23 ธันวาคม 2551

มันยังไม่เลิกจองเวร

เดลินิวส์-ข่าวสด ไม่เลิกจองเวรพันธมิตรฯ มั่วข้อมูลกล่าวหาควักพระเนตร พระพรหม ที่ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล ทั้งๆ ที่ความจริง กรมศิลป์-ลอยเลื่อนยืนยันว่า เป็นแค่เป็นการปิดทองคำเปลวเท่านั้น ชี้ชัด บิดเบือนข้อมูลมาตั้งแต่กล่าวหาศิลปิน พธม.กำระเบิดทั้งๆ ที่เจ้าตัวปางตาย-แค่กำกุญแจ หลายครั้งที่หนังสือพิมพ์ทั้ง 2 ฉบับ ถือว่าเป็นสื่อที่มีการบิดเบือนข้อเท็จจริงหลายประการโดยในครั้งนี้ที่หน้า 1 ของหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ฉบับเมื่อวันเสาร์ ที่ผ่านมา ได้มีพาดหัวข่าวใหญ่ว่า “ทำคุณไสยทั่วทำเนียบฯ ควักเนตร ท้าวมหาพรหมไทยคู่ฟ้า” ซึ่งถือว่าเป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริงอย่างชัดเจน และเป็นการสร้างความเข้าใจผิดต่อสาธารณชน ในวันเดียวกันหนังสือพิมพ์ข่าวสด ก็พาดหัวว่า “ผงะคุณไสย “พธม.” เต็มทำเนียบ ปิดเนตรพระพรหม” แม้ว่าในหัวข่าวจะไม่ได้ระบุว่ามีการควักพระเนตรท้าวมหาพรหมก็ตาม แต่ในเนื้อข่าวกลับเขียนว่าพบที่ดวงตาท้าวมหาพรหม ซึ่งมีอยู่ทั้ง 4 หน้า ถูกควักออกไปเหลือแต่รูโบ๋ นักวิชาการช่างศิลป์หรือประติมากรควรจะได้ออกมาให้ข้อมูลทางศิลปะให้สื่อมวลชนและประชาชนเข้าใจว่าการปั้นรูปเหมือนโดยเฉพาะดวงตา ช่างเขาจะคว้านดวงตาให้มีลักษณะกลมลึกเพื่อเกิดแสงเงาดูเหมือนดวงตาจริงนี่คือวิธีทางการช่างไม่ใช่ปล่อยให้ประชาชนเข้าใจผิดว่าเป็นการควักลูกตา การนำเสนอข่าวดังกล่าวของหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ และข่าวสดถูกสื่อโทรทัศน์หลายช่องได้นำไปอ่านออกอากาศและสร้างความเข้าใจผิดในหมู่ประชาชนทั่วไป ทั้งๆ ที่ความจริงเจ้าหน้าที่ของกรมศิลปากรและนายลอยเลื่อน บุนนาครองเลขาธิการสำนักนายกรัฐมนตรีได้ออกมายืนยันแล้วว่า จากการสำรวจองค์พระพรหมนั้นไม่มีอะไรผิดปกติ ไม่ได้มีการควักพระเนตรอะไรออกไป เพียงแต่เป็นการเอาแผ่นทองคำเปลวไปปิดเท่านั้น

