้หญิงเริ่มเป็นประชาชน เพราะนักรบศรีวิชัยเป็นการ์ด เอาตัวรอดไปอยู่ในหลุมในบังเกอร์ หนีไปนอนนอกทำเนียบฯกันหมด

พล.ต.ขัตติยะ กล่าวว่า ความจริงผู้ชุมนุมที่เวทีพันธมิตรฯมีไม่ถึง 20 คน แต่เอาภาพตัดต่อ ทำให้ตัดภาพเห็นเป็น 100 คนจะเห็นได้จากภาพตอนที่ระเบิดลงแล้ววิ่งหนีกันมีคนไม่ถึง 20 คน ต่อไปขอให้พันธมิตรฯเห็นว่า แม้แต่สารวัตรทหาร (สห.) ซึ่งเป็นทหารจากกองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศ โดยเฉพาะกองทัพบกใส่เสื้อเกราะลายพรางทุกคน ส่วนนักรบศรีวิชัย อยู่ในบังเกอร์ ส่วนสารวัตรทหารที่ไปรักษาการอยู่รอบพื้นที่ 200 เมตร ก็ใส่เสื้อเกราะ เห็นได้ว่าไม่มีความปลอดภัยอะไรเลยในที่นั้น ทำให้โดนลูกยาวยิงเข้าไป

"เสธ.แดง ขอเตือนเป็นครั้งสุดท้ายให้ออกไปจากทำเนียบรัฐบาลก่อนวันที่ 14 พ.ย.ซึ่งมีงานรัฐพิธีระหว่างวันที่ 14-19 พ.ย.โดยขอให้ยอมจำนนปราศจากเงื่อนไข รีบส่งมอบทำเนียบฯให้กับ พล.ต.ต.อำนวย นิ่มมโน รอง ผบช.น.แล้วให้ พล.ต.ต.อำนวย ติดต่อเจ้าหน้าที่ทำเนียบฯมาตรวจสอบทรัพย์สินทั้งหมด ตั้งแต่สิ่งของสมัยรัชกาลที่ 3, 4 และ 5 ที่ระลึกจากประธานาธิบดี นายกรัฐมนตรีต่างๆ มอบให้รัฐบาล แม้กระทั่งเก้าอี้ของรัชกาลที่ 5 ที่ขาหัก ต้องเสียทรัพย์สิน เพราะพันธมิตรฯมีเงินบริจาคมากมาย หลังวันที่ 14 พ.ย.จะประกาศหยุดยิง แต่หลังวันที่ 19 พ.ย.นี้งานราชพิธีเสร็จสิ้นการทอดกฐินหลวงจะเกิดขึ้น กองกำลังไม่ทราบฝ่าย แก๊ง 47 โรนิน ซามูไรไร้สังกัดจะทอดกฐินหลวงเกิดขึ้นแน่นอน เพราะพันธมิตรฯขาดความชอบธรรม" พล.ต.ขัตติยะกล่าวเหมือนกับว่าเป็นคนวางแผนป่วนเมืองเสียเอง

**ตำรวจมั่วชี้ระเกิดเกิดขึ้นภายในทำเนียบ

เวลา 15.00 น. พ.ต.ท.รุ่งเพชร เมธี พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลดุสิต ได้นำเจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐาน และเจ้าหน้าที่กลุ่มงานเก็บกู้และตรวจพิสูจน์วัตถุระเบิด กองบังคับการสายตรวจปฏิบัติการพิเศษ กองบัญชาการตำรวจนครบาล เข้าตรวจสอบพื้นที่การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ ภายในทำเนียบรัฐบาล เพื่อเก็บหลักฐานวัตถุระเบิด โดยได้ตัดเต็นท์ผ้าใบ ซึ่งมีรอยไหม้จากวัตถุระเบิดเก็บไว้เป็นหลักฐาน และเก็บชิ้นส่วนโทรทัศน์ที่ถูกสะเก็ดระเบิด นำไปตรวจสอบ

