01 ธันวาคม 2551

ลุงแม้น

ลุงแม้นเกิดและโตในกรุงเทพ เมืองหลวงของไทยที่มีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเป็นองค์พระประมุข ศูนย์รวมใจของไทยทั้งชาติ ลุงแม้นร่ำเรียนจนจบ เข้ารับราชการ ทำงานด้วยความภาคภูมิใจในความเป็นข้ารองพระบาทของพระองค์มาตลอดชีวิตตั้งแต่หนุ่มยันแก่ ออกตระเวณโยกย้ายไปรองพระบาทตามหัวเมืองใหญ่ๆหลายต่อหลายแห่งตลอดชีวิตการเป็นข้ารองพระบาทของพระองค์ตราบจนเกษียนอายุราชการเปิดทางให้คนรุ่นใหม่ๆได้เข้ารับใช้เบื้องพระยุคลบาทแทนเมื่อกันยายนที่แล้วนี้เอง ลุงแม้นจึงได้กลับมาใช้ชีวิตในเมืองหลวงศิวิไลซ์ใหญ่โตสวยสง่าทันสมัยนี้อีกครั้ง

ร้านอาหารตั้งอยู่ ณ ใจกลางกรุงเทพฯเป็นร้านประจำที่ลุงแม้นเข้าไปใช้บริการ รสชาดดี ลูกค้าหลากหลายติดใจใช้บริการกันอยู่เนืองแน่น เป็นร้านที่ค่อนข้างจะใหญ่โตพอสมควรจนสามารถติดตั้งโทรทัศน์ได้ถึงสองเครื่องโดยไม่รบกวนกัน โทรทัศน์เครื่องหนึ่งเปิดให้ลูกค้าได้รับชมรายการปรกติทั่วไป ส่วนอีกเครื่องหนึ่งนั้นทันสถานการณ์ เปิดรายการของเอเอสทีวีตลอดวัน ลุงแม้นรู้สึกเฉยๆ เมื่อได้ยินเสียงจากรายการ จากผู้ประกาศ เหตุการณ์ต่างๆที่ได้ยินได้เห็นจากหน้าจอเอเอสฯ นั้น ลุงแม้นเองติดจะไม่เชื่อเสียด้วยซ้ำไปว่าไอ้ที่ได้ยินนั่นเป็นเรื่องจริงกลับคิดไปว่าใส่สีตีไข่เพื่อให้ได้มวลชนกระมัง

บ่ายวันหนึ่งลุงแม้นเข้าไปใช้บริการที่ร้านอาหารนั้นเช่นเคย ลูกค้าก็คับคั่งตามปรกติ ลุงแม้นสั่งอาหารจานโปรดมารับทาน ในระหว่างนั้นมีชายฉกรรจ์ 5-6 คนเดินกร่างเข้ามาในร้านด้วยกริยาไม่พอใจเดินมาหยุดที่หน้าจอโทรทัศน์ที่ผู้ประกาศกำลังสัมภาษณ์ผู้ประสพเหตุลอบทำร้ายเมื่อค่ำคืนที่ผ่านมา