เหตุการณ์เช้าตรู่ของวันที่ 7 ตุลาคม 2551 ใครจะคาดคิดว่าประชาชนที่เรียกร้องต่อสู้เพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ จะได้รับการปฏิบัติอย่างโหดร้ายทารุณเพียงเพื่อคนคนเดียว! ภาพของเจ้าหน้าที่ตำรวจใช้กำลัง อาวุธหนัก และแก๊สน้ำตาเข้าสลายฝูงชนที่เข้าร่วมชุมนุมอยู่ เป็นเหตุให้มีประชาชนและเจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับบาดเจ็บสาหัส นอกจากนั้นยังมีประชาชนที่เข้าร่วมชุมนุมเสียชีวิตด้วย สิ่งที่ประชาชนทั่วไปได้เห็นและรับรู้ก็คือ รัฐบาล นายตำรวจใหญ่ สื่อมวลชนบางค่ายและคนที่มีอคติต่อพันธมิตรฯ กลับมองและบิดเบือนข้อเท็จจริงอย่างไม่รู้สึกละอายแก่ใจ “ผู้ชุมนุมพกระเบิดมาเอง” “คนขาขาดคือขอทานพิการอยู่แล้ว” “แก๊สน้ำตาไม่ได้ทำให้คนเสียชีวิต” และอีกหลายต่อหลายกรณีที่ถูกแต่งเติมออกมาจากสมองของคนบาปพวกนี้ ชาวบล็อกของเว็บไซต์ต่างๆก็ส่วนหนึ่งก็เป็นแหล่งรวมข้อมูลของผู้อยู่ในเหตุการณ์วันที่ 7 ตุลาฯ หรือร่วมชุมนุมกับพันธมิตรมาอย่างต่อเนื่องพวกเขาเขียนบันทึกจากความเป็นจริงที่เห็นและสัมผัส หลายเรื่องสะท้อนอารมณ์ความรู้สึก คุณค่าความเป็นมนุษย์ การให้ความเคารพ คำสดุดีแด่วีรชนและเรื่องราวมากมายที่กลั่นกรองมาจากประสบการณ์จริงยกตัวอย่างเช่น “…เราเห็นกับตาว่าคนที่แต่งกายแบบตำรวจ ทำร้ายประชาชนบาดเจ็บ มีผู้หญิงตาย 1 คน มีคนขาขาด มีคนแขนขาด เราพยายามโทร.ตามหาเพื่อนๆน้องๆ ที่เป็นทหารด้วยกัน และคุมกำลัง ขอร้องให้ออกไปช่วยประชาชน…” เมื่อรวมกันหลายๆ คนหลายๆ เรื่อง ผู้อ่านก็จะต่อภาพรวมได้ตามทั้งหมดว่าเกิดอะไรขึ้นในวันนั้น กับปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น นี่จึงเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่ไม่ควรมองข้าม และอาจจะทรงคุณค่าเสียยิ่งกว่าข้อมูลจากสื่อเสียด้วยซ้ำ หลังจากนั้นเป็นเวลาสองเดือนเศษนับจากวันที่ 7 ตุลาคม 2551 กว่าที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติจะสรุป และส่งผลการสอบสวนเรื่อง “ความรุนแรงและการสูญเสียจากกรณีการสลายการชุมนุมพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยในวันที่ 7 ตุลาคม 2551” ภาพการสลายการชุมนุมเข้าข่ายเป็นการกระทำความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ได้รับอันตรายสาหัส ฆ่าและพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ให้กับคณะกรรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อดำเนินการในขั้นตอนต่อไป

คนทั่วไปที่ไม่ได้ติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด ก็คงเห็นแต่ยอดภูเขาน้ำแข็งว่าคนพวกนี้(พันธมิตร) ทำเรื่องวุ่นวาย แต่สิ่งที่พวกนักการเมืองชั่วทำกันไว้ ไม่เคยมองเห็นสื่อสัญดานจิ้งจกอย่าง NBT ที่เป็นของรัฐก็พูดจาข้างเดียวไม่เคยนำคนที่เป็นกลางจริงๆมาพูดเลย มีแต่คนของอดีตรัฐบาลทั้งนั้นทั้งๆที่ปัญหาวันนี้อยู่ที่คนคนเดียวเพราะมันคนเดียว “การเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรฯ นั้น เป็นสิ่งที่ชาวต่างประเทศควรจะดีใจ เพราะถือว่าเป็นครั้งแรกที่ประชาชนคนธรรมดา มีอำนาจเต็มที่ในการต่อต้านการคอร์รัปชัน และการที่สังคมต่างๆ จะเปลี่ยนแปลงไปสู่สิ่งที่ดีกว่าได้ ก็จำเป็นต้องมีราคาที่ต้องจ่าย” รมว.ต่างประเทศคนใหม่ นายกษิต ภิรมย์อดีตเอกอัครราชทูตหลายประเทศได้กล่าวไว้เมื่อมีชาวต่างประเทศตั้งคำถามโดยกล่าวหาว่า กลุ่มพันธมิตรมีการว่าจ้าง “การ์ด” ติดอาวุธต่างๆ ทั้งไม้พลอง ปืน และ ระเบิด นายกษิตก็ได้กล่าววิพากษ์ว่าเป็นคำถามที่ชักจูงให้รู้สึกว่าการเคลื่อนไหวของพันธมิตรนั้นมีการใช้ความรุนแรง ทั้งๆ ที่ผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตจากการชุมนุม 193 วันนั้นเป็นส่วนใหญ่เป็นกลุ่มพันธมิตรทั้งหมด นอกจากนี้นายกษิตยังตอบกลับไปด้วยว่า “คนอื่นหาว่าเรามีอาวุธ แต่ภรรยาผมก็ไปร่วมชุมนุมทุกเย็น แล้วเธอพกอาวุธอะไรไปน่ะเหรอ ก็อาหารกับยาน่ะซิ!”

ไม่มีความคิดเห็น: