แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เอาประเทศไทยของพวกเราคืนมา แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เอาประเทศไทยของพวกเราคืนมา แสดงบทความทั้งหมด

29 เมษายน 2555

เมียซื้อที่ดิน แต่ผัวติดคุก


ทำไม..."เมียซื้อที่ดิน แต่ผัวติดคุก" !?!

คนไทยส่วนใหญ่ยังขาดความรู้ความเข้าใจว่า “พฤติการณ์ขัดกันระหว่างผลประโยชน์ส่วนตนและผลประโยชน์ส่วนรวม” (Conflict of Interest) หรือเรียกสั้นๆ ว่า “ผลประโยชน์ทับซ้อน” นั้นถือเป็นการคอร์รัปชัน จึงทำให้เกิดการวิพากษ์อย่างผิดๆ ว่าอดีตผู้นำผู้ล่วงลับ (สมัคร สุนทรเวช) ต้องพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เพียงแค่ “รับจ็อบ” ทำกับข้าวออกทีวี โดยไม่เข้าใจว่าการรับผลประโยชน์จากเอกชนดังกล่าวขัดต่อกฎหมาย

เช่นเดียวกับความไม่เข้าใจที่ว่า เหตุใด "คุณหญิงพจมาน ชินวัตร" (ณ ป้อมเพชร) ซื้อที่ดิน (รัชดา) จากกองทุนฟื้นฟูฯ แต่อดีตนายกฯ "ทักษิณ ชินวัตร" กลับมีความผิด จนกลายเป็นวาทกรรมว่า

"เมียซื้อที่ดิน แต่ผัวติดคุก" !?!

ความจริงก็คือ กฎหมาย ป.ป.ช.ได้บัญญัติในมาตรา ๑๐๐ โดยสรุปว่า...ห้ามมิให้เจ้าหน้าที่ของรัฐเป็นคู่สัญญาหรือมีส่วนได้เสียในสัญญาที่ทำกับหน่วยงานของรัฐ ที่ตนปฏิบัติหน้าที่ และมีอำนาจกำกับ ดูแล ควบคุม ตรวจสอบ หรือดำเนินคดี ตลอดจนห้ามมิให้รับสัมปทาน หรือคงไว้ซึ่งสัมปทานจากหน่วยงานของรัฐทุกประเภท ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม และห้ามมิให้เข้าไปมีส่วนได้เสียในกิจการต่างๆ ทั้งปวงดังกล่าว

นอกจากนี้วรรคท้ายของมาตรา ๑๐๐ ยังได้บัญญัติไว้อย่างชัดเจนว่า "ให้นำบทบัญญัติในวรรคหนึ่งมาใช้บังคับกับคู่สมรสของเจ้าหน้าที่ของรัฐตามวรรคสอง โดยให้ถือว่าการดำเนินกิจการของคู่สมรสดังกล่าว เป็นการดำเนินกิจการของเจ้าหน้าที่ของรัฐ"

ดังนั้น พฤติการณ์ที่ว่า "เมียซื้อ" จึงเท่ากับ "ผัวซื้อ" โดยปริยาย ในขณะที่กฎหมาย ป.ป.ช.ห้ามมิให้ "เจ้าหน้าที่ของรัฐ" มีผลประโยชน์ทับซ้อน ด้วยเหตุนี้พฤติการณ์ดังกล่าวจึงถือเป็นความผิด !!!

ศูนย์ข่าว ป.ป.ช.ภาคประชาชน รายงาน

01 ตุลาคม 2554

ไม่ต้องเปิดบ่อนก็รวยแล้ว!


โสภณ องค์การณ์
30 กันยายน 2554 18:16 น.
       บริหารบ้านเมืองมานาน 2 เดือน รัฐบาลปู โคลนนิ่งยังทำตัวเหมือนเล่นจับปูใส่กระด้ง อะไรๆ ดูไม่ลงตัวสักอย่าง ทั้งนโยบายรถ-บ้านหลังแรก จะลามไปถึงกาสิโนแห่งแรก
      
        งานงาบแหลกนั้นเป็นกิจกรรมต่อเนื่องจากยุครัฐบาล “โกงทั้งโคตร” ขณะนี้นอมินีรุ่น 3 แสดงให้เห็นเจตนารมย์ในการสืบสานปณิธานคอรัปชั่นเชิงนโยบายอย่างจริงจัง อัตราเร่งไม่เกรงใจชาวบ้านคนเสียภาษีให้พวกเสนาบดี อำมาตย์แปลงจากไพร่
      
        สร้างมูลเหตุจูงใจให้คนซื้อรถยนต์ในสภาวะที่น้ำท่วมกว่าครึ่งค่อนประเทศ ชาวบ้านได้รู้ซึ้งว่าพื้นที่ไหนน้ำท่วม จะได้ไม่โดนหลอกไปซื้อบ้านย่านนั้น! แน่นอน โครงการใหญ่ เล็งกวาดเงินจากโครงการเนียนๆ ย่อมต้องป้องกันน้ำท่วมเต็มที่
      
        ถ้าหน่วยงานไหน ปล่อยให้น้ำท่วมโครงการเกี่ยวโยงกับผู้กุมอำนาจรัฐ รับรองโดนเด้ง เพียงแต่ กทม. อยู่ภายไต้การดูแลของ กทม. จะสั่งการเต็มที่ยังไม่ได้ หวังรอตีกินชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯ ครั้งต่อไปถ้า กทม. จมน้ำเพราะน้ำเหนือหลากเกินกว่าจะรับมือได้
      
        รัฐบาลทำเป็นเหมือนใส่ใจ ดูแลชาวบ้านที่จมอยู่ในทะเลทุกข์นาน 2 เดือน แทบไม่มีโอกาสทำมาหากิน ต้องเตรียมหาเงินซื้อทรัพย์สินชุดใหม่ เมื่อสิ่งของ เครื่องใช้ต่างๆ เสียหายจากการจมน้ำยาวนาน กลายเป็นท่วมบูรณาการนิรันดรไปแล้ว
      
        นายกฯ ปู โคลนนิ่ง กำลังกลายสภาพเป็นปูโพรก รอยเหี่ยวย่นเริ่มปรากฎชัด ความสดใสถดถอย ยังเจื้อยแจ้วเรื่องภาพรวม บูรณาการ คงต้อง...คงต้อง...คงต้อง...ขอเวลาทำงาน ขณะที่รัฐมนตรี ส.ส. กินเงินภาษี ไม่เคยโผล่ไปให้ชาวบ้านได้เห็นหน้า
      
        เสนาบดีและผีโม่แป้งในตำแหน่งต่างๆ แข่งกันเสนอแผน โครงการ ไม่ลืมตาดูสภาพความเป็นจริง ทำให้ชาวบ้านสงสัยว่านายกฯ ปูรู้หรือไม่ว่าทำหน้าที่อะไร
      
        อย่าคิดว่า “หนูไม่รู้” จะช่วยให้เอาตัวรอดตลอดไป ถ้าไม่ไหวพี่เหลี่ยมร้ายคงไม่ปล่อยให้เกิดความเสียหาย ลดโอกาสในการกระชับอำนาจเพื่อการกอบโกย ...รอบนี้น่าจะเป็นโอกาสสุดท้าย จะเริงร่ากับการผยองอำนาจนานเท่าไหร่ ขึ้นอยู่กับการเร่งเปิบ
      
        ความเลอะเทอะเฟอะฟะ ฟ้องให้เห็นการไม่เป็นงาน ทุกวันนี้ต้องหาเรื่อง สร้างประเด็นใหม่มากลบความสิ้นท่า เริ่มต้นด้วยการกู้เงิน 1 หมื่นล้านบาทมาโปะกองทุนน้ำมัน หลังจากทำเป็นใจดี ตัดเงินสมทบเข้ากองทุนให้ผู้ค้าน้ำมันกอบโกยโดยสะดวก
      
        ความเสียหายเกิดระดับหมื่นล้านบาท และยังจะมีเรื่อยๆ รัฐบาลไม่ใส่ใจเพราะไม่ใช่เงินส่วนตัวของรัฐมนตรี และผลสุดท้ายเงินจะไหลไปสู่ผู้ค้าน้ำมัน ผู้ถือหุ้น และตามมาติดๆ คือคำประกาศน่าหัวเราะว่าจะเลิกขายน้ำมันเบนซิน 91 ปีหน้า
      
        ไม่ถามประชาชนสักคำว่ามีรถใช้เบนซิน 91 ตกค้างอยู่ในระบบเท่าไหร่! ถ้าจะให้เดา คงอยากดันให้รถใช้เบนซิน 91 ต้องไปใช้เบนซิน 95 แพงกว่าเดิม เพราะใช้น้ำมันประเภทอื่นไม่ได้ เว้นแต่ต้องปรับไปใช้แก๊ส และเข้าทางพ่อค้าแก๊สอีกเช่นเคย
      
        นี่คือนโยบายตลบตะแลงปลิ้นปล้อน เสนอสิ่งยั่วใจหลอกชาวบ้านให้หลงปลื้มชั่วคราว ก่อนตลบหลัง! ยังมีโครงการลดภาษีบ้าน รถยนต์ แล้วไปรีดเงินภาษีเงินได้ส่วนบุคคลภายไต้นโยบายถอนขนห่าน ไม่สนใจพวกหงส์ ห่านฟ้า เศรษฐีระดับแนวหน้า
      
        เออ! เห็นพวกรัฐมนตรี ส.ส. อำมาตย์แดงมีทรัพย์สินเป็นสิบล้าน ร้อยล้านบาท น่าจะให้แสดงตัวเลขการเสียภาษีเงินได้แต่ละปีว่ามากน้อยเพียงใด! ถ้า ปปช. หรือองค์กรใดยังไม่มีแผนให้โชว์ตัวเลขเงินภาษี ก็น่าจะเริ่มในยุคนี้
      
        เห็นเข้าแถวประกาศต่อต้านทุจริต คอรัปชั่น เป็นข่าวทั้งวัน ไม่ใช่เรอะ!
      
        สภาพบ้านเมืองเหมือนไร้กลไก ส.ส. พรรคเหลี่ยมร้าย ยังคงปลื้มกับผลงานจากการไปไหว้เจ้าของคอกผีโม่แป้ง เหมือนผีบุญมาโปรดสัตว์ด้อยปัญญา! กอดรัด คุกเข่ากราบไหว้ฮุนเซนยิ่งกว่าเป็นบรรพบุรุษมาแต่ปางก่อน หรือเป็นลูกหลานพระยาละแวก
      
        พวกนี้เคยไปสักการะอนุสาวรีย์พระพุทธยอดฟ้า พระนเรศวร พระเจ้าตาก และวีรกษัตริย์อื่นๆ ของไทยบ้างหรือไม่! หรือข้าวไม่มียางกับปลากรอบเขมรทำให้ลืมคุณแผ่นดินเกิด และพื้นที่เพื่อการชุมนุม “สู้แล้วรวย” ตามที่ตัวเลขโชว์ทรัพย์สิน
      
        ประเทศเกิดวิกฤติจากน้ำท่วมหนัก เป็นพื้นที่ของพวกกาเบอร์ให้พรรคเหลี่ยมร้าย รัฐบาลยังไม่รู้สึกเดือดร้อน ทั้งๆ ที่ควรประกาศภาวะฉุกเฉิน ให้ทหารทุกหน่วยนำพาหนะและอุปกรณ์ต่างๆ มารับภารกิจกู้ภัย! หรือไม่ไว้ใจ กลัวทหารสวมรอย
      
        กรุงเทพฯ เป็นไข่แดง รอบนอกนั้นกำลังถูกคุกคามโดยน้ำเหนือไหลบ่ามา ตามสภาพของน้ำไหลจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำ เว้นแต่จะผันออกไปนอกเขตเศรษฐกิจสำคัญ ทำให้พื้นที่รอบนอกต้องรับเป็นผู้เสียสละโดยไม่คุ้มค่า และคนเมืองหลวงไม่รู้สึก
      
        ถ้ากรุงเทพฯ ต้องจมน้ำ เพราะกลไกต่างๆ นั้น “เอาไม่อยู่” คงไม่มีใครประหลาดใจ เพียงแต่ว่าจะนานเพียงใด ระดับของวิกฤติจะสร้างความเสียหายมากน้อยแค่ไหน
      
        เมื่อคนเมืองหลวงยังอยู่ดี รัฐบาลใจเย็น ชาวบ้านก็ไม่ตระหนักถึงความเสี่ยง ความยากลำบาก ถ้ากรุงเทพฯ อยู่ใต้น้ำเพียง 1 เมตรในบริเวณกว้าง! จะเป็นเมืองเน่าเหม็น ปัญหาการดำรงชีพจะกระจายไปสู่ชุมชนต่างๆ การขาดแคลนอาหาร ของยังชีพ
      
        นายกฯ ปู ออกแนวไร้เดียงสา อ้างไม่มีนโยบายเรื่องเปิดบ่อนกาสิโนในพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ แถมมีข่าวพ่อค้านักเก็งกำไรไปกว้านซื้อที่ดินผืนใหญ่ หวังโกยเงินรอบแรก
      
        นี่เป็นนโยบายตีกิน ตีเมืองขึ้นชัดๆ! เพียงแค่นักการเมืองเปิดปากเรื่องกาสิโน คนรู้ทันก็เห็นไส้เน่าเป็นขดๆ นี่คงนั่งรอพวกเจ้าของบ่อนในเขมร มาเก๊า สิงคโปร์ มาเลเซีย และพม่ามาจิ้มก้อง เอาขนมมาฝาก เพื่อกล่อมให้เลิกแผนตั้งบ่อน
      
        ตั้งได้เมื่อไหร่ บ่อนใกล้และไกลบ้านจะขาดรายได้จากลูกค้ารายใหญ่! ดังนั้น นักการเมือง พวกเปิดปากเรื่องเปิดบ่อน เตรียมเปิดบ้านรอรับกระเป๋าเงินจากนายบ่อนแล้ว! นี่เป็นการหาเงินแบบง่ายๆ เหมือนคำขู่ว่าจะตรวจคาเฟอีนในเครื่องดื่มชูกำลัง
      
        คนอะไร ทั้งโกงเก่ง หน้าด้าน ตะกละตะกลาม ไม่เสียชาติเอี้ยมาเกิดจริงๆ นิ! อิอิอิ!!! 

24 กันยายน 2554

ตอนมีอำนาจมั๊นก็เฉย กว่าอดีต รมว.ต่างประเทศจะรู้ตัวว่าอะไรเป็นอะไร มันก็ปลดนายอัษฎา ชัยนาม ออกจากประธานคณะกรรมการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา (เจบีซี) และปลดนายวีรชัย พลาศรัย ออกจากที่ปรึกษาไปแร้วเพราะบุคคลทั้งสองมีความรักชาติ

“กษิต” ย้ำ “ฮุนเซน” ทำผิดกฎบัตรอาเซียนแทรกแซงกิจการภายใน ไม่เคารพกฎหมายประเทศเพื่อนบ้าน คบ “ทักษิณ” ซึ่งเป็นนักโทษหนีคดี เย้ยจะคุยเพื่อไทย ญาติดี “แม้ว-ปู” คงไม่ได้พื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตร หรือพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลตามที่ต้องการ เพราะยังมีรัฐสภาและคนไทยอีก 60 ล้านคอยปกป้อง ไม่ใช้สมบัติของ 2 ครอบครัวที่จะมาปู้ยี่้ปู้ยำได้ 
      
       นายกษิต ภิรมย์ ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาธิปัตย์ อดีต รมว.ต่างประเทศ กล่าวถึงกรณีที่สมเด็จฯ ฮุนเซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ออกแถลงการณ์ประณามตนให้อยู่บ้านดูแลตัวเอง และปฏิเสธไม่ได้แทรกแซงกิจการภายในประเทศไทยว่า พฤติกรรมที่สมเด็จฯ ฮุนเซนได้ทำมาตลอดเป็นการแทรกแซงกิจการภายใน และถือหางกลุ่มการเมืองอีกฝ่ายหรือไม่นั้น ตนอยากให้สมเด็จฯ ฮุนเซนได้ไปดูกฎบัตรอาเซียนและปฏิบัติตามด้วย เพราะสมเด็จฯ ฮุนเซน เป็นผู้ลงนามและผูกมัดตัวเองต่อประชาคมอาเซียนอีก 9 ประเทศ
      
       “การที่สมเด็จฯ ฮุนเซนจะคบหากับคนไทย โดยเฉพาะกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร หรือบางคนที่มีข้อหาคดีอาญา ก็อยากให้กลับไปอ่านกฎบัตรของอาเซียนว่า ผู้นำประเทศต้องเคารพซึ่งกฎหมายเป็นสำคัญ การคบโจรเป็นสิ่งที่ผู้นำของประเทศที่ได้รับการเลือกตั้งจากประชาชนพึงกระทำหรือไม่ เพราะเป็นการสร้างความเจ็บปวดให้กับประชาชนคนไทย เป็นการไม่เคารพกฎเกณฑ์ เป็นการแทรกแซงกิจการภายในของประเทศไทย อยากให้สมเด็จฯ ฮุนเซนได้ปรับตัวเสียใหม่ด้วย”
      
       นายกษิตยังกล่าวอีกว่า การที่พรรคเพื่อไทยชนะการเลือกตั้งมาเป็นรัฐบาล การเตะบอล หรือการเชิญอดีตนายกฯ ไปกล่าวสุนทรพจน์ ให้คำแนะนำว่าจะพัฒนาระบบเศรษฐกิจอย่างไร ทั้งหมดไม่ได้นำไปสู่การจะได้มาโดยมิชอบเป็นอันขาด การจะให้ได้พื้นที่ทับซ้อน 4.6 ตารางกิโลกเมตรไปฟรีๆ ไม่ใช่ว่าญาติดีกับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี หรือพ.ต.ท.ทักษิณแล้วจะได้พื้นที่ทับซ้อนดังกล่าวตามความปรารถนา เพราะในรัฐสภาเรามีฝ่ายค้าน นอกสภาก็มีประชาชนชาวไทยอีกกว่า 60 ล้านคน หากสมเด็จฯ ฮุนเซนคิดเช่นนั้นก็คงจะเป็นความเข้าใจผิด ทรัพย์สมบัติของประเทศไทยก็เป็นของคนไทย ไม่ใช่เป็นทรัพย์สมบัติของ 2 ครอบครัวที่จะมาปู้ยี่ปู้ยำกันได้ ส่วนพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล สมเด็จฯ ฮุนเซนก็ไม่ควรจะเพ้อฝันที่ดินบนบกและทางทะเลของไทย



======================================================
นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงถึงกรณีที่นายสุรพงษ์ โตวิจักษ์ชัยกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ปลดนายอัษฎา ชัยนาม ออกจากประธานคณะกรรมการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา (เจบีซี) และปลดนายวีรชัย พลาศรัย ออกจากที่ปรึกษาว่า รู้สึกประหลาดใจเพราะบุคคลทั้งสองมีความรักชาติ ปกป้องผลประโยชน์ของชาติและยืนยันว่าพื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตรเป็นของไทยอย่างชัดเจน ที่สำคัญเป็นบุคคลที่ทางกัมพูชาไม่ชอบที่จะเจรจาด้วย
      
       “การที่นายสุรพงษ์บอกว่าสาเหตุการเปลี่ยนตัวเพราะงานไม่คืบหน้า อยากถามว่าที่ว่าไม่คืบคือ การขายชาติให้กัมพูชาหรือไม่ ผมไม่ทราบว่าทำไม่ถึงต้องโยกทั้งสองออกจากคณะกรรมาธิการ ทั้งที่รู้เรื่องเขตแดนที่สุด หรือเป็นเพราะว่าเป็นเรื่องยากที่ทั้ง 2 คนจะทำเพื่อประโยชน์ของกัมพูชา”
      
       นายชวนนท์กล่าวว่า กรณีของนายวีรชัยเคยมีปัญหาไม่เห็นด้วยกับจ๊อยคอมมูนิเก้ สมัยนายนพดล ปัทมะ เป็น รมว.ต่างประเทศ จนต้องถูกโยกออกจากอธิบดีกรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ทำให้คนในกระทรวงต่างประเทศร่วมลงชื่อ เรียกร้องให้โยกนายวีรชัยกลับมา ซึ่งในที่สุดนายวีรชัยสามารถกลับมาอยู่ตำแหน่งเดิมได้ และในวันนี้กลับมีการถอนนายวีรชัย ออกจากคณะกรรมาธิการร่วม ทั้งที่ศาลโลกยังให้ทำงานอยู่ อีกทั้งนายวีรชัยดูเรื่องที่เกี่ยวพันกันอยู่แล้ว จึงมองเป็นทางอื่นไม่ได้นอกจากไปรับคำสั่ง คำบัญชาการมาจากพนมเปญหรือไม่
      
       “การเอาคนมีความรู้ความสามารถ รักชาติรักแผ่นดินออกมาจากการทำหน้าที่สำคัญ ทั้งที่นายสุรพงษ์ไม่มีความรู้ ไม่มีประสบการณ์ ไม่ทราบว่าต้องการทำอะไร หรือเป็นเพราะว่ากระบวนการขายชาติ ปล้นแผ่นดินจะกลับมาอีกครั้งหนึ่งหรือไม่”

18 กันยายน 2554

รถคันแรก ...เพื่อใคร?



โดย ชัยพันธุ์ ประภาสะวัต18 กันยายน 2554 15:16 น.
นึ่งในนโยบายลด แลก แจก แถม อย่างแหลกลาญของพรรคการเมือง เพื่อให้ได้มาซึ่งคะแนนเสียงและอำนาจ คิดอะไรได้ก็จับยัดใส่เข้าไปก่อน ปัญหามีไว้แก้ค่อยว่ากันภายหลัง ขอให้มีอำนาจอยู่ในมือ คนใหญ่โตคับบ้านคับเมืองทุกวันนี้อยู่กันด้วยวาจาสับปลับ ตอนหาเสียงพูดไว้อย่าง พอเป็นรัฐบาลพูดอีกอย่างแล้วอ้างว่าเป็นเทคนิคหาเสียง จะให้ประชาชนเขาไว้ใจได้อย่างไรว่านโยบายทั้งหลายที่หาเสียงไว้จะทำนั่นทำนี่มิใช่เรื่องหลอกลวง เพราะมันเป็นเทคนิคหาเสียง
      
       การเมืองไทยเดินเข้าสู่ชะตากรรมที่เลวร้ายอย่างที่ไม่เคยพบเห็นมาก่อน คนต้องคดีร้ายแรง ขาดคุณสมบัติเป็น ส.ส.เป็นรัฐมนตรีก็ยังนั่งบริหารประเทศกันหน้าสลอน ข้าราชการที่เคยรับใช้นักการเมืองกันมาถูกคดีมากมาย บางรายศาลชี้มูลความผิดแล้วด้วยซ้ำ กลับตั้งขึ้นมาเป็นใหญ่เป็นโต อนาถแท้หนอประเทศไทย
      
       สัปดาห์ที่แล้วนโยบายที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์กันมาก คือ การลดภาษีให้กับรถคันแรกของประชาชนที่มีเคยมีรถมาก่อน เอาเข้าจริงไม่ใช่ของง่าย เวลาหาเสียงพูดกันคล่องปาก แต่พอถึงเวลาทำจริง เพียงเรื่องเดียวมีปัญหา 108 รัฐบาลต้องหาภาษีจากที่อื่นมาเพิ่มเติมไม่น้อยกว่า 30,000 ล้านบาท ทุกคนต้องช่วยกันจ่ายภาษีแทนคนที่มีรถคันแรกกระนั้นหรือ? ไม่มีคำตอบ เอาเข้าจริงกว่าจะได้เงินคืนต้องรอไปอีก 1 ปี หรือเงินผ่อนก็อีก 5 ปี แล้วถ้าผ่อนไม่ได้รถถูกยึดภาษีที่คืนไปแล้วต้องถูกตามเรียกเก็บ เก็บไม่ได้ก็จะถูกฟ้องร้องเป็นคดีความเพิ่มเติมนอกเหนือจากที่โดนบริษัทไฟแนนซ์ฟ้องร้องคิดหนักหน่อยนะน้อง ถ้าอยากขี่รถของตัวเองแทนที่จะใช้ระบบขนส่งมวลชน
      
       สถิติที่สำรวจกันมาแล้วประมาณกันว่า ถ้าเอารถทุกคันที่มีอยู่ในประเทศไทยมาจอดเรียงกันบนถนน ถนนที่มีอยู่ภายในประเทศจะไม่สามารถรองรับรถได้ต้องต่อคิวกันยาวเหยียดเลยไปจนถึงประเทศสิงคโปร์ และอาจต้องจอดต่อกันในน้ำเลยไปถึงประเทศอินโดนีเซีย จะทำถนนเพิ่มอีกกี่สายก็ไม่พอให้รถวิ่งในกรุงเทพฯ เช้าเย็นรถติดกันจนชาชิน ทั้งถนนรอบนอกที่มุ่งเข้ากรุงเทพมหานคร เราไม่เคยมีแผนที่จะกระจายแหล่งงานออกไปอยู่นอกเมือง บ้านจัดสรรที่ผู้คนอยากมีบ้านหลังแรกก็มักจะกระจายตัวออกไปอยู่ชานเมืองรอบนอก แต่ที่ทำงานของทุกคนกลับกระจุกตัวอยู่กลางเมือง กว่าจะแย่งกันเข้าเมืองรถติดกันวินาศสันตะโร วิภาวดีฯ พหลโยธิน รัชดาภิเษก ราชพฤกษ์ ฯลฯ ติดกันจนผู้คนชาชิน ทุกชั่วโมงที่รถติดเราเผาผลาญน้ำมันที่ต้องซื้อเขามา โดยไม่ได้ระยะทางอะไรเลย เป็นมูลค่านับ 100 ล้านพันล้านบาท
      
       อีกสาเหตุหนึ่งที่รถติดก็คือ การจัดการจราจรที่ห่วยแตก เครื่องหมายการจราจรที่ไม่ถูกแก้ไข ที่สำคัญและเห็นกับตาตัวเองบ่อยครั้ง คือ การตั้งด่านลอยของตำรวจจราจรในหลายพื้นที่ ตรวจรถบรรทุก รถป้ายแดง มอเตอร์ไซค์ และไถเงินพอมีคนพูดก็โกรธว่าไม่จริง แต่วันก่อนก็เห็นกับตา ตั้งด่านกันแค่ 3 คน บนถนนบรมราชชนนีขาเข้า ห่างจากสถานีตำรวจนครบาล 7 เพียง 500 เมตร เจ้าหน้าที่เอากรวยมาขวางทางรถและเรียกตรวจกลางถนน โดยไม่มีนายตำรวจสัญญาบัตร และไม่ให้สัญญาใดๆ รถติดกันยาวบางคันเบรกตัวโก่งเกือบชนกัน ไหนคุยว่าเปลี่ยนผู้บัญชาการตำรวจคนใหม่ ทุกอย่างจะดีขึ้น วันหลังจะให้นักข่าวสถานีโทรทัศน์ เอาภาพด่านทั่วประเทศตั้งโดยผิดกฎหมายและรีดไถเงินมาประธานในสภาบ้าง ดูซิว่า ผบ.ตร.จะเปลี่ยนใหม่หรือไม่? ถ้าจัดการกับด่านเถื่อนไม่ได้ ผิดอะไรกับบ่อน
      
       ญี่ปุ่นแพ้สงครามโลกครั้งที่ 2 ไทยกลายเป็นผู้ชนะสงคราม การรถไฟญี่ปุ่นเริ่มต้นพร้อมๆ กับการรถไฟของประเทศไทย ญี่ปุ่นพัฒนาประเทศจนกลายเป็นผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ของโลก ระบบขนส่งมวลส่วนใหญ่เป็นรถไฟ ทั้งรถไฟธรรมดาและรถไฟความเร็วสูง เป็นเครือข่ายเชื่อมโยงกันทั่วประเทศ นอกจากนั้นยังจัดให้มีระบบขนส่งสาธารณะด้วยรถเมล์ที่สามารถกำหนดเวลาถึงแต่ละป้ายได้ ความเป็นคนญี่ปุ่นและไทยไม่ต่างกัน แต่สำนึกเพื่อชาติและการมีจิตใจต่อสาธารณะนั้นต่างกัน โดยเฉพาะคนที่เป็นนักการเมือง
      
       ผมไปอยู่เกียวโตมาเกือบ 1 ปี เป็นเมืองที่น่าอยู่มากรถไม่ติดเลย ผู้คนยังคงใช้จักรยานกันทั้งเมือง มหาวิทยาลัยทุกแห่งเต็มไปด้วยรถจักรยาน มอเตอร์ไซค์ แทบไม่มีใครเห็นรถยนต์ ส่วนใหญ่ก็คันเล็กๆ เขาไม่บ้าแข่งขันมีรถกันเหมือนบ้านเรา ใครจะซื้อรถยนต์ต้องขออนุญาตสัญญาเช่า ที่นี่เป็นเมืองหลวงเก่าเป็นแหล่งท่องเที่ยวของคนทั่วโลก ประเทศที่ผลิตรถขายทั่วโลก กลับไม่ส่งเสริมให้ประชาชนใช้รถยนต์ส่วนตัวแต่สนับสนุนระบบขนส่งสาธารณะ
      
       เพื่อนผมเสียชีวิตและตั้งศพไว้ที่วัดพระศรีมหาธาตุ บางเขน เลิกประชุมที่ สกว. (สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย) สนามเป้า เวลา 17.00 น. ขึ้นรถไฟฟ้าไปลงสถานีหมอชิต นั่งแท็กซี่ต่อเพื่อไปวัดเวลาผ่านไป 1 ชั่วโมง ยังไปไม่ถึงห้างเซ็นทรัลลาดพร้าวเลย อีก 1 ชั่วโมงก็ยังไปไม่ถึงวัดต้องกลับบ้าน กรุงเทพฯ ไม่มีที่สำหรับรถยนต์อีกแล้ว ต้องห้ามจอดรถทุกสายใน กทม.รถอายุเกิน 15 ปี เข้ามาวิ่งในกทม. ไม่ได้ ใครจะมีรถต้องขออนุญาต ไม่มีความจำเป็นใดๆ เลย ที่จะส่งเสริมให้คนมีรถส่วนตัวมากขึ้น เพื่อมาจอดติดบนถนน ต่างจังหวัดก็ไม่จำเป็น เราต้องหันไปใช้รถไฟฟ้าเพื่อหยุดยั้งการใช้น้ำมัน
      
       ผู้ที่ได้ประโยชน์จากการส่งเสริมให้คนมีรถ คือ บริษัทรถยนต์ และนักการเมืองที่มีหุ้นส่วนอยู่เท่านั้น ประเทศไม่ได้อะไรเลย แถมยังต้องไปเก็บภาษีจากทุกคนมาโป๊ะให้คนที่ซื้อรถกลุ่มนี้ ขณะที่โลกกำลังประสบภาวะทางการเงินเรากลับสนับสนุนให้ประชาชนฟุ่มเฟือย อีกไม่นานก็คงออกสโลแกนประเภท ผัวคนแรก เมียคนแรก ลูกคนแรก และอย่าลืมแถมโลงใบแรกให้นักการเมืองอาวุโสในบ้านเราที่ไม่ยอมหยุดเสียที
        

09 กันยายน 2554

ผีโม่แป้งแข่งปั้นผลงาน...

โสภณ องค์การณ์
     
       คำพูดเปรียบเปรยที่ว่า “ผู้ดีเดินตรอก ขี้ครอกเดินถนน” ไม่เพียงพอสำหรับการบรรยายสภาพบ้านเมืองยุคปัจจุบัน! น่าจะเป็นยุค “คนดีต้องหงอ คางคกขึ้นวอ ขี้ครอกครองเมือง” ตามด้วย “กระเบื้องเฟื่องฟูลอย น้ำเต้าน้อยถอยจม” ฮ่า!
      
        หรือแค่นี้ยังน้อยไป เมื่อเห็นพฤติกรรมกร่าง ซ่าคับเมือง? ไม่ต่างจากพวกนักเที่ยวผับ บาร์ อาศัยตำแหน่ง บารมี ความเป็นกุ๊ย เบ่งคุกคามชาวบ้าน
      
        โดยธรรมชาติของคนทั่วไป ย่อมดิ้นรนพยายามยกระดับ ฐานันดรภาพของตัวเองให้ดีขึ้น เป็นการพัฒนา มีแต่ยุคนี้คนธรรมดากระสันเรียกร้องอ้างตัวเป็นไพร่ ต่ำชั้นหาเหตุเพื่อช่วงชิงอำนาจจากกลุ่มชนระดับอำมาตย์ เสนาบดี
      
        หรือจะมองอีกมิติหนึ่งคือสภาพเดิมเป็นเพียง “ขี้ครอก” อยากยกระดับตัวเองให้เทียบชั้นเสมอไพร่! เพราะขี้ครอกนั้นคือ “ลูกไพร่” ต่ำชั้นกว่า
      
        ยุคนี้เราจึงเห็นไพร่ หรือลูกขี้ครอกยกระดับเป็นอำมาตย์ แต่งเครื่องแบบ ใส่สูท วางก้าม ยกระดับชีวิตให้สุขสบายร่ำรวย หลังจากเสี่ยงภัยรับบทผีโม่แป้งให้เหลี่ยมร้าย นายทาสยุคทุนนิยมจ้างคนปลุกระดมมวลชนทำลายแผ่นดินเกิด
      
        ขี้ครอกหรือไพร่ได้รับการแต่งตั้งจากผีโม่แป้งระดับนายงานให้เข้ายึดครองตำแหน่งต่างๆ ในกระทรวง หน่วยงานของรัฐ! แกนนำไพร่แดงได้แปรสภาพเป็นผู้ทรงเกียรติในสภาฯ 500 กลายเป็นแหล่งชุมนุมคนถ่อยเถื่อนสถุล
      
        เป็นสภาพ “คางคกขึ้นวอ” “หมาคอตั้งนั่งเกวียนให้วัวลาก” ฮ่า!
      
        เมื่อได้อำนาจ จึงเร่งใช้ ไม่คำนึงถึงกฎระเบียบ ธรรมเนียม จารีตประเพณีแนวทางปฏิบัติ เหมือนยุค “คนเถื่อนบุกกรุงโรม” หรือ “Barbarians at the gates” 
      
        เมื่อใช้อำนาจปราศจากคุณธรรม ศีลธรรม หลักการ ไม่เห็นประชาชนอยู่ในสายตา ย่อมเกิดความเสื่อม แต่ความผยอง ลำพอง ทำให้สายตามืดมัวเมา นึกว่าอำนาจวาสนาจะจีรังยั่งยืน พยายามอุดช่องโหว่ ไม่ให้พลาด จนถูกไล่ตกเก้าอี้
      
        เหมารวมว่ามวลชนแดงคือพลังประชาชนแท้จริง! หารู้ไม่ว่าของจริง ของแท้คือเสียงส่วนใหญ่ของคนในประเทศ ไม่ใช่คนเสื้อแดงไม่กี่แสนคน แล้วทึกทักว่าพวกอยากได้ค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาทต่อวัน เงินเดือน 15,000 บาท คือพลังแดง!
      
        ป่านนี้น่าจะรู้แล้วว่า “สัญญาไม่เป็นสัญญา วิธีเล่นลิ้น ใช้เทคนิคการหาเสียงแบบกะล่อนทอง 18 มงกุฎนั้น ทำให้ชาวบ้าน เหยื่อนักต้มตุ๋นตาหูสว่าง
      
        ความคั่งแค้น เจ็บใจ ของคนเสียรู้ โดนหลอก รุนแรงเสมอ! ความกร่าง ผยองอำนาจ แสดงออกโดยนักการเมือง เหมือนดุ้นฟืนเติมเชื้อไฟทุกวัน!
      
        การย่ำยี โยกย้ายข้าราชการปราศจากระบบคุณธรรม ใช้ข้ออ้างตอแหลสารพัด อ้างว่า “ไม่รู้เรื่อง ไม่ใช่นโยบาย” เป็นตัวเร่ง! โห! ไม่ใช่นโยบาย ยังเหิมเกริม เย้ยฟ้าท้าดินถึงเพียงนี้ ถ้าประกาศเป็นนโยบาย จะไม่หนักข้อกว่านี้เรอะ!
      
        การใช้กฎหมายผสมวิชาศรีธนญชัยศาสตร์เร่งช่วยเหลือเหลี่ยมร้ายให้พ้นจากโทษจำคุก อยู่เหนือกฎหมาย ทำให้ประชาชนเห็นแววระบบทรราช! ถ้ากระชับฐานอำนาจ ยึดกุมกำลังทุกระดับ บ้านเมืองคงอยู่ไต้ตีนคนไม่กี่ตระกูล
      
        ขุนคลังผีโม่แป้งมาจากไหน! จู่ๆ จะเอาเงินกองทุนสำรองระหว่างประเทศ เงินคลังหลวงไปตั้งกองทุนเพื่อความมั่งคั่ง! เริ่มแรกคณะรัฐมนตรีต้องขายทรัพย์สินส่วนตัว ครอบครัว ชักชวนให้ ส.ส. พรรคเพื่อเหลี่ยมร้ายลงทุนด้วย
      
        จะยอมมั้ย! ถ้าได้กำไรแล้ว ก็เจียดเงินกองทุนสำรองไปลงทุนได้!
      
        ยุคขี้ครอก ผีโม่แป้งทาสน้ำเงินเหลี่ยมร้ายครองเมืองแสดงให้เห็นเจตนาร้ายชัดเจน ไม่กี่วันหลังจากกุมอำนาจรัฐ ก็เร่งทำทุกอย่างเพื่อครอบครัว พวกพ้อง!
      
        ผู้นำกลวงส่งเสียงเจื้อยแจ้วขอโอกาสได้ทำงาน อ้างความไร้เดียงสา ละอ่อนการเมือง แต่ปล่อยอำนาจให้บรรดาผีโม่แป้งเดินหน้าเต็มสูบ! ฮ่า! โชว์ฟอร์มอหังการได้ไม่กี่ก้าว หัวหน้าทีมเริ่มไปไม่เป็น ชาวบ้านนับวันถอยหลังให้ซะแล้ว
      
        แม้แต่แกนนำแดงกะโหลกใสใบหน้าหนายังรู้ชะตากรรมดีว่าหลังจาก 5 ธันวาคมจะมีเครือข่ายกลุ่มผู้มีบารมีอำนาจแฝงเร้นจ้องเล่นงานให้พ้นอำนาจ! จะโทษใครได้เล่า ก็เข้ามาด้วยอัตราเร่งทุกรายการต้องจ่าย 40 เปอร์เซ็นต์นี่ !
      
        แกนนำไพร่แดงกำลังลิ้มรสชาติชีวิตอำมาตย์ สนุกสนานกับสิทธิพิเศษเหนือประชาชน กินเงินเดือนภาษี แต่รับใช้เพียงเจ้าของคอกผีโม่แป้งเท่านั้น
      
        คำถามที่ยังหาคำตอบรวบยอดไม่ได้คือ “เป็นเพราะการขาดจิตสำนึกด้านผิดชอบชั่วดี มีความโลภใช่หรือไม่ ทำให้ข้าราชการ ทหาร ตำรวจ กินเงินเดือนหลวงจนเกษียณเห็นกงจักรเป็นดอกบัว เนรคุณชาติบ้านเมือง ยอมเป็นผีโม่แป้ง” 
      
        การดันทุรังหาช่องทาง รูหมาลอด ด้านกฎหมายช่วยเหลือเหลี่ยมร้ายให้ได้รับอภัยโทษเป็นความทุเรศของขบวนการผีโม่แป้งจอมตะแบงแหลเข้าไขกระดูก
      
        ท่าที คำพูดมุ่งกดดันสถาบันหลัก แต่ปากอ้างว่าเป็นพระราชอำนาจ!
      
        ยุทธศาสตร์แยกกันหากิน ผลสุดท้ายส่งรายได้เข้าศูนย์รวม ยังเป็นวิธีการเดิมๆ! ผีโม่แป้งทำหน้าที่ได้รับมอบหมาย จะเม้ม ซุกไว้ส่วนตัวไม่ได้! โดนจับได้ไล่ทันมีหวังหลุดจากเก้าอี้ กลายเป็นหมาหัวเน่า ข้อหาบังอาจอมของโจร
      
        อีกคำถามคือ “จะไปแบบไหน เมื่อไหร่ ศพสวยหรือไม่” ให้บ้านเมืองพ้นจากบ่วงเวร สิ้นกรรม! รู้เพียงแต่ว่า “ไม่ช้าก็เร็ว” เท่านั้นนิ! อิอิอิ!!! 

19 สิงหาคม 2554

สอดแนมการเมือง

       โดย...ชัชวาลย์ ชาติสุทธิชัย
      
       การเมืองเรื่องทักษิณ-ปู-มาร์ค-พันธมิตรฯ เป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นในประเทศไทย! 
      
       ทักษิณ-ปู-มาร์ค-พันธมิตรฯ เป็นกลุ่มคนในประวัติศาสตร์ยุคนี้ ที่ยังเคลื่อนไหวอยู่ในหน้าการเมืองไทยต่อไป โดยไม่มีใครรู้ล่างหน้าว่า..บทสุดท้ายจะจบลงเมื่อไหร่-อย่างไร?
      
       ทั้งหมดเป็นเรื่องราวคนไทย ที่อาศัยการเลือกตั้งผสานกับการใช้เงินซื้อเสียง เข้ายึดอำนาจรัฐเพื่อโกงกินบ้านเมือง ขณะที่คนไทยอีกกลุ่มที่รักชาติ กลับผนึกกำลังต่อสู้กับคนชั่วร้าย เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของชาติ และประชาชนคนไทยอย่างกล้าหาญ แม้จะต้องบาดเจ็บล้มตายก็มิได้เกรงกลัวใดๆเลย
      
        ประวัติศาสตร์“ฉบับกระเป๋า”นี้ เริ่มต้นที่คนชื่อ ทักษิณ ชินวัตร รวยแล้ว..ยังอยากรวยล้นฟ้าและอยากมีอำนาจท่วมแผ่นดินไทย
      
        ทักษิณ-เกิด-เติบโตกลางวงล้อมทางการเมือง ด้วยพ่อและญาติพี่น้องเป็นนักการเมืองทั้งระดับชาติและท้องถิ่น ทักษิณจึงรู้ว่า..ช่องทางการเมืองทำให้ผู้คนรวยได้ชั่วพริบตา
      
        ทักษิณ-จึงทำทุกวิธีการทั้งลับและเปิดเผย เพื่อสร้างความรวยให้กับตนเอง จนในที่สุด..ทักษิณก็รวยสมใจจากธุรกิจโทรคมนาคม รวยนับพันล้าน-หมื่นๆล้าน แต่ก็ยังอยากรวยมากกว่านั้นอีก ทักษิณจึงให้เงินนับร้อยๆล้านกับนักการเมือง เพื่อแลกกับการได้ธุรกิจไอทีต่างๆเพิ่มขึ้น แต่ทักษิณ..ก็ยังไม่พอใจอยู่ดี เพราะนักการเมืองที่ทักษิณให้เงินหนุน มักทำงานไม่ได้ดังใจหรือบางโครงการไม่เข้าเป้าหมาย และบางคราก็ช้าจนเสียงานไม่เหมือนทักษิณทำเอง..จริงไหม?
      
       ทักษิณ-ได้เป็นหัวหน้าพรรคพลังธรรมต่อจาก พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ทว่าทักษิณไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร อีกทั้งยังเกิดความขัดแย้งขึ้นภายในพรรค จนทักษิณต้องทิ้งพรรคพลังธรรม
      
        ทักษิณ-ลงทุนควักเงินตั้งพรรคไทยรักไทย ซื้อ ส.ส.เกรดเอเข้าพรรค พร้อมๆกับการสร้างกระแส“ทักษิณฟีเว่อร์” เข้าปะทะทางการเมืองกับ“ชวน หลีกภัย” นายกรัฐมนตรีที่บริหารชาติราว “เรือเกลือ”จนได้ฉายา“ชวน เชื่องช้า”
      
       เมื่อ“ชวน”ยุบสภา..ทักษิณก็แจกจ่าย“กระสุนพิเศษ”ให้ ส.ส.พรรคตนลงสนามเลือกตั้งทันที งานนั้น..ทักษิณจึงชนะ“ชวน”ท่วมท้นเป็นประวัติการณ์
      
       ทักษิณ-ได้เป็นนายกรัฐมนตรีสมใจ
      
       ทักษิณ-หลงในอำนาจจนเหิมเกริม
      
       ทักษิณ-ทำทุกอย่างตามใจตน ด้วยข้ออ้างว่า..รัฐบาลข้าฯ มาจากการเลือกตั้ง ประชาชนมอบอำนาจให้ทำอะไรก็ได้ตามใจฉัน
      
       ทักษิณ-ไม่สนใจเรื่องถูก-ผิด-อะไรควร-ไม่ควร-ไม่แยแสเสียงค้าน-ไม่สนใจการต่อต้าน ฯลฯ
      
       ทักษิณ-ใหญ่คับฟ้า-อยากได้ผลประโยชน์อะไร-ต้องได้ อยากทำอะไร-ทำ!
      
       ทักษิณ-ไม่สนใจมาตราฐานที่ถูกต้อง สังคมจึงเต็มไปด้วยความอยุติธรรม ใครรับใช้ทักษิณกับลูกเมียและพรรคพวก จะได้ดิบได้ดีได้เลื่อนตำแหน่งข้ามหัวข้ามกระทรวง แทบทุกเรื่องที่ทักษิณทำ-เต็มไปด้วย 2 มาตราฐานบ้าง 3 มาตราฐานบ้าง แต่ส่วนใหญ่ไร้มาตราฐานที่ดี!
      