"ใครบอกให้เปิดช่องนี้" ชายคนที่เดินนำเข้ามาตะคอกเสียงดุดันพลางชี้ไปที่โทรทัศน์เครื่องนั้น
" .... " เจ้าของร้านตะลึงงัน เนื่องจากไม่เคยเจอเหตุการณ์เช่นนี้มาก่อน ลูกค้าทั้งร้านตกใจมองหน้ากันเลิ่กลั่กๆ รวมทั้งลุงแม้น
" ม..! อย่าได้เปิดช่องนี้อีกเป็นอันขาดเชียวนะ " ชายคนนั้นยังไม่เลิกถ่อย ลูกค้าทั้งร้านก็ค่อยๆทะยอยหลบเลี่ยงออกไปจากร้าน
เขาปิดสวิทช์โทรทัศน์นั้นอย่างกระแทกกระทั้น พลันที่ตาของเขาเหลือบไปเจอพระบรมฉายาลักษณ์ขององค์พระประมุขที่ลุงแม้นเคารพเทิดทูนยิ่งชีวิตประดิษฐานอยู่เหนือโทรทัศน์เครื่องนั้น เขาคนนั้นเบิกตาโพลง กระชากพระฉายาลักษณ์ทั้งสองลงมาทิ้งลงที่พื้น พร้อมกันนั้นเขาได้สบถด่าหยาบคายชนิดที่ลุงแม้นและชาวไทยทั้งหลายไม่คาดคิดว่าจะได้มีโอกาสแม้แต่จะรับฟังคนที่สบถด่าศูนย์รวมใจของไทยทั้งชาติได้หยาบและถ่อยถึงปานนี้
" .... " เจ้าของร้านยังคงตะลึงงันและจะถลาเข้าหยุดการกระทำอุบาทว์นั้น แต่ยังมิได้กระทำอะไร ไวเท่าความคิดไอ้หนุ่มจากนรกนั่นควักปืนขึ้นนกแล้วเล็งไปยังเจ้าของร้านที่ยังอยู่หลังโต๊ะเก็บเงินนั่น
" XXXX " ไอ้หนุ่มนรกยังคงด่าอย่างต่อเนื่อง และ วลีเด็ดก็หลุดออกมา
" พวกม..! ระวังไว้เถิดเมื่อสมเด็จทักษิณเสด็จกลับมาได้เมื่อไร . ระวังตัวไว้เถอะ ... ม...! "

จากนั้นสัตว์ทั้ง 6 ตัวก็จากไปในเหตุการณ์ที่กระชับสั้นได้ใจท่ามกลางความตื่นตะลึงของลูกค้าทั้งร้านที่เหลืออยู่ ถึงตอนนี้ลูกค้าในร้านแทบจะไม่เหลือหรอแล้ว รวมทั้งลุงแม้นที่นั่งกำหมัด เข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันอยู่ เชื่อสนิทใจเลยว่าสิ่งที่ตนได้รับรู้และต่อต้านอยู่จากการถ่ายทอดสดนั้นไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องเล่าเท่านั้น แตาในวันนี้ลุงแม้นได้ยินเต็มสองหู ได้ดูของจริงๆ อย่างใกล้ชิด เจ้าของร้านเองค่อยๆ ทรุดลงนั่งอย่างอ่อนแรง ลูงแม้นจึงได้ลุกไปปรึกษากับเจ้าของร้านตกลงกันว่าจะต้องดำเนินการอย่างไรต่อไป คำตอบที่ลุงแม้นกับเจ้าของร้านเห็นร่วมกันนั่นคือการร้องเรียนต่อเวทีในรายการที่ถ่ายทอดทางเอเอสทีวีนั่นเอง เพราะทุกวันนี้กลุ่มคนที่จาบจ้วงเบื้องสูงทั้งหลายนั้นก็ยังลอยนวลอยู่ ส่วนลุงแม้นนั้นแม้ว่าจะได้ร้องเรียนป็นจดหมายถึงแกนนำฯแล้วนั้น ลุงแม้นก็ได้ร้องเรียนทางจดหมายไปยังบรรดาข้าราชการตำแหน่งใหญ่ๆโตๆ ที่ลุงแม้นรู้จักรวมทั้งผู้บัญชาการกองทัพบกด้วย ลุงแม้นเป็นอดีตข้าราชการ เป็นข้าในพระองค์ เป็นอดีตผู้ว่าราชการจังหวัดหัวเมืองใหญ่ๆที่เพิ่งเกษียนอายุราชการเมื่อไม่กี่เดือนมานี้เอง!