พ.ต.ท.รุ่งเพชร กล่าวว่า ขณะนี้ยังคงไม่รู้ผลจะต้องรอการตรวจสอบจากเจ้าหน้าที่ชุดดังกล่าว คงต้องอาศัยเวลาสักพักหนึ่ง ผู้สื่อข่าวรายงายอีกว่า หลังจากที่ใช้เวลาตรวจประมาณ 30 นาที กลุ่มเจ้าหน้าที่ชุดดังกล่าวได้เดินทางออกจากนอกทำเนียบฯ โดยมีกลุ่มพันธมิตรฯบางคนได้เข้าไปขอร้องกับเจ้าหน้าที่ชุดดังกล่าวให้ทำงานตรงไปตรงมา และขอให้ทำความจริงให้ปรากฏ

ขณะที่ พล.ต.ต.สุพร พันธุ์เสือ รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ในฐานะโฆษกกองบัญชาการตำรวจนครบาล กล่าวว่า เบื้องต้นได้ให้ผู้เชี่ยวชาญจากกองกำกับการพิสูจน์และเก็บกู้วัตถุระเบิด กองบัญชาการตำรวจนครบาล ตรวจสอบจากภาพถ่าย ยืนยันว่าไม่ใช่ระเบิดชนิด M 79 ตามที่ พล.อ.ปฐมพงษ์ เกสรศุกร์ อดีตคณะกรรมการที่ปรึกษากองบัญชาการกองทัพไทยระบุ เพราะหากเป็น M 79 ต้องรุนแรงมากกว่านี้ และจากการวิเคราะห์เชื่อว่าระเบิดเกิดจากภายในไม่ใช่ด้านนอกทำเนียบรัฐบาล

-------------------------------------------------------------------------------

ที่พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยมาชุมนุมกันอยู่นี้นั้น พันธมิตรฯทำถูกต้องตามรัฐธรรมนูญเพราะตามรัฐธรรมนูญระบุว่าบุคคลมีหน้ารักษาชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ซึ่งพันธมิตรฯมีหน้าที่อันชอบธรรมตามกฎหมาย 100% แต่พันธมิตรฯต้องขับไล่รัฐบาลที่มาจากการโกงเลือกตั้งและมีปัญหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน เพราะนั่นคือกลุ่มที่อาศัยการเมืองเก่าเข้ามาสร้างอำนาจ เพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง ฉะนั้นการเมืองใหม่จะต้องให้คนดีขึ้นมาปกครองชาติบ้านเมืองซึ่งถือเป็นสาระสำคัญใหม่โดยยึดถือเอาพระบรมราโชวาทเป็นที่ตั้ง เพราะพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงผ่านเหตุการณ์สำคัญของบ้านเมืองมาอย่างยาวนาน ฉะนั้นจึงไม่มีใครรู้เท่ากับในหลวงและสมเด็จพระบรมราชินีนารถ ซึ่งทุกสิ่งทุกอย่างจึงได้รับการกลั่นกรองมาเป็นอย่างดีโดยจะเห็นได้จากนโยบายที่ทำขึ้นมานั้นสอดคล้องกับพระราชดำริซึ่งถือเป็นการเริ่มต้นที่ดีที่จะไม่ให้คนชั่วเข้ามามีบทบาทในการบริหารประเทศในอนาคตอย่างแน่นอนการเมืองใหม่เป็นสิ่งที่ประเทศของพันธมิตรฯต้องการ พันธมิตรฯต้องการการเปลี่ยนแปลงทางสังคม การเมือง และการนำเอาจริยธรรมดีๆของคนไทยที่เคยมีกลับมา ฉะนั้นพันธมิตรฯต้องดูแลพระมหากษัตริย์และแผ่นดินไทยดังนี้แล้วถ้ารักประเทศไทย ชูชาติไทยก็ขอให้ออกมาร่วมมือกันอย่างจริงจัง อย่ารีรออะไรอยู่ถ้าไม่อยากให้ประเทศต้องตกเป็นของทรราช สามานย์ พันธมิตรฯต้องเพิ่มแนวร่วมเพื่อนำเสนอสิ่งที่เป็นรูปธรรมมีทางออกที่ชัดเจนมีการนำเสนอที่ชัดเจน ขอให้มั่นใจในการต่อสู้ อย่าได้ประมาทมีสติรอบคอบพันธมิตรฯกำลังต่อสู้กับความไม่รู้ของประชาชน พันธมิตรฯต้องสงวนจุดต่างเพื่อนำพาให้ถึงจุดมุ่งหมายที่ใหญ่ขึ้น การเมืองใหม่จะเกิดขึ้นได้อย่างไรหากรัฐธรรมนูมฉบับปัจจุบันไม่ได้อำนวยให้นายกฯมาจากคนนอก รัฐบาลแห่งชาติสามารถจัดตั้งได้อย่างไร ใครจะเป็นผู้นำ เวลานี้ดูไม่ออกหรือว่าเวลานี้มันเป็นเรื่องความมั่นคง ไม่ใช่เรื่องการเมืองและการชุมนุมที่ปักหลักมานานกว่า 160 วันว่าพันธมิตรฯสู้เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และถ้าไม่โง่จนเกินไปก็น่าจะรู้ว่าพวกเสื้อแดงมันทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์แถมยังมีการไปสนับสนุนการสานเสวนาเสียอีก พันธมิตรฯไม่ดันทุรัง แต่พันธมิตรฯมีเหตุผล ไม่ใช่ทำตามอารมณ์ หรือทำตามใครซึ่งไม่มีเหตุผลและพันธมิตรฯรักการเจรจาแต่ต้องเจรจากับฝ่ายที่เกี่ยวข้องโดยตรงซึ่งการตกลงเจรจรานั้นสามารถทำได้ 3 วิธี คือ ใครที่ตั้งตนเป็นคนกลางก็ได้ แต่ต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐบาลและพันธมิตรฯ หรือวิธีที่ 2 รัฐบาลเจรจาโดยตรง และวิธีที่ 3 ตั้งใครมาก้อได้ ที่มีอำนาจตัดสินใจแทนรัฐบาล ซึ่งเรื่องนี้พันธมิตรฯไม่ใช่ คนดื้อรั้น พันธมิตรฯรักการเจรจามานานแล้วแต่พันธมิตรฯต้องการเจรจากันผู้เกี่ยวข้องโดยตรงเท่านั้น การที่คณะสานเสวนาจะกราบเรียนให้ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ประธานองคมนตรี มาเป็นประธานนั้นคาดการณ์เอาว่า พล.อ.เปรมไม่รับแน่นอน เหตุผลง่ายๆ เพราะว่ารัฐบาลชุดนี้ให้ท้าย นปก.ที่ได้เอาคนไปบุกหน้าบ้านท่านเมื่อวันที่ 22 ก.ค.50 ตั้งเวทีด่าท่าน 6 ชั่วโมงอย่างสาดเสียเทเสียซึ่งปัจจุบันนี้แกนนำนปก.ยังออกรายการทางเอ็นบีทีอยู่ทุกวันกับยังมีตำแหน่งแห่งหนในรัฐบาลอีหหลายต่อหลายคน แล้ววันนี้จะให้ท่านเป็นประธานแล้วท่านจะรับได้อย่างไร อีกประการหนึ่งท่านเป็นถึงประธานองคมนตรี จะให้ท่านลดตัวลงมาเป็นประธานสานเสวนาได้อย่างไร

ในภาวะอันตึงเครียดเช่นนี้ พันธมิตรฯไม่อยากเห็นพี่น้องบาดเจ็บล้มตายอีำกอันเป็นรูปแบบการก่อการร้ายที่ชัดเจน ดังนั้นพันธมิตรฯต้องป้องกันตัวเองจะหวังพึ่งใครไม่ได้แล้วเพราะทหารและตำรวจเป็นพวกไอ้หน้าเหลี่ยมหมด พันธมิตรฯจะต้องจัดกองกำลังอารักขาที่มั่น ต้องช่วยเหลือกันและกัน ออกสอดแนม ใช้เรดาร์ กล้องวงจรปิด ทุกรูปแบบ ระบอบทักษิณทำลายความเชื่อดีๆของคนไทยลงไปแล้ว วันนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ และกลุ่มคณะถือว่าหมดสภาพลงไปเรื่อยๆเพราะประเทศไหนๆเขารู้มาโดยตลอดว่าอะไรเป็นอะไร ดังนั้นระบอบทักษิณจะต้องพังลงอย่างแน่นอน และเมื่อพันธมิตรฯชนะแล้วพันธมิตรฯจะทำทุกวิถีทางเพื่อไม่ให้ระบอบเก่าๆ กลับมาเพราะคนชั่วเหล่านั้นจ้องที่จะเข้ามาอยู่แล้ว ดังนั้นพันธมิตรฯต้องเข้มแข็งและไม่ทะเลาะกันเพราะไม่เช่นนั้นคนชั่วก็จะเข้ามาได้ ตัวปัญหาในขณะนี้อยู่ที่รัฐบาลในระบอบทักษิณถ้าออกไปทุกอย่างก็จะจบกลับบอกว่าตัวเองจะรักษาประชาธิปไตยทั้งๆ ที่การกระทำเป็นการทำลายนี่แสดงให้เห็นว่า ไม่มีความจริงใจในการแก้ปัญหานอกจากการใช้เงินแล้ว ยังมีความพยายามไปปั่นหัวฟรีทีวี ที่ไม่ได้รายงานความจริง ถึงแม้จะพยายามทำออกมาให้เห็นทั้ง 2 ด้าน แต่ให้ความสำคัญกับ นปก.มากกว่า ช่วงที่ผ่านมามีการระดมผลคนเสื้อแดงได้มาหลายหมื่นคนแต่ก็ยังไม่ความพยายามต่อเนื่องไม่สิ้นสุดเพื่อเรียกร้องให้ทักษิณไม่ต้องติดคุกและต้องการให้ได้รับการนิรโทษกรรมส่วนกรณีที่มีความขัดแย้งกันเองเกิดขึ้นนั้นถือเป็นเรื่องปกติ เมื่อเกิดเหตุขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นเหตุระเบิด หรือเหตุถูกลอบยิง อย่าเพิ่งไปทำลายหลักฐานรอบๆ จุดเกิดเหตุ เพราะต้องวิเคราะห์ว่าระเบิด หรือการกระสุนปืนที่ยิงเข้ามานั้น มาจากทิศทางไหน นั่นจะทำให้พันธมิตรฯจับคนที่ลงมือก่อเหตุได้ นอกจากนี้ยังมีคนร้ายบางส่วนที่พันธมิตรฯจับได้ตามคู
น้ำรอบทำเนียบฯ เป็นการพยายามเข้ามาข่มขู่ คุกคามผู้ชุมนุมให้หวาดกลัว แม้ว่าจะมีการตรวจสอบอย่างเข้มงวดก็ยังสามารถเข้ามาได้ เชื่อว่าบุคคลที่ทำน่าจะมีความเชื่อมโยงกับคนที่เคยวางระเบิดบริเวณสะพานมัฆวานรังสรรค์ หรือสะพานอรทัย จนถึงขั้นเข้ามาในพื้นที่ชุมนุม และคงจะได้รับค่าจ้างที่สูงมากขึ้นตามไปด้วย
การที่อำนวยโฆษกตำรวจที่บอกว่าพันธมิตรฯเหยียบกันขาขาดกันเอง แจ็กที่ขาขาดนั้นขาดมาก่อนแล้วพันธมิตรฯต้องไปเอารูปถ่ายมายืนยันว่าไม่ได้ขาดมาก่อน มาขาดตอนโดนระเบิด ไม่ว่าเรื่องแขนขาดของตี๋แล้วบอกว่ายังกำระเบิดอยู่เตรียมที่จะขว้างอยู่ มันสร้างสถานการณ์มาตลอดและมันคงมุ่งหน้าทำลายความชอบธรรมพันธมิตรฯต่อไป นับจากที่พันธมิตรฯได้รื้อเวทีปราศรัยบริเวณสะพานมัฆวานรังสรรค์เหลือไว้เพียงแนวกั้นเป็นยางรถยนต์และแผงเหล็กได้กลายเป็นการเปิดช่องให้มีการลอบทำร้ายและก่อกวนการชุมนุมของพันธมิตรฯ มาอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่วันที่ 22 ต.ค. วันแรกที่มีการเปิดเส้นทางจราจรบริเวณสะพานมัฆวาน ในช่วงบ่ายขณะที่การ์ดพันธมิตรฯ กำลังรื้อเต็นท์ ได้มีคนร้ายขว้างประทัดยักษ์ออกจากรถตู้สีขาวเข้าใส่ เสียงดังสนั่นหวั่นไหว ต่อมา 30 ต.ค. เวลา 03.20 น.คนร้ายขว้างระเบิดเอ็ม 79 เข้าใส่การ์ดพันธมิตรฯ ที่สะพานมัฆวาน ทำให้การ์ดได้รับบาดเจ็บประมาณ 10 คน บาดเจ็บรุนแรงต้องเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลวชิระ 6 คน บาดเจ็บสาหัส 2 คน และจนถึงขณะนี้ยังคงอยู่ในห้องไอซียู 1 คน และในเวลาไล่เลี่ยกัน คนร้ายได้ปีนแนวกั้นของตำรวจด้านหลังบช.น.แล้วยิงปืนเข้าใส่การ์ดพันธมิตรฯ บริเวณใกล้สี่แยกมิสกวัน จนต้องมีการตอบโต้ และในตอนเช้าพบชายชุดดำนอนเสียชีวิตอยู่ข้างกำแพง บชน.โดยในวันเดียวกันนั้นคนร้ายได้ปาระบาดเข้าใส่บ้าน นายจรัญ ภักดีธนากุล ตุลาการรัฐธรรมนูญด้วย จากนั้นเมื่อ 31 ต.ค. เวลาประมาณ 02.00 น.คนร้ายนั่งรถเบนซ์สีดำ ทะเบียน 4444 โยนระเบิดควันใกล้สะพานมัฆวานฯ แต่ไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ ซึ่งตำรวจอ้างว่าเป็นแค่ประทัดเล็กๆไม่มีการปาระเบิด และเชื่อว่าเป็นการก่อกวน

2 พ.ย.เวลาประมาณ 02.00 น.กลุ่มวัยรุ่นจำนวน 5 คน ขับรถเก๋งเข้ามายังบริเวณสะพานมัฆวาน และชูนิ้วกลางให้การ์ดพันธมิตรฯ แล้วยิงปืนเข้าใส่ หลังจากนั้นพยายามขับรถหนีแต่ถูกสกัดจับไว้ได้ 4 พ.ย.เวลาประมาณ 02.00 น.มีเสียงระเบิดบริเวณเชิงสะพานอรทัย ห่างจากแผงเหล็กกั้นบริเวณชุมนุมของพันธมิตรฯ เพียง 3 เมตร 7 พ.ย. เวลาประมาณ 01.00 น.เกิดเหตุระเบิดขึ้น 2 ครั้ง บริเวณเชิงสะพานมัฆวานรังสรรค์ ด้านฝั่งหน้าตึกอาชีวศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ และบริเวณถนนเรียบคลองผดุงกรุงเกษม เวลาประมาณ 04.00 น.มีเสียงปืนดังขึ้นหลายนัด บริเวณถนนข้างสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ติดกับ โรงเรียนเบญจมบพิตร ต่อมา มีเสียงปืนดังขึ้น 2-3 นัด บริเวณถนนอีกด้านของคลองตรงข้ามกับ สำนักงาน ป.ป.ช. ซึ่งอยู่ใกล้กับจุดเกิดเหตุ พันธมิตรฯได้เตรียมการหลายอย่างให้การชุมนุมปลอดภัยและสงบ แต่ที่ผ่านมาก็มีความพยายามตลอดเวลาในการก่อกวนซึ่งเมื่อวานพันธมิตรฯตรวจสอบและจับได้ 1 คนรีดจนได้ข้อมูลเยอะมากและสารภาพมาหมดว่าใครจ้างมาเท่าไหร่ สิ่งที่เกิดขึ้นนั้นบอกให้รู้ว่านี่คือบ้านป่าเมืองเถื่อนภายใต้รัฐบาลโจรและรับใช้โจร เขาไม่ทำอะไร คิดเพียงช่วยพี่เมียของเขาทุกอย่าง วันที่ 8 พ.ย. เวลา 04.40 น.เกิดเหตุคนร้ายปาระเบิดเข้าใส่เต็นท์นอนในที่ชุมนุมของพันธมิตรฯ บริเวณเต็นท์นอนนักรบอิสระ 9 ของนักรบศรีวิชัยซึ่งอยู่บริเวณสนามหญ้าหน้าตึกสันติไมตรีเยื้องเวทีชุมนุมประมาณ 250 เมตร แรงระเบิดทำให้เกิดหลุมลึกประมาณ 10 ซม. กว้าง 20 ซม. และมีผู้บาดเจ็บสาหัส 1 รายมีการระบุว่ามีการขัดแย้งกันภายในกลุ่มพันธมิตรฯ ถ้ามีการขัดแย้งกันจริงๆ ก็ไม่น่าจะทำกันถึงขนาดนี้ เพราะจะทำไปเพื่ออะไรไม่เกิดประโยชน์ต่อพันธมิตรฯเลย คนที่มีความขัดแย้งกับพันธมิตรฯมีเพียงฝ่ายรัฐบาลเท่านั้น หลังจากที่เกิดเหตุก็ได้มีบุคคล 2 คนได้อ้างตัวว่าเป็นหน่วยงานของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กรอ.มน.) เข้ามาขอสอบปากคำผู้บาดเจ็บแต่เมื่อพันธมิตรฯ ขอตรวจสอบว่ามาจากหน่วยงานดังกล่าวจริงหรือไม่บุคคลทั้ง 2 กลับรีบหนีไป วันที่ 9 พ.ย.ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจสน.สามเสน เพิ่งจับกุมนายธนิตและนายวัฒนาพบของกลางระเบิดน้อยหน่า 3 ลูก ระเบิดปิงปอง 22 ลูก กระสุนปืนลูกซอง 4 นัด หนังสติ๊ก 2 อัน ลูกแก้วและหัวนอต จำนวนกว่า 20 ลูก มีดพกยาวประมาณ 10 นิ้วผ้าพันคอสีเหลืองที่เขียนว่า "กู้ชาติ" บัตรเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่เขียนว่า "กองทัพธรรม" เลขที่ ช.153 จ.32 ที่เขาระบุว่าการ์ดกองทัพธรรมเป็นความพยายามที่จะโยงให้เห็นว่า กองทัพธรรมซึ่งเกียวกับพล.ต.จำลองทั้งที่คนจากกองทัพธรรมส่วนมากกินแต่ผัก เรื่องอาวุธพวกนี้ไม่ต้องพูด ไม่มี กลับบอกว่าการ์ดกองทัพธรรมพกระเบิดตั้ง 8 ลูก มันน่าเชื่อแค่ไหน ที่ผ่านมาพันธมิตรฯ ทำตามขั้นตอนอย่างเคร่งครัด บางทีที่เกิดเหตุอาจเป็นบางกลุ่มที่แฝงตัวเข้ามาทำให้เกิดความวุ่นวายแล้วอ้างว่าเป็นการ์ดพันธมิตรฯเสมอ กรณีดังกล่าวพันธมิตรฯไม่ได้ปัดความรับผิดชอบว่าบุคคลดังกล่าวไม่ใช่การ์ดของพันธมิตรฯ แต่พันธมิตรฯมีหลักฐานชัดเจนว่าได้ให้ออกจากการเป็นการ์ดไปแล้วก่อนหน้านี้กว่า 10 วันแล้ว ที่เขาทำอย่างนี้เพราะอะไรก็เพราะว่าเคยมาเขวี้ยงมาขว้างระเบิดเอาเอ็ม 79 มายิงพันธมิตรฯที่อรทัย มาแอบมาขว้างที่สะพานมัฆวาน มาแอบมาโยนใกล้ๆ ทำเนียบภายในนี้ ก็เลยต้องแก้เขินว่าพวกพันธมิตรฯ กองทัพธรรมก็มีระเบิด มีตั้ง 8 ลูกแต่มันจับได้ สองวันก่อน 10 พ.ย. ที่หน้าบ้านพิษณุโลก รองสวป.สน.นางเลิ้งพร้อมสายตรวจ 10 นายออกตั้งด่านฯพบรถแท็กซี่สีเขียว-เหลืองมุ่งหน้าจากทางแยกยมราชมุ่งตรงมายังจุดตรวจ เจ้าหน้าที่สังเกตว่าคนขับมีท่าทีพิรุธจึงขอดูใบขับขี่และพบว่าข้างประตูฝั่งคนขับพบอาวุธปืนไทยประดิษฐ์ 1 กระบอก มีดพับ 1 เล่ม ท่อนเหล็กกลมยาวประมาณ 80 ซ.ม. 1 อัน และบัตรอาสาสมัครการ์ดพันธมิตร 9 ใบซึ่งเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยากว่าคนหนึ่งคนจะต้องมีบัตรประจำตัวมากขนาดนั้น ต่อมาเวลาไล่เลี่ยกันขณะที่ตำรวจร่วมกับสารวัตรทหาร (สห.) ตั้งด่านตรวจอยู่บริเวณปากซอยลิขิตถนนศรีอยุธยาพบรถกระบะอีซูซุขับมาอย่างมีพิรุธ เนื่องจากมีชายวัยรุ่นหลายคนอยู่ในรถจึงขอตรวจค้น ผู้ขับขี่พร้อมเพื่อนโดยสารมาในรถ 7 คนพบว่ามีอาวุธปืน .38 จำนวน 1 กระ บอกพร้อมเครื่องกระสุน .38 อีก 13 นัด อาวุธมีด 2 เล่ม สายคาดเอว 1 เส้น และผ้าคาดศีรษะมีข้อความ"กู้ชาติ" 1 ผืนซ่อนอยู่ เช้านี้ 11 พ.ย. เมื่อเวลา 03.25 น. ได้เกิดเหตุระเบิดขึ้นที่บริเวณเต็นท์ของพันธมิตรฯซึ่งห่างจากเวทีปราศรัยเพียง 50 เมตร เท่านั้น พล.อ.ปฐมพงษ์ เกษรสุข อดีตประธานคณะที่ปรึกษากองบัญชาการทหารสูงสุด กล่าวว่า ลักษณะของระเบิด น่าจะเป็นเครื่องยิงระเบิดวิถีโค้งโดยมีระยะยิง 150 เมตรซึ่งถูกยิงมาตกลงกลางหลังคาเต็นท์ โดยระเบิดลูกดังกล่าวตกลงมาตรงที่มีคนนอนยู่พอดี ต่อมาเวลา 04.30 น.รายงานข่าวแจ้งว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับกุมผู้ต้องสงสัยพร้อมอาวุธสงครามได้ที่ซอยลิขิต สามารถควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยได้พร้อมอาวุธปืน บีบีกัน ซึ่งใช้ในเกมเพ้นท์บอล ดังนั้นพล.อ.ปฐมพงษ์เสนอแกนนำพันธมิตรฯ ให้เขียนรายงานสรุปสถานการณ์เพื่อมอบให้กับ ผบ.ทบ.เกี่ยวกับเหตุระเบิดที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่านั้นเกิดขึ้นเหมือนกันทุกวัน โดยตนจะยืนยันว่าการกระทำดังกล่าวน่าจะเชื่อมโยงกับทหารบางคนและที่ยังเกิดเหตุร้ายขึ้นมาได้อีกนั้นย่อมสะท้อนถึงความอ่อนแอของหน่วยงานของตำรวจและทหารต่อจากนี้ไป ทางการจะต้องเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยให้มากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะ ผบ.ทบ.ซึ่งมีอำนาจทาง กอร.มน. ซึ่งสามารถใช้มาตรการเข้าไปดูแลสถานการณ์ได้ดีมากกว่านี้ ทั้งนี้จากเหตุการณ์ที่ถูกก่อกวน และลอบทำร้ายมาอย่างต่อเนื่อง โดยที่เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่สามารถติดตามจับกุมคนร้ายได้แม้แต่คนเดียว ขณะที่นายทหารนอกแถวบางคนยังข่มขู่จะมีการยิงระเบิดเข้าใส่ที่ชุมนุมพันธมิตรฯ อยู่ทุกวัน ตำรวจบิดเบือนกล่าวหาพันธมิตรฯ ไม่ยอมเปิดเส้นทางเสด็จ ทั้งที่พันธมิตรฯได้ประกาศนานแล้วว่าจะเปิดช่วง 14
-19 พ.ย.เพื่อความปลอดภัยของผู้ชุมนุม แต่ตำรวจไม่ยอมฟังเหตุผลอ้างต้องเปิดก่อน 1 สัปดาห์อ้างว่าเพื่อให้มีเวลาปรับภูมิทัศน์ แถมปล่อย"นรกป่วนกรุง"ปาระเบิดใส่นับครั้งไม่ถ้วน ล่าสุดมีการเปลี่ยนเส้นทางเสด็จแล้วมีข่าวว่าจะมีการใช้เส้นทางเสด็จทางด้านถนนหลาน
หลวงแล้ว และตำรวจก็น่าจะรู้แล้ว แล้วยังมาให้ข่าวว่าพันธมิตรฯ ไม่ยอมเปิดเส้นทางอีกกลับยังออกข่าวใส่ร้ายพันธมิตรฯ อีก ถ้าพันธมิตรฯกลายเป็นเหยื่อ นปก.ใครจะรับผิดชอบชีวิตพันธมิตรฯ เพราะตำรวจมีแต่ช่วยให้ชีวิตพันธมิตรฯแย่ลง
โปรดอย่าลืมว่า...ความรุนแรงที่เกิดขึ้นเมื่อ 7 ตุลา หรือที่ผ่านมายังไม่ได้รับการเยียวยาและเหลียวแล หากแต่ปาหี่ในคณะกรรมการตรวจที่ก่อตั้งเพื่อลดแรงเสียดทานในสังคมที่มีแนวโน้มว่าจะแห้วหาตัวคนสั่งการไม่ได้ นับไม่ถ้วนที่พันธมิตรฯต้องเจ็บช้ำน้ำใจเพราะผู้พิทักษ์สันติราษฎร ที่ไม่ได้คงไว้ทั้ง "สันติ" และ พิทักษ์ "ราษฎร" เพราะยังคงถูกลอบกัดซ้ำแล้วซ้ำเล่า การรายงานข่าวที่บิดเบือนของสื่อ เพื่อเอื้อคุณประโยชน์ให้กับรัฐบาล และความคั่งแค้น ที่ไม่สามารถพึ่งพาทหารหาญเมื่อยามถูกรังแก ไม่รู้ว่าพันธมิตรฯจะอโหสิอหิงสาได้อีกนานสักเท่าไหร่ หากจะมีสักวันสักวันพันธมิตรฯจับอาวุธกับลุกขึ้นสู้ ผู้ที่ต้องรับผิดชอบก็คือผบ.เหล่าทัพทั้งหลายที่นิ่งดูดายไม่แก้ไขสถานการณ์ให้ดีขึ้นทั้งๆที่ยังสามารถกระทำได้ พันธมิตรฯรู้ดีว่าการปฏิวัติส่งผลเสียให้กับชาติแต่จะมีใครได้วิเคราะห์ถึงเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในภายภาคหน้าหรือเปล่า พันธมิตรฯไม่ได้เรียกร้องให้ท่านทำการปฎิวัติรัฐประหารพร้อมทั้งคาดหวังว่าจะมีใครสามารถลุกขึ้นทำอะไรก็ได้ที่สร้างสรรค์เพื่อแก้ไขวิกฤติชาติครั้งนี้