       ยุคนั้น..มิใช่ใหญ่คับฟ้าแค่ทักษิณ-ลูก-เมียเท่านั้น แต่พรรคพวก-ลูกกะโล่-ลูกสมุน-ข้าทาสบริวารทักษิณมากหน้าหลายตา ทั้งหัวหงอก-หัวดำ-หัวเถิก-หัวล้าน-ทั้งอ้าย-ทั้งอี ก็พลอยวางก้ามใหญ่คับฟ้าไปด้วย
      
        ต่อมา..รัฐบาลทักษิณเลยโดนกล่าวหาว่า..คอร์รัปชั่นกันตรึม และมีขบวนการ“ล้มเจ้า”ทั้งลับและเปิดเผย แถมคนล้มเจ้าบางคนยังไกล้ชิดหรือทำงานกับทักษิณอีกด้วย
      
        เฮ้อ..ฟ้าให้“ทักษิณ”มาเกิด แต่โชคดีที่ฟ้าก็ให้“สนธิ-พล.ต.จำลอง-พิภพ-สมเกียรติ์-พันธมิตรฯ”ผู้กล้าหาญทั้งหลายมาเกิดด้วย
      
        พันธมิตรฯ จึงเป็น“นางเอก-พระเอก”ยกพลออกมาสู้กับ“ผู้ร้าย” ห้วงนั้น..ทักษิณปั่นป่วนกับเหตุการณ์พรรคไทยรักไทยโดนยุบ จึงตั้งพรรคพลังประชาชนมาแทนที่ แต่สุดท้าย..รัฐบาลทักษิณก็โดนคณะนายทหารรัฐประหารโค่นล้มลง
      
       ทว่า..ทักษิณโชคดี..ด้วยเป็นเกมตัดอำนาจแค่ชั่วคราว เพราะคณะทหารได้ตั้งรัฐบาลที่อ่อนแอ จึงไม่ได้“ถอนพิษ”ระบอบทักษิณโดยเบ็ดเสร็จเด็ดขาด แถมรัฐบาลทหารที่ไร้เดียงสาทางการเมือง ยังเร่งให้มีการเลือกตั้งโดยไม่มีการปฏิรูปการเมือง ทำให้ทักษิณที่เสียเปรียบพลิกกลับมาได้เปรียบทางการเมืองทันที
      
        เลือกตั้งปี 2550 สมัคร สุนทรเวช ได้ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี แต่ทักษิณยังเดินย่ำซ้ำรอยเดิม-ยังใช้อำนาจรัฐอย่างอธรรม ยังมีการคอร์รัปชั่นอย่างโจ๋งครึ่ม ที่สำคัญ..ขบวนการ“ล้มเจ้า”ยังคงขยายตัวต่อเนื่อง แม้แต่ในรัฐบาลสมัครยังบังอาจตั้ง“เจ๊เพ็ญ” ที่เป็นหนึ่งในแกนนำ“คนล้มเจ้า”ให้เป็น รมต.อีกด้วย
      
        พันธมิตรฯ จึงออกมาต่อสู้กับทักษิณ ที่ชักใยรัฐบาล“สมัคร-สมชาย”อย่างต่อเนื่อง พันธมิตรฯ นั้น..ต่อสู้อย่างสันติอหิงสา แต่รัฐบาลนอมีนีทักษิณกลับเข่นฆ่าพันธมิตรฯ จนบาดเจ็บล้มตายไปมากมาย
      
        สุดท้ายนายทหารกลุ่มหนึ่งก็ปฏิบัติการพลิกขั้วทางการเมือง “สมชาย”น้องเขยทักษิณหลุดจากตำแหน่งนายกฯ มาร์ค-อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้เป็นนายกฯแทน แต่รัฐบาล“มาร์ค”ก็ไม่ต่างจากรัฐบาลทหาร คมช.อ่อนแอ-ขี้ขลาด-ไม่ยอมล้าง“พิษร้าย”ของระบอบทักษิณเช่นกัน
      
        ทักษิณ-จึงใช้เงินจ้าง“คนกับผี-โม่แป้ง”ทันที กองกำลังคนเสื้อแดงสู้อย่างเปิดเผย ในขณะที่กองกำลัง“ผี-เสื้อดำ”ติดอาวุธสงครามสู้แบบลับๆล่อๆ โดยมีทักษิณพูดปลุกระดมผ่านวีดีโอลิงค์อย่างเป็นระบบ
      
       ทักษิณ-บงการพลพรรคเสื้อแดงบุกล้มการประชุมอาเซี่ยน เผาบ้านเผาเมือง-ก่อจลาจลเข่นฆ่าทหาร และผู้คนจนตายและบาดเจ็บนับพันๆ คน
      
       ส่วนทางชายแดนไทย-กัมพูชา รัฐบาล“มาร์ค”ก็ปล่อยให้ทหารเขมรฮุนเซนยึดครองแผ่นดินไทย โดยรัฐบาล“มาร์ค”ทำตัวเสมือนจงใจสมยอม เสียเปรียบเขมรฮุนเซนในทุกเรื่อง-ทุกด้านไม่เคยคิดขับไล่ทหารเขมรออกจากดินแดนไทยเลย
      
        เมื่อ “มาร์ค” ยุบสภา ทักษิณ-ก็อาศัยความอ่อนแอและไร้ผลงานของรัฐบาล“มาร์ค” ช่วงชิงเอาชัยชนะอย่างท่วมท้นบนสนามเลือกตั้ง ปี 2554 ทักษิณ-ก็ยึดอำนาจรัฐได้อีกครา
      
        ปู-ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร น้องสาวคนเล็กที่อ่อนหัดทางการเมือง ได้ครองตำแหน่งนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของชาติไทย ก่อกำเนิดรัฐบาล“ปูแดง1”ที่ทักษิณเป็นคนตั้ง รมต.แทบทั้ง ครม.
      
       รัฐบาล“ปูแดง1”ยังไม่ได้แถลงนโยบายให้รัฐสภารับรอง แต่ใครบางคนในรัฐบาลปูก็ทำผิด ด้วยการชิงแซงหน้าทำงานไปก่อนเสียแล้ว
      
        สรรพากร-ประกาศคืนเงินภาษีให้ลูกชาย-ลูกสาวของทักษิณทันที โดยสรรพากรอ้างว่า..ได้แจ้งเรื่องนี้ให้รัฐบาล“มาร์ค”รู้มานานนับปี แต่รัฐบาล“มาร์ค”เอาหูไปนาเอาตาไปไร่ ไม่มีการสั่งการอะไรกับสรรพากรเลย อืม..พิลึกและทะแม่งๆยังไงพิกลนะ“มาร์ค-เทือก”!
      
        ทักษิณ-ส่ง“ม้าใช้-ดร.ปึ๋ง”ในฐานะ รมต.ต่างประเทศ เปลี่ยนฐานะ“นักโทษชายทักษิณ”ให้กลายเป็น“นายกรัฐมนตรีทักษิณ” เพื่อเดินทางบนโลกใบนี้ได้อย่างอิสระเสรีราวไม่มีความผิด
      
        ทักษิณ-เดินทางเข้าประเทศเยอรมันนีและญี่ปุ่น โดยรัฐบาล“ปู”พูดราวกับไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรด้วยเลย แต่ทางการญี่ปุ่นได้เปิดเผยว่า “ดร.ปึ๋ง”ของนายกฯ“ปู”นั่นแหละ ที่ติดต่อให้ทักษิณบินปร๋อเข้าประเทศญี่ปุ่นสบายบรื๋อ..
      
        “ปูจ๋า” เลยถูกจับโกหกได้คาหนังคาเขา..ก็ท่านนายกฯ หญิงโกหกไม่เนียนนี่นา..!
      
        “มาร์ค” ก็ถูกจับโกหกได้คาหนังคาเขาเช่นกัน เพราะอดีตนายกฯ เคยโม้ว่า..ได้ออกหมายจับทักษิณไปทั่วโลกแล้ว แต่“อินเตอร์โพล”ได้ฉีกหน้า“มาร์ค”ดังแคว๊ก เพราะ“ตำรวจสากล”บอกไม่เคยมีหมายจับนักโทษชายทักษิณโปรยปรายออกไปยังโลกใบนี้เลยครับ
      
       เฮ้อ..ฤาคนไทยทั้งชาติถูก“มาร์ค-เทือก”ลวงหลอกมาเป็นปี..!
      
        เรื่องนี้คงไม่จบง่ายๆ หรอก เพราะ“มาร์ค-เทือก”ยังมีเรื่องไม่ชอบมาพากลอีกมากมาย เช่น เวลา 2 ปี 8 เดือน..ไฉนใย“มาร์ค-เทือก”ถอดยศ“พ.ต.ท.”ของทักษิณไม่ได้ ซึ่ง“มาร์ค-เทือก”ให้เหตุผลกับสังคมไทยไม่ได้จนบัดนี้ เอ..ฤาทักษิณใช้อะไรอุดปาก“มาร์ค-เทือก”หรือเปล่า..หือ..?
      
       ความลับไม่มีในโลก..ยังมีเรื่องอะไรอีกไหม ที่ทั้งทักษิณ-ปู-มาร์ค-เทือก-โกหก หรือพูดอย่างทำอย่างอีกหรือเปล่า??? 

27 กรกฎาคม 2554

ตัดเค้กวันเกิดแบ่งประเทศ?!?!?


นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ น้องเขย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ที่หลบหนีคดีไปอยู่ต่างประเทศ ใช้มีดตัดเค้กในงานฉลองวันเกิดให้แก่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งคนเสื้อแดงจัดขึ้น เมื่อวันที่ 26 ก.ค.ที่ผ่านมา เป็นที่น่าสังเกตว่า ได้มีการแต่งหน้าเค้กเป็นรูปแผนที่ประเทศไทยสีแดง พร้อมข้อความ"แดงทั้งแผ่นดิน" ซึ่งทำให้มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่า เป็นการแสดงนัยถึงการแบ่งแยกประเทศหรือไม่ (ภาพ Nation Group)
ความคิดเห็นที่ 28+227คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
ตัดเค้กแบ่งประเทศ เป็นมงคลดีแท้ หมายถึงแดงจะแตกแยกกันคราวนี้ไม่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ไม่กลมเกลียวกันอีกต่อไป และผู้ทำให้เกิดคือคนใกล้ตัว หมายถึงถูกหักหลัง ถูกทรยศ ไม่ไว้ใจกัน ในภาพไม่ได้ใส่เสื้อแดงกันทุกคน แสดงว่า ในแดงด้วยกันจะมีไส้ศึก เกิดการบ่อนทำลายกันเอง การที่ใช้มีดตีดหมายถึง ผู้ที่กระทำการคิดคดทรยศชาติ จะต้องคมมีด คมหอก คมดาบ ต้องห่ากระสุน ต้องดงระเบิด ต้องไฟนรกเผาไหม้ ถูกธรณีสูบ เกิดวาตะภัยพัดพาทรัพย์สินที่โกงมาสารพัดวธี เกิดอุทกภัยท่วมเอาสมบัติพัสถานที่คดโกงแผ่นดินไปด้วยวิธีการต่างๆ
ยามเบอร์1
ความคิดเห็นที่ 20+69คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
ใครไปแดงกับพวกมรึ๊ง ไอ้สัต มาถามกรูยังเนี่ย
ไอ้พวกเชี่ย ไม่ได้ส่อแต่มันต้องการแบบนั้นแหละ
คนสุพรรณ
ความคิดเห็นที่ 42+54คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
เชิญมรึงแดงไปเถอะ มรึงล้มสถาบันเมื่อไหร่คนอย่างกรูหนึ่งคนพร้อมที่จะลุกขึ้นแม้จะมีเพียงจอบและเสียม กรูก็จะสู้ไม่ให้พวกต่ำช้าเลวทรามอย่างพวกมรึงมานั่งเมืองได้หรอก กรูจะสู้ตาย
แบทแมน

ความคิดเห็นที่ 51+52คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
การกระทำมีนส่อเจตนา...การศึกษาสูงเสียเปล่า..หมามันยังรู้จักบุญคุณคน..เกิดเป็นคน กระทำตนเลวกว่าหมา เขาเรียกว่าชิงหมาเกิด
โตครเลว... โตครโตครเลว... .โตครเลว... โตครเลว... โตครเลว... โตครเลว... โตครเลว... โตครเลว...
รับไม่ได้

24 กรกฎาคม 2554

62 ปี ตักขี้มหาอุบาทว์ 26 กรกฎาคม


เกาะกระแส
       โดย...ก้อนกรวด
      
       00 เริ่มได้เวลาสนุกกันอีกยกแล้วละครับพี่น้อง โดยเฉพาะพวกที่เข้าแถวรอนั่งเก้าอี้ รมต.ในรัฐบาล“ปู1” เพราะตั้งแต่สัปดาห์นี้เป็นต้นไปจะเริ่มทยอยเคาะชื่อกันไป ดังนั้นก็ต้องเตือนด้วยความหวังดีว่าถ้ามีโอกาส “เข้าป้าย”ด้วยความชัวร์ก็ต้องหมั่น “เสนอหน้า” ให้เห็นกันชัดๆ แต่ขณะเดียวกันอย่าเที่ยววิ่ง“สุ่มสี่สุ่มห้า” เดี๋ยวจะ “วืด” เสียเวลาเปล่า ถ้าจะให้แนะนำต้องเข้าถึง “ตัวจริง” ห้ามผ่านนายหน้าเป็นอันขาด และถ้าใครสามารถหาทางไปร่วมงานวันเกิด “เจ้าของ” คือ “เสี่ยเหลี่ยมจัด” ไม่ว่าจะจัดงานวันเกิดที่ไหนในโลกนี้ ก็ต้องหา “ดั้นด้น” ทางไปอวยพรให้จงได้ เพราะนี่คือการยืนยันเป็นรอบสุดท้าย
      
       00 พูดถึงงานวันเกิดของ เสี่ยเหลี่ยม ทักษิณ ชินวัตรแล้วมันก็อดไม่ได้ที่จะต้อง “ด่าแรงๆ” กันอีกสักที แม้ยังไม่แน่ชัดว่าใครเป็น “ต้นคิด” ในเรื่องการจัดงานที่พยายามใช้ชื่อ “พ้องเสียง” ว่า “62 ปี ทักษิณ มหาราษฎร์” แต่บอกได้คำเดียวว่า นี่คือรายการ “กวนโมโห” แบบท้าทายอย่างที่สุด ประเภทค่อยๆหยั่งเชิงเข้ามาทีละนิดๆจนทำให้เด็กรุ่นใหม่ๆที่ไม่ค่อยเข้าใจสถาบันฯลึกซึ้งเหมือนรุ่นพ่อแม่ ทำเหมือนกับการ “ตัดอารมณ์” เด็กพวกนี้ออกไป แล้ว “ชูแม้ว”ขึ้นมาแทนที่ แบบโผล่ขึ้นมาโด่เด่แบบไม่ต้องอธิบายอะไรมากความ แต่อย่างน้อยก็ได้ผลในระดับหนึ่ง เพราะต้องมีคนพูดถึงวิพากษ์วิจารณ์ และถ้ายิ่งแตกตัวออกไปก็ยิ่งดี
      
       00 มองอีกมุมหนึ่งนี่คือ “เกมอุบาทว์” ของพวกฝ่ายซ้ายที่อยู่รอบตัว ทักษิณ ที่มาในคราบของ“หัวโจก” คนเสื้อแดงจำนวนหนึ่ง ซึ่งมีทั้ง นักวิชาการที่อารมณ์ค้างมาตั้งแต่สมัย “6 ตุลา19” คอยดูไปก็แล้วกันว่าคนพวกนี้จะใช้ประโยชน์จากรัฐบาล “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร”รุกคืบเข้ามาเรื่อยๆ ซึ่งก็ต้องรอดูท่าทีจาก นายกฯ “โคลนนิ่ง” ว่าจะ “ชัดเจน” แบบไหน รอให้ถึงตอนนั้นก่อน เชื่อว่าอีกไม่นานก็มองออก แต่เอาเป็นว่าพวกที่คิดคำพ้องเสียงล้อออกมาแบบนี้มันไม่ใช่พวก “แดงเทียม” แน่นอน เพียงแต่ว่าเป็น“แดงกลุ่มไหน” เท่านั้นเอง แต่ถึงอย่างไรในเบื้องต้นตอนนี้ขอบอกกลับไปให้รู้ก่อนว่า มันเป็น “วันมหาอุบาทว์” มากกว่า ทุด !!
      
       00 เป็นที่แน่นอนว่าในที่สุด กกต.ก็ต้อง “ปล่อยผี” รับรอง ส.ส.ให้ครบจำนวน 95 เปอร์เซ็นต์ เพื่อเปิดประชุมสภาผู้แทนฯได้ทันครบกำหนด 30 วัน ทำให้ได้เห็นแล้วว่าที่ผ่านมาแค่ “ยื้อพอเป็นพิธี” เพราะสุดท้ายก็ต้องปล่อยตามแรงกดดัน มิหนำซ้ำพวกหัวโจกแดงประเภท “ผู้ก่อการร้าย”ที่มีคดีติดตัวเป็นพรวน ทั้ง ณัฐวุฒิ-จตุพร ก็มีสิทธิ์ฉลุยเข้าสภาเป็นผู้ทรงเกียรติ ใช้เอกสิทธิ์ “คุ้มกลาหัว” ตามเป้าหมาย เฮ้อ เวรกรรม !!

22 กรกฎาคม 2554

‘ขี้เปี้ย’จะลุกขึ้นฟ้อนละเน้อ!

โสภณ องค์การณ์
       ASTVผู้จัดการสุดสัปดาห์
       
       ถ้าจะเปรียบภารกิจของ “น้องปู” คงเหมือน “ขี้เปี้ยลุกขึ้นฟ้อน” ตามคำเปรียบเปรยของคนเมืองเหนือ เป็นการตอบสนองความอยากโดยไม่มองขีดจำกัดของตัวเอง! “ขี้เปี้ย” คือคนมีแข้งขาง่อยเปลี้ย อยากลุกขึ้นฟ้อนรำ
       
        แผนของเหลี่ยมร้ายมุ่งล้างแค้นแผ่นดินเกิดผ่านตัวแทนหุ่นเชิดรุ่น 3 ใกล้เริ่มฉากใหม่ เมื่อคณะกรรมการการเลือกตั้งเปิดไฟเขียวให้ “น้องปู” เดินหน้าสร้างประวัติศาสตร์ให้ตระกูลชินวัตรว่าพี่น้องท้องเดียวกันได้เป็นนายกรัฐมนตรี
       
        ตัวแทนนอมินีรุ่นแรกคือ “เสี่ยหมัก” ผู้วายชนม์ ตามมาด้วย “ชาย ตู้เย็น” ทั้งคู่ประสบเคราะห์กรรมการเมืองลงจากเก้าอี้แบบไม่สวย แต่ประเทศไทยต้องจารึกในประวัติศาสตร์ว่า ใครก็มีโอกาสเป็นนายกฯ ถ้าเหลี่ยมดันหลัง
       
        “น้องปู” เป็นนอมินีรุ่น 3 มีประสบการณ์ในชีวิตด้อยกว่าทั้งคู่ เมื่อ 4-5 เดือนก่อนเธอเป็นเพียงตัวชูในกลุ่มบริษัทครอบครัว อีกไม่นานจะเดินกระทบไหล่ผู้นำโลก เจรจาความเมือง บริหารประเทศมีงบ 2 ล้านล้านบาทต่อปี
       
       ตอกย้ำให้คนทั้งโลกได้รับรู้อีกครั้งว่าการเป็นนายกฯ ประเทศไทยนั้นง่ายกว่าโอกาสถูกล็อตเตอรี่รางวัลที่ 1 แน่นอน! “เหลี่ยม” คือตัวกำหนดชะตากรรม วางเส้นทางอนาคตของคนบนแผ่นดินไทย ตราบที่ยังมีลมหายใจ
       
       เหลี่ยมสะใจ และสาแก่ใจซ้ำซาก เมื่อตัวแทนนอมินีได้เป็นผู้นำรัฐบาลไทย ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของแผนล้างแค้น ตราบใดที่นอมินีเหลี่ยมกุมอำนาจ บ้านเมืองไม่มีโอกาสได้สงบสุข มีแต่เรื่องวุ่นวายผสมกับทุจริต งาบคำโต
       
       มีทรัพย์สินเงินทองกี่แสนล้านบาท เหลี่ยมยังมองแผ่นดินไทยเป็นขุมทรัพย์ขุดไม่มีวันจบสิ้น เลือดคนจนหอมหวาน สูบเท่าไหร่ไม่มีวันหมด เจ้าตัวเต็มใจให้สูบ ผ่านมือเครือข่ายขบวนการเหลี่ยม จ่าย 1 พันบาทต่อหัว
       
       จ่ายครั้งเดียว ได้สิทธิ์กุมอำนาจแปลงทรัพย์สินแผ่นดินเข้ากระเป๋า!
       
       การให้ “น้องปู” เป็นตัวแทนนอมินีรุ่น 3 ถือว่าเป็นเดิมพันสุดท้าย ก่อนจะลงไปสู่นอมินีรุ่นลูก หลาน หรือทายาทผ่านสาแหรกชินวัตรและเครือญาติ
       
       การให้คนไม่ประสีประสาทางการเมืองมาเป็นผู้นำประเทศมีพลเมืองกว่า 65 ล้านคนได้สำเร็จ ถือเป็นผลสุดยอดของการล้างแค้น และเหลี่ยมจะบรรลุถึงจุดนั้นผ่านกระบวนการรัฐสภา โดยนักซื้อเสียงพร้อมใจยกมือให้
       
       จากนั้น บ้านเมืองจะจมปลักในวิบากกรรม ชาวบ้านเผชิญทุกข์เข็ญอย่างไร เหลี่ยมและเครือข่ายไม่รับรู้ เมื่อจ่ายเงินซื้อสิทธิ์ หัวจะ 1 พันบาทแล้ว
       
       กระบวนการล้างแค้นของเหลี่ยมร้าย ผ่านศึกเลือกตั้ง ป่วนเมือง เป็น “เกมบีบหัวใจ” วิญญูชนอย่างแท้จริง! ไม่ใช่กกต. ยื้อเปิดไฟเขียวให้พวกเดนคุก นักเผาบ้านเผาเมือง ก่อการร้ายให้เป็น ส.ส. ยกระดับจากไพร่ให้เป็นอำมาตย์
       
       แผนของเหลี่ยมร้ายได้นำการก้าวย่างตามจังหวะของ “น้องปู” สู่เก้าอี้นายกฯ! มาถึงขั้นนี้ ต้องยอมรับว่าไม่น่าจะเหลืออุปสรรค ขวากหนามปิดกั้น
       
       ต่อให้เธอประกาศว่า “ดิฉันตัดสินใจไม่ขอรับตำแหน่งนายกฯ ไม่สามารถจริงๆ” คงไม่ได้ พี่เหลี่ยมร้ายไม่ยอมแน่! หลังจากลงทุนมาถึงขั้นนี้
       
       เพียงแต่ว่า “น้องปู” ถูกมองว่าไม่ประมาณตน ประเมินศักยภาพตัวเองสูงเกินไป! ภารกิจของผู้นำชาติ ไม่ใช่งานบริหารงานประชาสัมพันธ์ เจ๊าะแจ๊ะ แนะนำโครงการบ้านจัดสรร โทรศัพท์มือถือรุ่นใหม่ เอาใจลูกค้า ผู้บริโภค
       
       ถ้าจะเปรียบภารกิจของ “น้องปู” คงเหมือน “ขี้เปี้ยลุกขึ้นฟ้อน” ตามคำเปรียบเปรยของคนเมืองเหนือ เป็นการตอบสนองความอยากโดยไม่มองขีดจำกัดของตัวเอง! “ขี้เปี้ย” คือคนมีแข้งขาง่อยเปลี้ย อยากลุกขึ้นฟ้อนรำ
       
       ต่อให้พยายามอย่างไร ร่างกาย สังขาร คงฟ้อนรำตามจังหวะให้ดูสวยงามไม่ได้! “น้องปู” คงอยู่ในสภาพนั้น ประเทศไทยไม่ใช่ชาติกระจอก! กองทัพมีศักยภาพอันดับที่ 19 ของโลก ไม่ใช่ตัวโจ๊กปลายแถวนะโว้ย!
       
       แต่ผู้นำรัฐบาลไทยมีความอดทนเป็นเลิศ ยอมให้ฮุนเซนเขมรต่ำหยามน้ำหน้าซ้ำซาก! ยอมให้ไอ้กุ๊ยกัมพูชาคนเดียว คนอื่นอย่าแหยม! ฮุนเซนเจ๋งแค่ไหน ดูได้จากการจ้างเหลี่ยมร้ายเป็นที่ปรึกษา สั่งให้ทรยศต่อชาติก็ยังได้
       
       การเมืองน้ำเน่าต้องใช้ศาสตร์และศิลป์ ต้องหน้าด้าน! “เสี่ยหมัก” จอมเก๋าลายคราม ยังเอาตัวไม่รอด! “เสี่ยชาย ตู้เย็น” ลวดลายสับหลีกเวลาซื้อตู้เย็นเข็นขึ้นคอนโด ยังหมดท่า ทั้งๆ ที่ได้เหลี่ยมติวหนัก เมียคุมเข้ม
       
       “น้องปู” มีสามีก็เหมือนไม่มี จะปรับทุกข์ ปรึกษาหารือ ยามร่วมเรียงเคียงหมอนค่ำคืนกับใครได้ มองทางไหนมีแต่คนจ้องเอาผลประโยชน์! หรือจะทำตัวเป็นหุ่นยนต์ไขลาน พี่เหลี่ยมร้ายบงการให้ทำอะไรก็ตามใจ
       
        การเป็น “ขี้เปี้ยลุกฟ้อน” จะเป็นไตรภาคของแผนใช้นอมินีตอบสนองความสะใจ “น้องปู” จะทำได้ดีเพียงใด อย่าหวังมาก! เหลี่ยมร้ายไม่เห็นคนอื่นมีค่าถ้าไร้ประโยชน์ เมียรักคู่ทุกข์คู่ยาก ยังเลิกราเพราะตัณหาการเมือง
       
        “ขี้เปี้ย” จะก้าวย่างสวยงาม หรือทุลักทุเล น่าเวทนาอย่างไร เหลี่ยมร้าย และเครือข่ายไม่สนใจ แต่คนไทยทั้งแผ่นดินนอกสังกัดเหลี่ยมร้ายต้องทนอดสู
       
        ไม่ใช่เฉพาะคนไทยที่ต้องชมการแสดงของ “ขี้เปี้ย” นานาชาติจะเฝ้าดูว่าการเมืองสไตล์นอมินีแบบสุดโต่งจะทำเมืองไทยให้อยู่ในสภาพเช่นใด
       
        ถ้าฟ้อนรำมีจังหวะก้าวสวยงาม ถูกใจผู้ชม รักษาคำมั่นสัญญาช่วงหาเสียง คงไปได้สวย! ถ้า “น้องปู” ฟ้อนสลับกับล้มลุกคลุกคลานมีแต่คำแก้ตัว น่ากลัวว่าจะเผ่นลงเวทีหนีเสียงโห่ไล่ ท่อนไม้ ก้อนอิฐ ไม่ทันนะดิ! อิอิอิ!!! 

19 กรกฎาคม 2554

เมื่อคนที่มีอำนาจเกือบทั้งหมดไม่สนใจใยดี แล้วจะให้ประชาชนกลุ่มเล็กๆสองมือเปล่าไปแบกรับแทน


10 เหตุผลที่ราชอาณาไทยจะเสียดินแดนในช่วงที่เรายังมีชีวิตอยู่ !?
โดย ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ 19 กรกฎาคม 2554 10:59 น.
สถิติที่น่าสนใจในศาลโลกคือมี 17 คดีที่ศาลโลกรับเอาไว้พิจารณาในเรื่องมาตรการคุ้มครองชั่วคราว ซึ่งมี 10 คดีที่ศาลโลกออกมาตรการคุ้มครองชั่วคราว ซึ่ง 10 คดีนั้น “ไม่มีแม้แต่คดีเดียว” ที่มีประเทศต่างๆได้ปฏิบัติตามมาตรการคุ้มครองชั่วคราวที่ศาลโลก

ดังนั้นถ้าหากประเทศไทยพร้อมและเดินหน้าในการปฏิบัติตามมาตรการคุ้มครองชั่วคราวที่ศาลโลกได้กำหนดมาครั้งนี้จะถือได้ว่า...

“เป็นชาติแรกในโลกที่(แกล้ง)โง่ปฏิบัติตามมาตรการคุ้มครองชั่วคราวของศาลโลก”

เพราะหากไทยยอมบ้าจี้(แกล้ง)โง่ปฏิบัติตามมติของศาลโลกด้วยการถอนทหารออกจากพื้นที่ซึ่งกำหนดโดยศาลโลกเมื่อใด ผลที่ตามมาจะเป็นจุดเริ่มต้นของการเสียดินแดนโดยนิตินัย(จากเดิมซึ่งเสียดินแดนในทางพฤตินัยไปแล้ว) ดังต่อไปนี้

1. เท่ากับว่าฝ่ายไทยและกัมพูชายอมถอยทหารออกจาก “แผ่นดินไทย” โดยฝ่ายไทยยอมถอยไป “มากกว่า” แผนที่มาตราส่วน 1:200,000 ซึ่งจัดทำขึ้นโดยฝรั่งเศสแต่เพียงฝ่ายเดียว
อันเป็นการถอยเกินไปมากกกว่าที่รัฐบาลเรียกว่า ”พื้นที่พิพาท” ซึ่งรวมถึง สระตราว, สถูปคู่, ผามออีแดง, และภูมะเขือ ซึ่งทั้งหมดล้วนแล้วแต่อยู่ในแผ่นดินไทยทั้งสิ้น

2. หากทหารไทยและทหารกัมพูชายอมถอยออกจากแผ่นดินไทย ก็จะเท่ากับว่าชุมชน สิ่งปลูกสร้าง ของกัมพูชา สามารถยังคงรุกรานและยึดครองแผ่นดินไทยได้ต่อไป
โดยที่ฝ่ายไทยไม่สามารถใช้กำลังทหารผลักดันใดๆได้อีก

ซึ่งบังเอิญอย่างร้ายการที่ตามมาตรการคุ้มครองชั่วคราวครั้งนี้ มีความเลวร้ายยิ่งกว่า“ร่างข้อตกลงชั่วคราว” ซึ่งแนบอยู่ในบันทึกผลการประชุมของคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา (เจบีซี) ซึ่งรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะพยายามมาหลายครั้งที่จะขอความเห็นชอบจากที่ประชุมรัฐสภา ตั้งแต่ปี 2552 แต่บังเอิญว่าประชาชนรู้เท่าทันเสียก่อน โดยในร่างข้อตกลงชั่วคราวในข้อที่ 1 ระบุว่า

“คู่ภาคีจะไม่คงกำลังทหารของแต่ละฝ่ายในวัด “แก้วสิขาคีรีสะวารา” (ต่อไปนี้จะเรียกว่า “วัด”) พื้นที่รอบวัดและพื้นที่ (ไทย-ปราสาท) (กัมพูชา-ปราสาทเปรียะวิเฮียร์) (พระวิหารในภาษาไทย) แม่ทัพภาคที่สองของกองทัพบกไทยและผู้บัญชาการกองทัพภาคที่ 4 ของกองทัพกัมพูชาจะกำหนดมาตรการที่เหมาะสมรร่วมกันเพื่อปฏิบัติให้ข้อบทนี้มีผล โดยฝ่ายชุดทหารติดตามสถานการณ์ชั่วคราวของแต่ละฝ่าย”

3. ฝ่ายไทยจะถูกห้ามไม่ให้ขัดขวางการเข้าไปยังปราสาทพระวิหาร หรือขัดขวางการส่งบำรุงให้แก่บุคคลกรที่ไม่ใช่ทหาร นั่นหมายถึงต้องปล่อยถนนที่สร้างรุกล้ำเข้ามาในดินแดนไทยให้เป็นเส้นทางลำเลียงของกัมพูชาต่อไป ชุมชนกัมพูชาย่อมสามารถขยายชุมชนต่อไปได้เรื่อยๆ
อีกทั้งจะมีทหารอีกจำนวนมากสามารถเปลี่ยนชุดเป็นพลเรือน เป็นพระสงฆ์ โดยที่ฝ่ายไทยทำอะไรไม่ได้ตรวจสอบก็ไม่ได้ และจะทำให้เปิดเป็นพื้นที่ให้กับนักท่องเที่ยวเข้าปราสาทพระวิหารเข้ามาจากฝั่งกัมพูชาและใช้ถนนซึ่งรุกล้ำเข้ามาในเขตไทยได้อีกด้วย

จึงย่อมเท่ากับศาลโลกใช้มาตรการคุ้มครองชั่วคราวสนับสนุนการที่กัมพูชาละเมิด บันทึกความเข้าใจว่าด้วยการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบก ไทย-กัมพูชา พ.ศ. 2543 MOU 2543 โดยการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมอย่างเต็มรูปแบบ

4. หากไทยยอมให้อาเซียนส่งผู้สังเกตการณ์ชาวอินโดนีเซีย
เข้ามาในพื้นที่ย่อมเท่ากับมีชาติที่สามเข้ามาแทรกแซงอธิปไตยของชาติ ด้วยการเข้ามาเป็นสักขีพยานในการห้ามมีการปะทะต่อกัน จึงย่อมเท่ากับมีชนชาติอื่นเข้ามาเป็น “กันชน”ห้ามทหารไทยผลักดันกัมพูชาออกจากแผ่นดินไทย ซึ่งเป็นการเรียกร้องโดยฝั่งกัมพูชามาโดยตลอด

5. หากไทยยอมถอนทหารออกจาก “แผ่นดินไทย” ตามมาตรการคุ้มครองชั่วคราวจะทำให้กัมพูชาสามารถเดินหน้าต่อไปในเวทีมรดกโลกได้ โดยปราศจากการขัดขวางจากทหารไทยอีกต่อไป
อันรวมถึงการที่ยูเนสโกจะส่งคนเข้าไปยังปราสาทพระวิหารโดยอาศัยถนนที่สร้างจากบ้านโกมุยรุกเข้ามาในดินแดนไทยเพื่อดำเนินการ ป้องกัน อนุรักษ์ บูรณะ และปฏิสังขรณ์ปราสาทพระวิหาร อันอาจรวมถึงการพัฒนาพื้นที่รอบปราสาทพระวิหารเพื่อการรองรับแผนบริหารจัดการปราสาทพระวิหารต่อไปในอนาคตได้ และทำให้พื้นที่รอบปราสาทพระวิหารซึ่งเป็น “มรดกโลกอันตราย” ซึ่งเดิมไม่สามารถเข้าไปบริหารจัดการได้ จะกลายเป็นพื้นที่สันติภาพโดยมีมาตรการคุ้มครองชั่วคราวของศาลโลกและผู้สังเกตการณ์ชาวอินโดนีเซียเป็นเครื่องมืออันสำคัญที่จะเป็นหลักประกันให้กัมพูชาเดินหน้าต่อไปในมรดกโลกได้

6. หากไทยยอมปฏิบัติตามมติศาลโลก อาจถูกตีความได้ว่า “ไทยรับอำนาจศาลโลก” และจะยินยอมให้มีการตัดสินตามที่กัมพูชาอ้างว่าเป็นการตีความคำพิพากษาศาลโลก พ.ศ. 2505 ให้ขยายขอบเขตไปมากกว่าการตัดสินว่า “ปราสาทพระวิหารอยู่ภายใต้อำนาจอธิปไตยของกัมพูชา”


หมายความว่าประเทศไทย “เปลี่ยนจุดยืน” สำคัญจากเดิมที่ฝ่ายไทยได้ตั้งข้อสงวนสิทธิ์ต่อเลขาธิการองค์การสหประชาชาติ เมื่อ พ.ศ. 2505 ว่าไม่เห็นด้วย คัดค้าน ประท้วงต่อคำพิพากษาของศาลโลกที่ยกปราสาทพระวิหารให้อยู่ภายใต้อำนาจอธิปไตยของกัมพูชา และขอสงวนสิทธิ์ในการทวงคืนปราสาทพระวิหารในอนาคต และประเทศไทยไม่ได้ต่ออายุปฏิญญาการยอมรับอำนาจศาลโลกโดยบังคับมา 50 ปีแล้ว กลายมาเป็นว่าฝ่ายไทย “ยอมรับ”คำตัดสินเมื่อปี พ.ศ. 2505 จึงพร้อมที่จะน้อมรับและยอมรับในการตีความให้ขยายขอบเขตไปมากกว่าเดิมด้วย โดยมีจุดเริ่มต้นด้วยการแสดงออกว่า “ยอมรับและปฏิบัติตามมาตรการคุ้มครองชั่วคราวของศาลโลก”

เมื่อฝ่ายไทยไม่ยืนหยัดต่อการ คัดค้าน ประท้วง และสงวนสิทธิ์ ต่อคำพิพากษาของศาลโลกเมื่อ พ.ศ. 2505 ที่ได้ยื่นเอาไว้ต่อองค์การสหประชาชาติแล้ว ก็ย่อมต้องถูกตีความว่าไทยไม่ยืนหยัดต่อการปฏิเสธในเนื้อหาที่ว่า “กฎหมายปิดปากที่ไทยไม่ได้ปฏิเสธแผนที่มาตราส่วน 1:200,000 ซึ่งเป็นมูลฐานสำคัญในการตัดสินคดีปราสาทพระวิหาร พ.ศ. 2505” ด้วยเช่นกัน ทั้งๆ ที่ไทยได้คัดค้าน ประท้วง สงวนสิทธิ์ เอาไว้เพราะศาลโลกไม่ยอมกล่าวถึงและพิพากษาประเด็นที่ไทยหยิบขึ้นมาต่อสู้อย่างอยุติธรรมในการใช้กฎหมายปิดปากโดยไม่สนใจเรื่องอื่น เช่น ศาลโลกไม่พิจารณากรณีแผนที่ทำผิด ศาลโลกไม่กล่าวถึงผลทางวิทยาศาสตร์ยืนยันเส้นสันปันน้ำอยู่ที่ขอบหน้าผา ศาลโลกไม่ยอมวินิจฉัยบันทึกของฝรั่งเศสที่ระบุว่าขอบหน้าผาคือสันปันน้ำและเส้นเขตแดนในบริเวณทิวเขาดงรัก ฯลฯ

เมื่อเป็นเช่นนี้ก็แปลว่าหากปล่อยให้ ศาลโลกวินิจฉัยตีความคำพิพากษาศาลโลก พ.ศ. 2505 ย่อมเกิดความเสี่ยงที่จะใช้การอ้างอิงกฎหมายปิดปากที่ไทยไม่ปฏิเสธแผนที่มาตราส่วน 1: 200,000 ซึ่งเป็นมูลฐานในการตัดสินคดีปราสาทพระวิหารเมื่อ พ.ศ. 2505 อีกครั้งหนึ่งแล้ว ก็ยังอาจถูกอ้างอิงจากพฤติกรรมของรัฐบาลในการยอมรับแผนที่มาตราส่วน 1:200,000 ของฝ่ายไทยอีกด้วย เช่น จากเอกสาร บันทึกความเข้าใจว่าด้วยการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบกไทย-กัมพูชา พ.ศ. 2543 หรือ MOU 2543 ข้อ 1 (ค.), จากการไม่ทักท้วงในเวทีคณะกรรมการมรดกโลก, และบันทึกผลการประชุมของคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา (เจบีซี) ฯลฯ

การยอมรับอำนาจศาลโลกให้ตีความเช่นนี้ จึงย่อมมี “ความเสี่ยงสูงมาก” เพราะศาลโลกมีแนวโน้มที่จะตีความและพิพากษาให้เป็นคุณต่อกัมพูชาและเป็นโทษกับฝ่ายไทย

7. หากไทยแพ้ที่ศาลโลกก็จะแพ้ต่อที่มรดกโลก โดยดูจากสัญญาณการลุแก่อำนาจออกมาตรการคุ้มครองชั่วคราวในการตีกรอบให้ถอนทหารทั้งสองฝ่ายออกจาก “แผ่นดินไทย” หากศาลโลกมีคำตัดสินให้ “เป็นคุณ”กับฝ่ายกัมพูชาเมื่อใด มรดกโลกปราสาทพระวิหารก็จะสามารถเดินหน้าผ่านฉลุยต่อไปโดยไม่ต้องสนใจประเทศไทยว่าจะถอนตัวหรือไม่ เพราะถือว่าอยู่ในอาณาเขตของกัมพูชา

8. ความผิดพลาดในการวางกลยุทธ์ความสัมพันธ์ไทยกับนานาชาติ โดยเฉพาะกับประเทศสมาชิกในคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ
ไทยเสื่อมถอยความสัมพันธ์กับจีน และรัสเซีย ฝรั่งเศสยืนอยู่ข้างกัมพูชาเต็มตัว ส่วน สหรัฐอเมริกาและอังกฤษ อยู่บนผลประโยชน์ทางพลังงานเป็นหลักสำคัญ ไทยจึงอยู่ในฐานะที่เสียเปรียบกัมพูชาในเวทีคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติจากนโยบายความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ ถือเป็นจุดที่มีความน่าเป็นห่วงที่สุดในขณะนี้ ทำให้กัมพูชากลายเป็นชาติที่มีพวกมากกว่าฝ่ายไทยในเวทีนานาชาติ

9. การที่ฝ่ายไทยยืนยันที่จะเลือกใช้เครื่องมือ MOU 2543
เพื่อใช้ในการอ้างว่า ไทย-กัมพูชากำลังตกลงกันเรื่องเขตแดนกันเอง เป็นผลทำให้ไม่สามารถยืนยันเส้นเขตแดนของตัวเองให้ชัดเจนได้, ทำให้ไม่สามารถอ้างข้อสงวนสิทธิ์ของไทยต่อคดีปราสาทพระวิหารได้, ในขณะที่กัมพูชาอาศัย MOU 2543 ในการอธิบายว่าไทยและกัมพูชาต้อง “ทำหลักเขตแดน” ในการปักปันซึ่งเสร็จสิ้นแล้วตามแผนที่มาตราส่วน 1:200,000 โดยการอ้างอิงคำพิพากษาศาลโลก การต่อสู้เช่นนี้ได้พิสูจน์แล้วว่า MOU 2543 ช่วยอะไรไม่ได้ในเวทีมรดกโลก(ไทยจึงต้องประกาศลาออกจากภาคีมรดกโลก) และ MOU 2543 ก็ช่วยอะไรไม่ได้ในศาลโลกจนศาลโลกออกมาตรการคุ้มครองชั่วคราวให้เป็นคุณต่อฝ่ายกัมพูชาอยู่ในขณะนี้ หากปล่อยให้มีคำตัดสินตีความคำพิพากษา พ.ศ. 2505 ไทยจึงมีแนวโน้มสูงที่จะพ่ายแพ้ต่อกัมพูชาในท้ายที่สุด


10. ทหารและตุลาการไม่ทำหน้าที่
ทหารซึ่งมีจอมทัพไทยเป็นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และศาลก็กระทำการในพระปรมาภิไธยในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว กับอ่อนแอไม่ใช้อำนาจและทำหน้าที่ของตัวเองในการปกป้องแผ่นดิน ทหารบางคนกลับยอมจำนนต่อฝ่ายการเมืองพร้อมทำตามนโยบายนักการเมืองอย่างไม่ลืมหูลืมตา บ้างก็ได้ประโยชน์ส่วนตนมากกว่าประโยชน์ของประเทศชาติ จนปล่อยให้แผ่นดินไทยถูกรุกรานและยึดครองอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ในขณะที่คดีความขึ้นสู่องค์กรอิสระและศาลหลายคดีเกี่ยวกับเขตแดนหลายคนกลับขาดความกล้าหาญ เพิกเฉยปัดความรับผิดชอบ ไม่อยากข้องเกี่ยว อย่างน่าหดหู่ยิ่งนัก

หนทางที่ประเทศไทยจะรอดจากสถานการณ์นี้มีเพียง 3 ประการเท่านั้นคือ

ประการแรก ประกาศไม่รับอำนาจศาลโลก ยืนยันว่า ไทยได้คัดค้าน ประท้วง และตั้งข้อสงวน ไม่เห็นด้วยกับคำตัดสินคดีปราสาทพระวิหาร พ.ศ. 2505 เมื่อคดีนี้ถูกระบุในใบแจกข่าวของศาลโลกว่าเป็นคดีใหม่ ไทยจึงมีสิทธิ์ไม่ยอมรับ อีกทั้งประเทศไทยก็ไม่ได้ต่ออายุปฏิญญาการยอมรับการบังคับอำนาจศาลโลกมานาน 50 ปีมาแล้ว

ประการที่สอง ไม่ถอนทหารออกจากแผ่นดินไทยโดยเด็ดขาด และเร่งผลักดันกัมพูชาออกจากแผ่นดินไทย

ประการที่สาม ปรับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศกับประเทศในคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติอย่างเร่งด่วน

สามประการนี้ดูจะเป็นความหวังลมๆแล้งๆ เพราะรักษาการนายกรัฐมนตรี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และรักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นายกษิต ภิรมย์ ต่างออกมาแสดงความเห็น “พอใจ”กับมาตรการคุ้มครองชั่วคราวของศาลโลก อีกทั้งว่าที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ก็ดูจะเห็นดีเห็นงามกับเรื่องความสัมพันธ์กับกัมพูชามากกว่าการที่แผ่นดินไทยถูกรุกรานและยึดครอง

เมื่อประชาชนตาดำๆ สองมือเปล่า ไม่มีปืน ไม่มีอำนาจรัฐ ไม่มีอำนาจตุลาการ ไม่สามารถหวังได้กับนักการเมือง และพึ่งไม่ได้กับทหารภายใต้จอมทัพไทย และพึ่งไม่ได้กับศาลซึ่งกระทำในพระปรมาภิไธย แม้แต่ประชาชนส่วนใหญ่ก็ไม่สนใจเรื่องแผ่นดิน

ก็อดสงสัยไม่ได้ เมื่อ “คนที่มีอำนาจเกือบทั้งหมด” ไม่สนใจใยดี แล้วจะให้ประชาชนกลุ่มเล็กๆสองมือเปล่า ไปแบกรับห้ามมิให้ราชอาณาจักรไทยเสียดินแดน หรือจะรักษาอธิปไตยและดินแดนไทยเอาไว้ได้อย่างไร !!?