เมื่อพูดถึง “ทักษิณ ชินวัตร” คนที่รักทักษิณอาจเห็นแต่ด้านดีที่พวกตนได้ประโยชน์โดยเฉพาะนโยบายประชานิยมทั้งหลาย บางคนอาจไม่สนใจว่าทักษิณจะทุจริตคอร์รัปชันหรือไม่ ขอเพียงเขาช่วยให้พวกตนอยู่ได้-มีตังค์ใช้ แต่สำหรับคนที่เกลียดทักษิณคือพวกที่ยอมไม่ได้ที่ผู้นำประเทศ ไร้ซึ่งคุณธรรม-จริยธรรม แถมทุจริตใช้อำนาจมิชอบเอื้อประโยชน์ให้ตนและพวกพ้อง แต่สิ่งหนึ่งที่ยังเชื่ออยู่ว่า ทั้งคนที่รักและเกลียดทักษิณจะรู้สึกไม่ต่างกันคือเทิดทูนสถาบันกษัตริย์อยู่เหนือสิ่งอื่นใดหากผู้ใดจาบจ้วง-ล่วงเกิน เราจะไม่ยอมและไม่ให้อภัยต่อบุคคลนั้น ปัญหาคือ ตลอด 4 ปีมานี้ (2548-2551) ทักษิณได้กระทำการที่กระทบต่อสถาบันนับครั้งไม่ถ้วน ทั้งในและต่างประเทศ คำถามคือ คนที่พร่ำบอกว่ารักในหลวงได้ทำอะไรเพื่อปกป้องพระองค์บ้าง? และคนที่รักทักษิณยังรู้สึกดีกับนักโทษชายผู้นี้อยู่หรือ?

ตั้งแต่ทักษิณ ชินวัตรยังเรืองอำนาจในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี กระทั่งหมดอำนาจลงหลังถูกรัฐประหารยึดอำนาจจวบจนปัจจุบันที่เปลี่ยนสถานะเป็นนักโทษหนีคดีจำคุก 2 ปี นอกจากไม่เห็นว่าทักษิณได้แสดงอะไรที่ยืนยันถึงความจงรักภักดีดังที่ปากพร่ำบอกแล้ว กลับเห็นว่าทักษิณมีอาการหนักข้อขึ้นเรื่อยๆ จากที่เคยพูดจาก้าวล่วงหรือมีพฤติกรรมเสมือน “ตีตนเสมอสถาบัน” ลามไปสู่การ “ดึงสถาบันลงมายุ่งเกี่ยวกับการเมือง”เพื่อเป็นเครื่องมือในการต่อสู้ทางการเมืองของตน และล่าสุด ถึงขั้นเริ่มเดินเกม “ต่อรอง”กับสถาบันแล้ว!


1 กรณีทำบุญประเทศในวัดพระแก้วยังบั่นทอนจิตใจคนไทยไม่หายไม่บังควรอย่างยิ่งเพราะราวกับตีตนเสมอสถาบันนอกจากทักษิณจะแต่งกายไม่สุภาพ(ไม่ใส่ชุดปกติขาว)แล้วยังนั่งล้ำหน้าผู้ร่วมงานคนอื่นโดยมีพรมแดงรองพื้น และมีเจ้าหน้าที่คุกเข่าให้ทักษิณกรวดน้ำซึ่งทักษิณพยายามอ้างความชอบธรรมในการทำบุญดังกล่าว
2 ทักษิณก็ก้าวล่วงสถาบันซ้ำอีกด้วยการพูดจาบจ้วงเบื้องสูงในงาน "นายกฯ พบแท็กซี่"ที่อินดอร์สเตเดี้ยม หัวหมากเมื่อวันที่ 25 ธ.ค.2548 ในงานดังกล่าวนอกจากทักษิณจะหลุดคำหยาบคายหลายคำ เช่น คำว่า “แม่ง” , “ตายห่า” แถมยังลงท้ายประโยคด้วยคำว่า “วะ”อยู่หลายครั้งแล้วทักษิณ ยังประกาศด้วยความมันในอารมณ์เพื่อยืนยันถึงความจงรักภักดีที่ตนมีต่อสถาบันกษัตริย์ด้วยว่า “…บางช่วงนี่นะ ให้คนนั่งแท็กซี่บอกว่าเนี่ยผมกำลังเหลิงจะเป็นประธานาธิบดี ปัดโธ่! เป็นแค่นี้เหนื่อยจะตายห่าอยู่แล้ว ทุกวันนี้อยู่ด้วยจิตรับผิดชอบ แล้วเอะอะอะไรก็ แหม! หาว่าผมไม่จงรักภักดี ปัดโธ่! ถ้านายกฯ ไม่จงรักภักดี แล้วผีที่ไหนจะจงรักภักดี”
3 ต่อมาไม่นานครอบครัวชินวัตรก็ขายหุ้นชินคอร์ปให้เทมาเส็กของสิงคโปร์ โกยเงินเข้ากระเป๋าทันที 7.3 หมื่นล้าน การขายหุ้นดังกล่าวไม่เพียงสะท้อนว่าทักษิณไร้จริยธรรมและใช้อำนาจโดยมิชอบแก้กฎหมายให้ต่างชาติถือครองหุ้นในกิจการโทรคมนาคมได้เพิ่มขึ้นจากไม่เกิน 25% เป็นไม่เกิน 49% เพื่อให้ตนขายหุ้นดังกล่าวออกไปได้ 49% แถมการขายหุ้นได้ 7.3 หมื่นล้านยังไม่เสียภาษีให้รัฐสักบาท นับเป็นฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้หลายภาคส่วนในสังคมออกมาเรียกร้องให้ทักษิณลาออก แต่
4 ทักษิณก็ยืนยันไม่ยุบสภา-ไม่ลาออกแถมประกาศผ่านรายการวิทยุ นายกฯ คุยกับประชาชนเมื่อวันที่ 4 ก.พ.2549 ในลักษณะจาบจ้วงและตีตนเสมอสถาบันกษัตริย์อีก “คนที่จะให้ผมออกจากตำแหน่งนายกฯ ได้ ไม่ต้องหลายคนเลย คนเดียวให้ออกได้เลยนั่นคือพระเจ้าอยู่หัว ถ้าพระเจ้าอยู่หัวกระซิบผมรับสั่งคำเดียว ทักษิณออกเถอะ รับรองกราบพระบาทออกแน่นอน” สุดท้ายก็แค่คำโกหกเหมือนเรื่องขายหุ้นที่โกหกว่าจะไม่ขายกับยุบสภาเมื่อวันที่ 24 ก.พ.2549
5 ไม่เพียงคำพูดดังกล่าวยังมีภาพบาดใจเกิดขึ้นตามมาอีก เมื่อทักษิณไปพบประชาชนที่อยุธยาแล้วมีประชาชนจำนวนมากถือธงที่มีคำว่า “ทรงพระเจริญ” มาโบกต้อนรับและให้กำลังใจ
6 หลังพรรคไทยรักไทยถูกอัยการส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณายุบพรรคได้แค่ 2 วัน (29 มิ.ย.)ทักษิณก็ออกอาการไม่พอใจ-ฟาดงวงฟาดงากล่าวหา “ผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญ”ว่าเป็นผู้ที่ทำให้เกิดความวุ่นวาย “ความวุ่นวายมันเกิดจากหลายอย่าง อย่างหนึ่งเนี่ยเมื่อใดเป็นทฤษฎีบริหารเลยนะเมื่อใดองค์กรตามปกติถูกองค์กรที่อยู่นอกระบบครอบงำหรือมีอิทธิพลมากกว่าองค์กรปกตินั้นวุ่นวายหรือถ้าจะแปลเป็นไทยชัดๆ ก็คือวันนี้องค์กรนอกรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่ในรัฐธรรมนูญคือบุคคลซึ่งดูเหมือนมีบารมีนอกรัฐธรรมนูญเข้ามาวุ่นวายองค์กรที่มีในระบบรัฐธรรมนูญมากไป”
7 สังคมถามไถ่กันว่าใครคือ “ผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญ” อีกครั้งระหว่างให้สัมภาษณ์สถานีโทรทัศน์ซีเอ็นเอ็นที่ประเทศสิงคโปร์ในวันที่ 15 ม.ค.2550 รอยเตอร์ได้รายงานว่าคำให้สัมภาษณ์ฉบับเต็มของทักษิณที่ผ่านซีเอ็นเอ็นนั้นมีการขอให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอันเป็นที่เคารพรักของประเทศไทยเลิกพูดถึงอดีตเพื่อเห็นแก่ประโยชน์ของความสามัคคีในชาติ ทักษิณคงจะสื่อให้ต่างชาติเข้าใจว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีส่วนเกี่ยวข้องกับการที่ทักษิณต้องอยู่นอกประเทศ
8 นอกจากนี้ยังมีกรณีที่ทักษิณถูกมองว่าเป็นผู้ที่อยู่เบื้องหลังบทความที่ไม่บังควรด้วยคือกรณีที่หนังสือพิมพ์ดิเอเชียน วอลล์สตรีท เจอร์นัล-นิตยสารดิ อิโคโนมิสต์ และนิตยสารนิวสวีก ได้ตีพิมพ์บทความวิพากษ์วิจารณ์ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวว่า “การบริหารด้านเศรษฐกิจของอดีตนายกฯทักษิณหรือ “ทักษิโณมิกส์” ได้รับการยอมรับเชื่อถือจากประเทศต่างๆ มากกว่า “ระบบเศรษฐกิจพอเพียง” เพราะได้รับการพิสูจน์แล้ว” ในระหว่างที่เขาอยู่ระหว่างเดินสายประเทศต่างๆ และตระเวนให้สัมภาษณ์สื่อโดยถึงกับลงทุนจ้างบริษัทล็อบบี้ยิสต์ชื่อดังของสหรัฐฯ อย่างน้อย 2 บริษัทเพื่อช่วยประชาสัมพันธ์ภาพลักษณ์ของเขาและทำให้เขาได้ให้สัมภาษณ์สื่อของประเทศต่างๆ อย่างที่ต้องการ
9 ทักษิณยังคงพูดพาดพิงสถาบันไม่เลิกให้สัมภาษณ์นิตยสารไทม์ฉบับวันที่ 1 ก.พ.2550 ในลักษณะที่ทำให้ผู้อ่านเข้าใจว่า พระบาทสมเด็จพระอยู่หัวทรงสนับสนุนการปฏิวัติรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 ก.ย.2549 โดยเมื่อทักษิณตอบไทม์ว่า “มันก็เหมือนกับการทำรัฐประหารในอดีตของไทยที่ผ่านมา 17 ครั้ง ตอนแรกประชาชนอาจรู้สึกตกใจจากนั้นพวกเขาจะเริ่มแสดงความวิตกกังวลแล้วจึงเริ่มยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่(การรัฐประหาร)ได้รับการรับรองจากองค์พระมหากษัตริย์ พวกเขาอยู่ในกรอบระเบียบมากๆ พวกเขาเชื่อฟัง…”
10 หลังทักษิณถูกศาลฎีกาตัดสินจำคุก 2 ปีในคดีทุจริตซื้อขายที่ดินรัชดาฯ ทักษิณก็พูดระหว่างโฟนอินเมื่อวันที่ 1 พ.ย.ที่ผ่านมา โดยบอกว่า “...เขาสั่งจำคุกผม 2 ปี อายุความ 10 ปี ...มันต้องการจัดการกับคนคนเดียว โดยเอากระบวนการยุติธรรมให้ยุติความเป็นธรรมทั้งหมด ...ไม่มีใครที่จะเอาผมกลับประเทศไทยได้หรอกครับ นอกจากพระบารมีที่จะทรงมีพระเมตตา หรือไม่ก็ด้วยพลังของพี่น้องประชาชนเท่านั้น จริงไหมครับ”
11 ล่าสุดทักษิณกดดันให้มีการพระราชทานอภัยโทษให้ตัวเองอย่างชัดเจนด้วยการให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ อาราเบียน บิซิเนส ของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี)เมื่อวันที่ 24 พ.ย. โดยนอกจากทักษิณจะกล่าวโจมตีประเทศอังกฤษที่ถอนวีซ่าตนและคุณหญิงพจมารว่าไม่เคารพค่านิยมเรื่องประชาธิปไตยแล้วเขายังพูดถึงเงื่อนไขที่จะทำให้ตัวเองได้กลับประเทศไทยว่า “ผมคิดว่าหลายๆ อย่างขึ้นอยู่กับอำนาจของประชาชน หากพวกเขารู้สึกว่า พวกเขาอยู่อย่างยากลำบากและต้องการให้ผมช่วย ผมก็จะกลับไป หากในหลวงทรงเห็นว่าผมยังสามารถทำคุณประโยชน์ได้ ผมจะกลับไป และพระองค์อาจจะพระราชทานอภัยโทษให้แก่ผม แต่ถ้าพวกเขาไม่ต้องการผม และพระองค์ทรงเห็นว่าผมกลับไปก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ผมก็จะอยู่ที่นี่(เมืองดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์)ทำธุรกิจไป”


เราคนไทยได้เห็นพฤติกรรมและคำพูดของทักษิณที่พาดพิงสถาบันมาครั้งแล้วครั้งเล่าตลอด 4 ปีมานี้(2548-2551) ยังเชื่อได้หรือว่า บุคคลผู้นี้จงรักภักดีดังที่นายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกฯ เคยการันตี ยังเชื่อนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกฯ น้องเขย ทักษิณได้หรือที่การันตี หรือยังเชื่อคำสรรเสริญเยินยอของทาสรักทักษิณอย่างนายวีระ มุสิกพงศ์ได้หรือในเมื่อนายวีระก็เป็นเพียงอดีตผู้ต้องขังที่หมิ่นสถาบันและปัจจุบันก็ยังเป็นผู้ต้องหาหมิ่นสถาบันซ้ำอีก การหลงทางผ่านเข้าไปในเวป..ฟ้าเดียวกัน..ตอนแรกก็ว่าจะไม่เข้าไปรับรู้..แต่..เคยได้ยินคำบอกเล่าถึงความเลวทรามของฟ้าเดียวกัน..ก็เลยลองเข้าไปเสียหน่อย..และแล้วหัวใจของคนไทยก็เหมือนโดนทำร้ายเพราะสารพัดความคิดเห็นที่จาบจ้วงดวงใจอันเป็นที่รักของชาวไทยที่มีความรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนไทยทุกคน...ไม่เคยคิดเลยว่าประเทศไทยยังมีคนเหล่านี้อาศัยอยู่ภายใต้ร่มพระบารมี..คำถามแรกที่ได้ก็คือ...ทหารและตำรวจที่ปฏิญาณตนว่าเป็นทหาร ตำรวจ ของพระเจ้าแผ่นดินนั้นอยู่ที่ไหนทำไมถึงได้ปล่อยให้พวกมันทำร้ายดวงใจของคนไทยได้ขนาดนี้

...นาทีนี้ อยากถามดังๆ ว่า คนไทยที่ปากบอกว่า “รักในหลวง” และผู้บัญชาการเหล่าทัพทั้งหลายที่พร่ำบอกว่า จะปกป้องชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ยังหลับอยู่หรือไร จึงไม่ทำอะไรเพื่อปกป้องสถาบันกันบ้าง!!

ไม่มีความคิดเห็น: